• แมงแปะ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-08-29
  • จำนวนเรื่อง : 7
  • จำนวนผู้ชม : 2129
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
The Media Literacy Projects of Songkhla Youths : เยาวชนสงขลาเท่าทันสื่อ
เราคิดยังไงกับสื่อต่างๆที่แวดล้อมตัวเรา และพวกเราจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยตัวเราเองได้บ้าง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/lookmedia
วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน 2551
ข้อเสนอสาธารณะสร้างการรู้เท่าทันสื่อสำหรับเยาวชน
Posted by แมงแปะ , ผู้อ่าน : 152 , 13:48:14 น.  
พิมพ์หน้านี้







“สิ่งที่ยิ่งใหญ่มักเกิดจากความคิดเล็กๆเสมอ”

ช่วงหลังมักจะได้ยินข้อความนี้บ่อยมาก และนั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันกับข้อเสนอสาธารณะสร้างการรู้เท่าทันสื่อสำหรับเยาวชนชุดนี้ ที่เกิดจากการไตร่ตรองความคิด ประสบการณ์ที่ผ่าน สังเคราะห์จนเป็นข้อเสนอฯขึ้น เพื่อนำไปสื่อสารกับสังคมวงกว้างในจังหวัด เพื่อแสดงความคิดในเชิงชี้นำให้แก่สาธารณะในบทบทบาทสมาชิกหนึ่งของสังคม ที่มีส่วนสร้างสรรค์สังคมด้วยกำลังกาย กำลังความคิด และหัวใจที่เล็กเพียงกำปั้น

ข้อความเล็กๆ 15 ข้อต่อไปนี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ มีลำดับขั้นตอนของการเรียนรู้(ตามหัวข้อที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้) ใช้เหตุใช้ผลในการพิจารณาถึงสิ่งที่นำเสนอในแต่ละประเด็น โดยหวังว่า ข้อเสนอนี้จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงความคิดของผู้คนในสังคมได้บ้าง

แกนนำเยาวชนเท่าทันสื่อทั้ง 7 โรเรียนในจังหวัดสงขลา ได้แก่
ชุมนุมฅนเขียนฝันโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
 
กลุ่มแกนนำเท่าทันสื่อ โรงเรียนหาดใหญ่พิทยาคม

ชุมนุมคุ้มครองผู้บริโภค โรงเรียนธรรมโฆสิต

แกนนนำ อย.น้อยเท่าทันสื่อ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒

ชุมนุมคุ้มครองผู้บริโภค โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา

กลุ่มเยาวชนแกนนำเท่าทันสื่อ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

กลุ่มเยาวชนแกนนำเท่าทันสื่อโรงเรียนสะเดา“ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์”

และกลุ่มมานีมาะ ในฐานผู้ขับเคลื่อนการเรียนรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนใน จ.สงขลา
ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสารสุขภาวะเยาวชน(สสย.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
ร่วมกันเสนอ “ข้อเสนอสาธารณะสร้างการรู้เท่าทันสื่อสำหรับเยาวชน” แก่สาธารณชนให้เกิดความคิด ความเข้าใจ เพื่อที่จะร่วมกันสร้างการรู้เท่าทันสื่อแก่ตัวเอง แก่ลูกหลาน แก่ลูกศิษย์ แก่ผู้บริโภคสื่อ และแก่ประชาขน ตามรายละเอียดต่อไปนี้


1.ทำไมต้องร่วมสร้างการรู้เท่าทันสื่อแก่เยาวชน
เยาวชนของเรากำลังอยู่ในวังวนของกระแสโลกาภิวัตน์ที่เต็มไปด้วยสิทธิเสรีภาพของข่าวสารโดยปราศจากพรมแดนขวางกั้นก็จริง แต่ประเด็นที่น่าคิดคือเสรีภาพทางข่าวสารชนิดไร้พรมแดนนี้เอื้อประโยชน์ต่อใครกันแน่? ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกรากนี้ ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก ผู้รับสารที่ไม่รู้เท่าทันสื่อไม่รู้จักพิจารณาแยกแยะเลือกรับข่าวสารด้วยสติปัญญา ย่อมตกเป็นทาสของความคิด ความรู้ที่พรั่งพรูมาจากซีกโลกตะวันตก และเป็นผู้พร้อมรับวัฒนธรรมเปลือกกระพี้ซึ่งเป็นกากขยะที่โลกตะวันตกก็มิได้ชื่นชม เช่น การนิยมบริโภคอาหารจานด่วน(Fast Food) การนิยมแฟชั่นโป๊เปลือย การนิยมความหรูหราฟุ้งเฟ้อใช้สินค้าฟุ่มเฟือย การนิยมเสพสิ่งเสพติดให้โทษ การนิยมเลียนแบบดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย ฯลฯ เสรีภาพไร้พรมแดนของสื่อกำลังจะกลืนกินความดีงามของเราและบ่อนทำลายปัญญาของเยาวชน โดยอ้างเหตุแห่งความถูกต้องตามสมัยนิยม สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวไปเร็วมาก ก่อให้เกิดการปฏิวัติทางการสื่อสาร เราทุกคนเป็นผู้บริโภคสื่อ เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันขึ้นอยู่กับสื่อ การรู้เท่าทันสื่อนอกจากจะทำให้เราทันสมัย รู้จักวิเคราะห์แยกแยะประเด็นข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น หรือเรื่องไร้สาระแล้ว ยังช่วยให้เราก้าวทันเกมหรือรู้เล่ห์เหลี่ยม ชั้นเชิงของกลุ่มผลประโยชน์ในสังคมอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องร่วมกันสร้างการรู้เท่าทันสื่อให้เยาวชนโดยเริ่มต้นที่ เยาวชน พ่อแม่ โรงเรียน สื่อมวลชนและรัฐบาล เพื่อสร้างสังคมที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเด็กและเยาวชนไทย

2.ข้อเสนอสาธาณะสร้างการเท่าทันสื่อแก่เยาวชน 15 ประการ

สำหรับเยาวชน

1.เยาวชนต้องมีทักษะ วิเคราะห์สื่อให้ออก หากเราแยกแยะได้ ก็อ่านสื่อออก
สมัยเด็กๆเราจะอ่านหนังสือออกรู้เรื่องเมื่อเรารู้จักผสมรูปคำและเข้าใจ ความหมายของคำๆนั้น เช่นกันกับการอ่านสื่อออก ภายใต้ความรู้สึกสนุก สุข เศร้า เร้าอารมณ์ของสื่อแต่ละรูปแบบที่เราบริโภคกันในแต่ละวันนั้น มีสิ่งใดที่ซ้อนเร้นอยู่บ้าง อะไรคือมุมมอง ความคิด และทัศนคติที่คนผลิตได้บรรจุลงในสื่อ สื่อแต่ละประเภทใช้องค์ประกอบต่างๆในการนำเสนอทั้ง ภาษา รูปภาพ มุมกล้อง เสียง สี จังหวะ น้ำหนัก ท่าทาง เหล่านี้จะมีความหมายที่ถูกสื่อสารออกมา เราต้องนำองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้มาผสมกันเพื่ออ่านความหมายให้ออก แล้วทำความเข้าใจกับความหมายนั้นๆที่อยู่ในสื่อ เช่นเดียวกับที่เรานำพยัญชนะและสระมาผสมเป็นคำ เมื่อเราอ่านคำนั้นออกแล้วตีความคำนั้นๆ เราก็เข้าใจความหมายของคำ นี่เป็นทักษะการวิเคราะห์ที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเยาวชน

ด้วยวัยที่กำลังหาตัวแบบในการเติบโตหากเยาวชนเราอ่านสื่อกันไม่ออกแล้ว
คงรับและซึมซับของแถมที่ซ้อนเร้นมากับสื่อโดยไม่รู้ตัว และเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่สื่อบอกให้เป็น แล้วธุรกิจเจ้าของสื่อก็ได้ผลกำไรอย่างสบายใจจากมูลค่าของสื่อที่เยาวชนมอบให้ เราจะปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเราหรือ
?

2.มีวิจารณญาณในการบริโภคสื่อ  แยกแยะได้ ก็มิใช่คำตอบของการเท่าทัน แล้วมันคืออะไรล่ะ?
ในชีวิตจริงของเยาวชนเราไม่สามารถจำกัดหรือปิดกั้นสื่อที่เป็นอันตรายต่อความคิดและจิตสำนึกของเราได้ หนทางเดียวที่ช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกัน ตนเอง ไม่ปล่อยให้เป็นผู้ถูกกระทำจากสื่ออยู่ร่ำไป คือ เยาวชนเราต้องร้จักประเมินค่าแบบฟันธงกันเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นต้วย มองให้เห็นเจตนาที่แท้ของการผลิตสื่อ และให้เหตุผลกันว่า ความคิด มุมมอง ค่านิยมที่แฝงมากับสื่อนั้นดีหรือไม่ อย่างไร และสื่อต้องการอะไรจากเรากันแน่

หากเป็นคนรุ่นใหม่และมีความเป็นตัวของตนเองอย่างมีสติก็กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมีเหตุมีผลและใจกว้างพอที่รับฟังความคิดของผู้อื่นที่แตกต่างๆโดยไม่ใช้อารมณ์ ปกป้องตัวเองจากความคิดที่เป็นของแถมแฝงมากับสื่อ ปฏิเสธการโน้มน้าวใจให้เกิดพฤิตกรรมการบริโภคที่เกินความจำเป็นแก่ชีวิต และไม่สอดคล้องกับครอบครัว รู้จักที่จะชื่นชมคุณค่าในสิ่งที่ตนมีและตนเป็น โดยไม่ยึดถึอกับวัตถุสิ่งของที่เสริมแต่งชีวิตนัก นี่คือจุดชี้ขาดว่าบอกได้ว่า เยาวชนอย่างเรามีวิจารณญาณ

3.นำสื่อที่มีประโยชน์มาใช้อย่างเหมาะสม ทั้งด้านเ เวลา และปริมาณที่ใช้ “You are what you eat”
ความหมายของประโยคนี้ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับเรื่องกินๆดื่มๆเพียงอย่างเดียว ยังคงใช้ได้กับเรื่องการบริโภคสื่อด้วย เราบริโภคสื่อผ่านช่องทางหลักๆได้แก่ ตาที่มองเห็นภาพ และหูที่ได้ยินเสียง แล้วช่องทางอื่นของร่างกายที่สามารถ สร้างความร้สึกต่อตัวสินค้าที่นักการตลาดให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าช่องทางหลักคือ จมูกที่รับกลิ่น ลิ้นที่รับรส และกายที่สัมผัส เพราะสามารถสร้างประสบการณ์รับรู้และจดจำของผู้บริโภคที่เป็นเยาวชนอย่างเราได้ดี ซึ่งนักการตลาดรู้จุดอ่อนตรงนี้ที่สำคัญไปกว่าอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการบริโภคสื่อก็คือ การที่พลังของสื่อนั้นเข้าไปทำปฏิกิริยากับจิตใต้สำนึกโดยที่เราไม่รู้ตัว เคยมั้ยที่เราซื้อสินค้าโดยให้เหตุผลว่าเรารู้จักและเคยเห็นมัน แต่ไม่รู้ถึงคุณภาพและความแตกต่างจากยี่ห้ออื่น เคยมั้ยที่เรามีพฤติกรรมและการตัดสินใจเหมือนตัวละครในสื่อที่เราเคยดูโดยไม่ได้ใช้ข้อมูลและการไตร่ตรองถี่ถ้วนทั้งที่ชีวิตจริงกับสื่อนั้นคนละเรื่อง เหล่านี้เป็นผลจากการที่เราเสพสื่อเข้าไปโดยไม่มีวิจารณญาณ นี่ไงล่ะ
You are what you eat.

ในสิ่งเดียวกัน อาหารเหมาะสำหรับความคิดและจิตใจเของเยาวชนที่กำลังเติบโตอย่างเราคืออาหารที่สะอาดและมีประโยชน์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรู้จักเลือกเสพสื่อที่มีเนื้อหา ความคิด มุมมองและค่านิยมที่ดีและเป็นประโยชน์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกลงในจิตใต้สำนึก และหล่อหลอมเป็นตัวตนของเรา และเมื่อถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม จิตใต้สำนึกจะดึงข้อมูลที่บันทึกไว้ขึ้นมาแสดงออกเป็นพฤติกรรมการปฏิบัติ ฉะนั้นถ้าเราเสพสื่อดีๆ ก็จะเกิดความคิดและพฤติกรรมดีๆ หากเสพสื่อที่ไม่ดี ก็จะมีความคิดและพฤติกรรมที่ไม่ดีเช่นกัน

มันก็น่าเศร้าใจ ถ้าเยาวชนเรารู้จักเลือกเป็นแล้ว แต่ยังกินไม่เป็นเวล่ำเวลา หรือกินเกินพอที่ร่างกายต้องการ อะไรที่เกินความพอดีก็จะไม่ดี อะไรที่เกินพอเหมาะก็จะไม่เหมาะ ใช้เวลาอยู่กับสื่อให้พอดี ปริมาณความถี่ให้พอเหมาะ อยากจะชวนให้ใช้สื่อในระดับที่เรียกว่า
กำลังดี ไม่มากไปกว่าพอดี หรือเกินกว่าความจำเป็น เพราะชีวิตนี้ยังมีสิ่งอื่นอีกเยอะนอกจากสื่อที่ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตเป็นมนุษย์

สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง

4.เป็นตัวอย่างที่ดีในการบริโภคสื่อ ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าคุณไม่ใช่ตัวแบบชีวิตของเยาวชน
ลึกๆแล้วคนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองรู้เรื่องนี้ดี พ่อแม่เป็นบุคคลที่ให้กำเนิดชีวิตของเยาวชน ไม่ใช่เพียงแค่นิสัยของลูกเท่านั้นที่มีส่วนคล้ายกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ยังรวมไปถึงรูปบบความคิด รสนิยม ค่านิยมต่างๆ ก็เกิดจากการเลี้ยงดูบ่มเพาะโดยคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองด้วย คุณพ่อคุณแม่มีความเชื่ออย่างไร ลูกมักจะมีความเชื่อที่คล้ายกัน พ่อแม่กินดื่มใช้อย่างมีเหตุผล ลูกก็จะมีเหตุผลในการกินดื่มใช้เช่นกัน ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่มีความคิดเห็นอย่างไร มีทัศนคติอย่างไรต่อสื่อ เยาวชนที่เป็นลูกๆก็จะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างเดียวกับคุณพ่อคุณแม่เป็น ถึงแม้ว่าบางพฤติกรรมต่อสื่อของคุณพ่อคุณแม่จะเป็นไปด้วยความไม่ตั้งใจก็ตาม แต่ด้วยความรักความผูกพันที่มีต่อกันในสายเลือด พฤติกรรมใช้สื่อของคุณพ่อคุณแม่ย่อมมีผลต่อลูกในเชิงตัวแบบแน่นอน แม้ว่าพ่อแม่จะเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่าทัน

ฉะนั้นการที่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเป็นตัวอย่างที่ดีในบริโภคสื่อของเยาวชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ตระหนักในการเลือกสรร บริโภคสื่อให้พอเหมาะพอดี ทั้งเนื้อหาและปริมาณ กล้าที่จะแสดงทัศนะความคิดเห็นตรงไปตรงมาต่อสื่อต่างๆอย่างมีเหตุผลแล้ว ลูกๆของเราก็จะซึมซับตัวอย่างนี้โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยยากในการสอนเลย เพราะการกระทำย่อมมีความหมายและมีผลมากกว่าคำพูดหลายเท่านัก

5.ควรมีข้อตกลงในการใช้สื่อกับลูก ถึงไม่คุ้นกับวิธีการแบบนี้ แต่ก็ควรทำ
แม้ว่าการทำข้อตกลงกับลูกหลานของเราในเรื่องเสพสื่อในบ้านอาจจะไม่ใช่ วัฒนธรรมของบ้างเรา แต่เป็นวิธีการที่น่าสนใจไหม ถ้าเป็นหนทางหนึ่งในการสามารถวินัยในชีวิตของลูกหลานที่เรารัก

เมื่อพูดถึงวินัยกันแล้ว คนจำนวนไม่น้อยจะนึกถึงภาพการฝึกระเบียบแถว เพราะคำว่าวินัยมักจะมากับคำว่า ระเบียบ รวมเป็น ระเบียบวินัย จึงไม่น่าสงสัยที่คนส่วนใหญ่มองวินัย ในความเข้าใจที่แคบ

เราควรจะมองวินัยว่า เป็นสิ่งที่ช่วยเอื้ออำนวยให้เกิดผลบางอย่างตามมา มิใช่เป็นไปเพื่อการลงโทษเด็ก แต่ควรจะเป็นการที่พ่อแม่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม แนะแนวทางให้เด็กเพื่อการเจริญเติบโตที่เป็นไปอย่างรวดเร็วของเขา เพื่อให้เขาเกิดนิสัยที่รู้จักบังคับควบคุมตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นไปตามความปราถนาของตนเองและไดัรับการยอมรับจากสังคม ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองสามารถสร้างวินัยให้กับลูกหลานได้โดยการใช้โอกาสของความสนใจของลูกหลานที่มีต่อสื่อต่างๆเพื่อที่จะให้เขารู้จักการใช้สื่ออย่างพอเหมาะ พอเหมาะ และเป็นไปด้วยประโยชน์

ผลการสำรวจพฤติกรรมของเยาวชนในการเล่นเกมส์
42% ของผู้ที่เคยเล่น ใช้เวลาในการเล่นเกมส์แต่ละครั้ง 3 ชั่วโมงขึ้นไปและพฤติกรรมการดูทีวีในแต่ละวันของวัยรุ่นที่ใช้เวลา 3-4 ชม.ต่อวันมีถึง 40% และ 5-8 ชม.ต่อวันมีถึง 23% รวม 2 กลุ่มนี้มีเยาวชนถึง 73% ที่ใช้เวลาดูทีวี 3 ชม.ขึ้นไปในแต่ละวัน เหล่านี้เป็นข้อมูลที่บอกถึงพฤติกรรมของลูกหลานเราใช้เวลาอยู่กับสื่อคำถามคือ เราจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างวินัยให้กับลูกหลานของเราหรือจะปล่อยให้แนวโน้มพฤติกรรมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติใครๆก็เป็นกัน

การมีข้อตกลงในการใช้สื่อกับลูกหลานเพื่อเป็นการสร้างวินัยนั้น ไม่ได้เป็นการออกกฏระเบียบโดยเราในฐานะผู้ปกครอง แต่ทำไปด้วยความรู้สึกของการให้แนวทางที่จำเป็นต้องสร้างให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสมและพอเหมาะในการใช้สื่อด้วยเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมถึงเลือกข้อตกลงเหล่านี้ให้เขาปฏิบัติโดยที่

ข้อ 1 ต้องมีการพูด อย่างชัดเจนว่าทั้งคู่ต้องการอย่างไร (ไม่ใช่เราข้างเดียว)
ข้อ
2 ต้องสื่อสาร ใช้เจนว่าคาดหมายให้มีพฤติกรรมการใช้สื่ออย่างไร
ข้อ
3. เมื่อเลือกข้อตกลงแล้ว จะมีวิธีให้เขาประพฤติตามอย่างไร และส่งเสริมให้กำลังใจเขาอย่างไร เพื่อให้เขาทำตามด้วยความเต็มใจ
ข้อ
4 ข้อตกลงที่เกิดขึ้นควรสมเหตุ สมผล ยุติธรรม เหมาะสมกับอายุและความสามารถของเขา
ข้อ
5 ควรจะยืดและยืนยันในข้อกตลงที่เกิดขึ้นหากเกิดการไม่เคารพ และอธิบายเหตุผล

การอธิบายเหตุผลเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องบอกให้เด็กของเรารู้เสมอในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ เพราะช่วยให้เด็กเขาใจในการทำอย่างมีเหตุผลที่ไม่ใช้ อารมณ์ และที่สำคัญการสร้างข้อตกลงและปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้สื่อนี้ ต้องกระทำผ่านความรักใคร่ผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก ยิ่งพ่อแม่ลูกรักกันมากๆเท่าไร คำพูดของพ่อแม่จะศักดิ์สิทธ์เสมอ และลูกรู้ว่าหากไม่ทำตามข้อตกลงที่วางร่วมกันไว้แล้ว อาจทำให้พ่อแม่ เสียใจได้

 

แต่อย่างเข้าใจผิดว่าการกำหนดข้อตกลงการใช้สื่อคือการวางเงื่อนไขต่อรองเพื่อให้เกิดพฤติกรรม ไม่อย่างนั้นจะเป็นการต่อรองให้เกิดพฤติกรรมเฉพาะเหตุการณ์ สุดท้ายเขาจะเกิดพฤติกรรมเหมาะสมได้เมื่อเขารู้ว่าจะได้ผลประโยชน์เท่านั้นและคุณเหนื่อยแน่ๆ


6.แนะนำสื่อสร้างสรรค์และเหมาะสม 
วันนี้ยังเป็นหน้าที่ของเราที่ยังต้องป้อนสิ่งที่มีประโยชน์
ด้วยวัยที่เขากำลังเจริญเติบโตยังเห็นโลกไม่รอบด้าน เข้าใจชีวิตไม่ถ่องแท้ ก็ยังต้องพึ่งเราในการดูแล การจัดและแนะนำสื่อที่เหมาะสม ให้เหมาะกับเด็กเยาวชนตามแต่ช่วงของวัยชองเขา จึงเป็นการป้อมอาหารสมองที่สะอาดและมีประโยชน์เพื่อการเติบโต ทั้งภายในและภายนอก ขณะที่สื่อจำนวนไม่น้อยปลูกฝังและกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่ก็มีสื่ออีหลายๆตัวที่สามารถสร้างให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พึงประสงค์ได้

แนะนำสื่อเหมาะสม เริ่มต้นที่การเลือกเนื้อหาของสื่อที่เด็กสนใจเอาความสนใจเขาเป็นตัวตั้ง จัดเนื้อหาสาระต่างๆของสื่อที่เสพให้หลากหลาย และที่สำคัญคือคำนึงถึงเนื้อหาที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามพัฒนาการในแต่ละวัยหรือให้ง่ายกว่านั้นอาจจะใช้สูตรไม่เซ็ก ไม่รุนแรง ไม่ก้าวก่ายเข้าเรื่องส่วนตัวลองเลือกเนื้อหาของสื่อเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันหลายสื่อมักจะใช้เรื่องเหล่านี้เป็นตัวดึงดูดและตรึงความสนใจเด็กโดยไม่คำนึงถึงอันตราย ถึงแม้ว่าบางครั้งเด็กเยาวชนเขาอาจจะไม่ได้แสดงถึงความสนใจในสิ่งที่เราเลือกให้ แต่ก็ยังเป็นหน้าที่เราอีกนั่นล่ะที่ต้องเชื้อเชิญให้เห็นว่ามันน่าสนใจ จะปล่อยให้สื่ออื่นๆที่มุ่งแต่การแสวงหากำไรจากเด็กดึงลูกหลานของเราไปแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ยังไง มันต้องแข่งกันหน่อย

สำหรับครู/โรงเรียน

7.สอดแทรกเนื้อหาเข้าไปในวิชาที่เรียน หัวใจของการสอนให้รู้เท่าทันสื่อคือ ฝึกกระบวนการคิดหลายๆหนของการเรียนรู้ในเชิงประเด็นสังคมของเยาวชน มักจะสร้างการเรียนรู้ได้เพียงระดับการรับรู้ปัญหาและรายละเอียดในเชิงความรู้ เช่นเรียนรู้เรื่องเอดส์ นักเรียนก็จะรู้ว่า เอดส์คืออะไร ติดได้ทางไหน ป้องกันได้อย่างไร ติดเชื้อแล้วต้องทำอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ระดับความรู้ ถึงวันนี้ได้คำตอบแล้วว่า ยังไม่เพียงพอต่อการที่จะทำให้เยาวชนของเราไม่เสียงต่อการได้รับเชื้อ

ในการรู้เท่าทันสื่อก็เช่นกัน รู้ว่าเท่าทันสื่อคืออะไร สื่อใช้กลวิธีไหนในการชักจูง วิเคราะห์แยกแยะสื่อได้ เหล่านี้ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้นักเรียนของเราไม่กลายเป็นเหยื่อของสื่อ สิ่งที่สำคัญในการรู้เท่าทันสื่อคือ การพัฒนากระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้ได้ความคิดที่รอบคอบสมเหตุสมผล ผ่านการพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง และผ่านการพิจารณากลั่นกรอง ไตร่ตรองทั้งทางด้านคุณ-โทษ และคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้นมาแล้ว

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วผู้เป็นครูจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยสร้างให้เยาวชนของเราหลุดพ้นจากการเป็นเหยื่อของสื่อ โดยการนำกระบวนการคิดอย่างมี วิจารณญาณเข้าสู่การสอนคุณครูควรพยายมใช้เทคนิคดังต่อไปนี้ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เป็นขั้นๆ อาจจะเลือกใช้เทคนิคใดก่อนหลังก็ได้ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แต่ควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนผ่านขั้นตอนย่อยทุกขั้นตอน ดังนี้
1)สังเกต ทำความเข้าใจกับความคิดรวบยอดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ สรุปเป็นใจความหลักตามข้อมูลเบื้องต้น
2)อธิบาย แสดงความคิดเห็นเชิงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเน้นการใช้เหตุผลด้วยหลัการ กฏเกณฑ์ และอ้างหลักฐานข้อมูลประกอบให้น่าเชื่อถือ
3)รับฟัง ให้ผู้เรียนฟังความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อความคิดเห็นของตนที่ได้ แลกเปลี่ยน ฝึกปรับเปลี่ยนความคิดเดิมตามเหตุผลและช้อมูลที่ดีกว่า โดยไม่ใช้อารมณ์
4)เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบความแตกต่างและความคล้ายคลึงของสิ่งต่างๆ ให้สรุปจัดกลุ่มเป็นพวกเดียวกัน เชื่อมโยงเชิงสาเหตุและผล
5)วิจารณ์ จัดกิจกรรมวิเคราะห์ให้จำแนกเห็นส่วนดี-เสีย เด่น-ด้อย สำคัญ-ไม่สำคัญของสิ่งนั้น ด้วยการยกเหตุผลหลักการประกอบการวิจารณ์นั้น
6)สรุป ผลความคิดเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆอย่างตรงและถูกต้องตามหลักฐานข้อมูล

นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งกระบวนการที่สามารถช่วยสร้างกระบวนคิดเชิงวิจารณญาณให้กับเยาวชนได้ คุณครูสามารถหยิบกระบวนการนี้ไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม โดยให้จับหัวใจของการพัฒนาวิจารณญานไปใช้ให้เกิดขึ้นในห้องเรียน เน้นว่าต้องเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ หากมองในมิติการเรียนรู้เท่าทันสื่อแล้ว จะเห็นว่ามีขั้นตอนของกระบวนการที่สำคัญคือ อ่านสื่อให้ออกถึงสิ่งที่สื่อนำเสนอและแฝงอยู่ในสื่อ แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างมีเหตุผล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและฟังเหตุผลของเพื่อน แล้วสรุปเป็นทัศนะและคำตอบของตนเองต่อสื่อนั้นๆ

8.จัดกิจกรรมรณรงค์เรียนรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียน
เมื่อช่วยเยาวชนส่วนใหญ่รู้มากพอก็เกิดกระแสเปลี่ยนแปลง นอกจากบทบาทการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการในเกิดทักษะวิจารณญาณแก่เยาวชนแล้ว ยังไม่เพียงพอต่อการช่วยให้สังคมของเยาวชนรอดพ้นการใช้สื่ออย่างไม่มีสติ ครูต้องกำหนดอีกหนึ่งภารกิจให้กับตนในการเป็นผู้กระตุ้นสังคมของเยาวชนเพื่อให้ตื่นตัวและเห็นพฤติกรรมการบริโภคสื่อของตนเอง โดยครูดำเนินการร่วมกับแกนนำจัดกิจกรรมรณรงค์รู้เท่าทันสื่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สังคมของเยาวชนตื่นตัว เกิดกระแสความนิยมใหม่ที่เป็นผู้บริโภคสื่ออย่างฉลาด ใช้สื่ออย่างเหมาะสมและพอเหมาะ

แนวทางที่สำคัญของการณรงค์ คือ ให้เยาวชนเห็นถึ ผลกระทบผลเสียของการบริโภคสื่อ การรุกเร้าของสื่อในชีวิต เผยให้เห็นอีกมุมของสื่อที่มีเจตนากระทำกับเยาวชนในการสร้างความตระหนักรู้ โดยใช้ข้อมูล ให้ตัวอย่าง สถานการณ์ ประสบการณ์ตรงที่น่าสนใจ ผ่านรูปแบบการรณรงค์ต่างๆ เพื่อให้เกิดการสกิดสะเกาในความคิด และหันมาตั้งคำถามกับสิ่งที่สื่อกำลังทำ และนำเสนอเชิงชี้นำทางเลือกการดำเนินชีวิตที่ฉลาดในการเลือกสรรบริโภคสื่อและสิ่งต่างๆในชีวิตอย่างมีเหตุผล

การจัดกิจกรรมรณรงค์ควรให้โอกาสแก่เเยาวได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานดังกล่าว เพราะสุดท้ายแล้วเราเชื่อว่า เด็กและผู้ใหญ่ต้องมีส่วนร่วมกันในการลงมือปฏิบัติสร้างสังคม ไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว เด็กจะแก้ไขเรื่องต่างๆได้อย่างไรหากไม่มีผู้ใหญ่ใช้ประสบการณ์ชี้แนะ และผู้ใหญ่จะแก้ไข เรื่องเด็กได้อย่างไร หากไม่มีเด็กเป็นผู้ร่วมบอกกล่าวเรื่องราวของตัวเอง

9.ครูเป็นสื่อบุคคล ถ่ายทอดเรื่องราวเท่าทันสื่อ ไม่ใช่เพียงผู้ประสาทวิชา แต่เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง
ระบบการศึกษาของชาติ เป็นระบบที่เด็กและเยาวชนทุกคนต้องผ่าน ครูคือหัวใจของระบบที่มีบทบาทในการกำหนดความเป็นไปของเด็กและเยาวชน ครูทุกคนตระหนักว่าคะแนนเพียงคะแนนเดียว สามารถผลิกชีวิตเด็กได้ หากครูมีบทบาทในการสร้างให้เด็กเยาวชนมีวิจารณญาณ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เท่าทันสื่อ หรือได้ถ่ายทอดเนื้อหาเพื่อให้เยาวชนตระหนักในเรื่องสื่อ ถือได้ว่าครูเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างชีวิตเด็กเยาวชนให้เกิดทักษะที่จำเป็นแก่ชีวิต พร้อมที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง

หากนำภาวะการเป็นสื่อบุคคลมาผนวกกับความเป็นครู ก็เกิดการเสริมพลังมากยิ่งขึ้น มีพลังอำนาจในเชิงปลูกฝังและอบรมบ่มเพาะให้กับเยาวชนได้ดี เป็นสื่อทีมีชีวิต เป็นสื่อที่สามารถโต้ตอบได้มีชีวิตชีวาในการสื่อสาร เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชน และที่สำคัญคือสามารถสื่อกันด้วยหัวใจ ซึ่งสื่ออื่นไม่สามารถทำได้ ไม่เพียงแค่เยาวชนเท่านั้น การที่ครูเป็นสื่อบุคคลยังส่งผลต่อความคิดของครอบครัว ชุมชนที่ครูสัมพันธ์อยู่ดัวย

ถึงแม้ว่าการครูจะเปรียบเหมื่อนฝุ่นละอองเพียงแค่ธุรกิจใหญ่ใช้กำลังเงินปาดเช็ดเพียงครั้งเดียวก็จางหายก็ตาม แต่สิ่งที่ต่างกันกันคือหัวใจ ก็ให้มันรู้กันไปว่าระหว่างธุรกิจและสื่อที่กระตุ้นให้เยาวชนบริโภคอย่างไม่ลืมหูลืมตา กับหัวใจที่พัฒนาเด็กและเยาวชนของครู ใครจะอ่อนเปรี้ยไปก่อน

สำหรับผู้ผลิตสื่อ/สื่อมวลชน

10.ต้องคำนึงถึงจรรยาบรรณเป็นหลัก การเป็นคนดีของสังคม มันไมยากหรอกหากพยายาม
แน่นอนว่าสื่อคือธุรกิจและธุรกิจคือสื่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกบทบาทผู้ผลิตสื่อผู้ที่สร้างสรรคงานศิลปะผ่านรูปแบบสื่อสมัยใหม่ นี่คือสิ่งที่ท้าทายรู้สึกนึกคิดกของ คนทำสื่อระหว่างผลกำไรทางธุรกิจและการประคองตัวให้อยู่กับ ความจริง ความดี ความงาม ในบทบาทผู้ผลิตสื่อ ซึ่งผู้ผลิตสื่อควรต้องถ่วงดุลระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้ ให้เกิดเป็นวิสัยการทำงานที่รับผิดชอบต่อวิชาชีพซึ่งมีเด็กเยาวชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากงานที่ถูกสร้างและเผยแพร่สู่สาธารณะ

จรรยาบรรณสื่อ คือ เกียรติที่สูงส่งของวิชาชีพสื่อที่ไม่ต้องให้ใครมามอบให้ ซึ่งผู้ผลิตสื่อมีจรรยาบรรณอยู่แล้วโดยจิตวิณญาณ แต่ประเด็นที่สำคัญคือเจ้าของทุน ผู้ว่าจ้าง ผู้สนับสนุน มักจะไม่ค่อยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะเขาไม่ได้มีจิตวิณญาณของคน สร้างสรรค์สื่อและธรรมชาติของสื่อและทุนมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอีกประการของผู้สร้างสรรค์ที่ควร จะต้องถ่วงดุลระหว่างโจทย์ทางกานตลาดของผู้ว่าจ้างและผลกระทบจากชิ้นงานที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

หากผู้ผลิตสื่อตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนผู้รับสื่อ ควรจะสื่อสารถึงจรรยาบรรณที่กำหนดไว้ ให้สังคมได้รับทราบอย่างชัดเจน และพัฒนาไปสู่มาตรฐานในการนำเสนอของสื่อต่างๆ เพื่อมีส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสื่อ โดยดูตามสภาพจริงของประเทศที่สอดคล้องกับ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และจริยธรรมทางสังคม เช่น ความพิการ ความโลภ ความรุนแรง การทำร้ายสัตว์ ความทุกข์ การหยามศักดิ์ศรีของมนุษย์ รวมไปถึงประเด็นทางสังคม เช่น เหล้า บุหรี เพศภาวะ

11.มีขอบเขตและคุณภาพในการผลิตสื่อ ต้องคำนึงว่า ทุกสื่อมีเด็กเป็นผู้รับสื่อรวมอยู่ด้วย
ไม่ว่าจะผลิตสื่อตัวใด รายการทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต หนังสือ ผู้ผลิตควรจะตระหนักตลอดเวลาว่า มีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ในผู้รับสื่อของคุณ แม้ว่าสื่อบางตัวจะผลิตมาเพื่อผู้ใหญ่ คุณก็ไม่มีทางที่จะปิดกันไม่ให้เด็กเยาวชนเข้าถึงสื่อของคุณ และยิ่งปิดกันเด็กเยาวชนก็ยิ่งแสวงหาเข้าถึงให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว

สื่อหลายๆตัวที่ถูกขนานามว่าเป็นสื่อมอมเมา มักจะมีเนื้อหา นำเสนอที่ประกันความสำเร็จโดยใช้เรื่องความรุนแรง เรื่องเพศ เรื่องความผิดอาชญากรรม และเรื่องส่วนตัว เป็นจุดขายในการนำ เสนอเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้รับสื่อ หากนักสร้างสรรคสื่อ หรือครีเอทีฟของสื่อ ได้ใช้ความพยายามในกำลังความคิดมากขึ้นและเชื่อมั่นในฝีเมือการสร้างสรรค์ของตนเอง ก็คงไม่ต้องใช้เนื้อหาเหล่านี้เป็นจุดขาย และได้ใช้ฝีมือการสร้างสรรค์งานอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ

จากการทำงานร่วมกันของเครือข่ายเยาวชนเพื่อกันพัฒนาใน 10 จังหวัด พบแนวทางซึ่งเป็นข้อเสนอและเรียกร้องให้สนับสนุนผลิตสื่อที่ดี สำหรับเด็กและเยาวชน นั่นคือ
1.สื่อที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัย พัฒนาการเรียนรู้ การตั้งคำถาม การคิด
2.สื่อที่ไม่เน้นการขายของให้กับเด็ก
3.สื่อที่เคารพและคำนึงถึงการพิทักษ์ ปกป้องสิทธิเด็กเมื่อเกิดเรื่องราวด้านลบกับเด็ก
4.สื่อที่รับฟังเสียงของเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้นำเสนอความคิดเห็นต่อปัญหาในสังคมที่ส่งผลกระทบกับตัวเด็กและชุมชนของเด็ก

ประเด็นคือ คนที่อยู่ในบทบาทผู้ผลิตสื่อควรมีสำนึกถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสื่อที่ผลิต โดยต้องคำนึงถึงการบ่มเพาะนิสัยของเด็กเยาวชนที่กำลังเจริญเติบโต ร่วมกันรับผิดชอบเยี่ยงลูกหลานของตนเอง โดยไม่ปล่อยและโยนการดูแลเรื่องดังกล่าวให้กับพ่อแม่หรือครูเพียงฝ่ายเดียว ถึงแม้ว่าจะมีโจทย์ทางการตลาดที่ต้องเน้นการขายก็ตาม แต่ก็ไม่น่าเกินกำลังความคิดของ นักสร้างสรรค์หรือครีเอทีฟของสื่อนั้นๆ และผู้ผลิตสื่อควรยืนยันเรื่องเหล่านี้ด้วยความหนักแน่นกับนายทุนเจ้าของธุรกิจที่ผลิตสื่อ

12.คัดสรรสื่อที่ดีให้กับเยาวชน คัดสรรสื่อดีให้เด็ก เท่าทับร่วมสร้างสังคม
แม้ว่าจะมีข้อมูลบ่งชีว่าบางรายการของสื่อโทรทัศน์มีปริมาณเด็กดูอยู่ไม่มากเท่าไร แต่ไม่ใช่เหตุผลของการที่จะให้รายการที่ส่งเสริมพฤิตกรรมที่ไม่ดีได้ออกอากาศ ซึ่งเอาเขาจริงแล้วรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กเยาวชนปัจจุบันหลากหลายมาก และเด็กก็ชอบดูรายการที่ผู้ใหญ่ดู ดังนั้นผู้รับผิดชอบช่องที่ออกอากาศควรจะมีนโยบายที่เฉพาะเจาะจงสนับสนุนสื่อที่พัฒนาเด็กและเยาวชน และควรที่จะมีนโยบายที่ไม่สนับสนุนสื่อที่ส่งเสริม กระตุ้นพฤิตกรรม ความคิด ที่ไม่ดีสำหรับเด็กและเยาวชนด้วย แน่นอนว่าสื่อคือธุรกิจ การกำหนดนโยบายแบบนี้ดูแล้วจะไม่ค่อยเป็นผลดีกับรายได้ของช่อง และอาจทำให้ผู้สนับสนุนบางรายลดลง แต่ในมุมกลับก็ไม่เป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตสื่อใช้ความมักง่ายและคิดน้อยทำงานง่ายๆในการผลิตสื่อสำหรับเด็กเยาวชน และทางช่องเองก็ถือว่ามีดำเนินการอย่างรับผิดชอบต่อสังคม(CSR)

หากการผลิตรายการที่มีคุณภาพสำหรับเด็กดูจะเป็นเรื่องยากในการส่งเสริม การดำเนินการพัฒนาคุณภาพการนำเสนอของสื่อก่อนออกสู่สาธารณะก็ยังเป็นวิธีช่วยยกระดับรายการปัจจุบันให้ดีขึ้นได้ แต่ควรเป็นพัฒนาร่วมกันระหว่างผู้ผลิตกับช่องที่จะเรียนรู้ร่วมกันในการกำหนดมาตรฐานในการนำเสนอของสื่อที่คำนึงถึงเด็กและเยาวชน ก็สามารถช่วยยกระดับการนำเสนอของสื่อที่มีคุณภาพได้

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อการสำนึกลึกๆของผู้บริหารช่องและผู้ผลิตสื่อ หากได้ทำแล้วกล้าประกาศถึงการเป็นคนดี สังคมก็ชื่นชมและยอมรับได้ เพราะได้ทำจริง เอาน่ะ อย่างมากก็แค่แค่การขาดทุนกำไรไม่ใช่หรือ

สำหรับรัฐบาล

13.ออกกฏหมายควบคุมสื่อ/โฆษณา พร้อมบทลงโทษ ไทยเราควรเอาจริงจังกับเรื่องนี้
หลายๆปัญหาที่มีอยู่ในสังคมไทยรวมทั้งเรื่องสื่อ ส่วนหนึ่งเกิดจากการละเลยการปฏิบัติเชิงโครงสร้างในการคุ้มครองเด็กและเยาวขน ถือว่าเป็นการละเมิดรูปแบบหนึ่ง ผู้บริหารระดับนโยบายของประเทศควรตระหนักในเรื่องนี้ว่า สื่อสาธารณะในรูปแบบต่างๆที่เผยแพร่อยู่มีผลกระทบต่อความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน หากไร้ซึ่งการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อต่างๆแล้ว ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพประชากร และการเกิดผลกระทบทางอ้อมต่อการสิ้นเปลืองงบประมาณใน การแก้ปัญหาสังคมต่างๆที่มี่ผลสืบเนื่องจากการกระตุ้นของสื่อ

การออกกฏหมายเพื่อควบคุมเป็นหนทางหนึ่งที่ยั่งยืนและชอบธรรมในบทบาทความเป็นผู้บริหารระดับประเทศ และสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงคนรุ่นต่อไปของแผนดิน ที่ไม่ได้หวังเพียงประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายใต้ความรับผิดชอบของ รัฐบาลในยุคสมัยบริหาร แม้ว่าจะมีปัจจัยของธุรกิจข้ามชาติมาคุกคามในรูปของข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศก็ตาม

นอกจากการการที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการรู้เท่าทันสื่อผ่านสถานบันต่างๆทางสังคมแล้ว รัฐบาลควรปรับเปลี่ยนทาทีจากการวิงวรต่อประชาชนเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ ในเยาวชน มาสู่การป้องกันปัญหาและคุ้มครองดูแล ซึ่งเป็นแนวทางเชิงรุกในการปรับโครงสร้างที่เป็นช่องโหว่ของการแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเด็กและเยาวชน ให้เกิดเป็นระบบการคุ้มครองป้องกันผลกระทบจากสื่อต่อเด็กและเยวชน โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วม ในระดับต่างๆของสังคมร่วมกันการยกร่างกฏหมายดังกล่าว

และนี่คือความทัดเที่ยมทางปัญญากับต่างประเทศตามที่เคยแสวงหาให้กับชาติเรามาตลอด

14.จัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมสื่อให้มีจรรยาบรรณ หลังจากที่มีกฏหมายคุ้มครองแล้ว เราต้องมีหน่วยควบคุมให้กฎหมายเป็นจริง
กระบวนการกำกับดูและควบคุมสื่อให้มีจรรยาบรรณและปฏิบัติตามกฏหมายในการคุ้มครองเด็กนั้น เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติเพี่อร่วมกันสร้างสังคมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก โดยใช้เครื่องมือทางกฎหมาย

การควบคุมกำกับดูแลภายใต้กฏหมายดังกล่าว ควรเป็นไปตามกระบวนการมีส่วนร่วมโดยมีภาคประชาชนและตัวแทนเยาวชนที่มาจากหน่วยต่างๆนอกโครงสร้างรัฐและฐานของการเมือง ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยงานหรือองค์กรนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการยึดเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดสภาพสังคมที่เอื้อต่อกาเจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

ถึงแม้ว่าจะหวั่นกับการถูกสื่อร้องเรียนว่า เป็นสิ่งที่ส่งเสริมการจำกัดและริดรอนสิทธิของสื่อ ไม่สอดคล้องกับระบอบประธิปไตย แต่ทำยังไงในเมื่ออำนาจทางการปกครองและอำนาจทางการสื่อสาร เกือบจะเป็นอำนาจเดียวกันอำนาจปกครองเอื้อให้ระบบทุนให้ทำมาหากินกับเด็กและอำนาจการสื่อสารมุ่งเน้นแต่ความเป็นธุรกิจ จนเห็นได้ว่าผู้ที่มีอำนาจทั้งสองไม่ได้จริงจังในการบริหารสื่อเพื่อให้เด็กเและเยาวชนไทยเติบโตอย่างภาคภูมิใจในท้องถิ่น ชุมชน สังคมและประเทศของตน

15.สร้างการมีส่วนร่วมให้กับเยาวชนเรื่องสื่อ  สิทธิในการมีส่วนร่วม เป็นสิทธิพื้นฐานของเด็ก 
นี่ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องใดๆจากเด็ก(บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่กฎหมายของประเทศจะกำหนดอายุการบรรลุความเป็น ผู้ใหญ่ไว้เป็นอย่างอื่น) แต่เป็นสิ่งที่รัฐและสังคมควรที่จะกระทำ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก เนื่องจากบิดามารดาหรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มีความรับผิดชอบ ไม่สามารถกระทำได้ เพราะเรื่องของการกำหนดให้เกิดมีสื่อที่เหมาะสมสำหรับเด็ก อยู่เกินกำลังตามบทบาทพื้นฐาน สิทธิการมีส่วนร่วม ครอบคลุมถึงสิทธิของเด็กที่จะแสดงความคิด เห็นในทุกๆเรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก ทัศนะของเด็กจะต้องมีการให้ ความสำคัญอย่างเหมาะสม สิทธิเหล่านี้เปิดโอกาสให้เด็กได้มี บทบาทในชุมชนและในสังคมของประเทศ เช่น ทัศนะของเด็ก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการติดต่อเกี่ยวข้อง การได้รับข่าวสารที่เหมาะสม

กับกรณีเรื่องสื่อที่อยู่ในวิถีชีวิตของเด็กและเด็กเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การจัดโอกาสให้ได้รับการมีส่วนร่วมในระดับนโยบายเป็นสิ่งที่รัฐต้องปฏิบัติ โดยตระหนักว่าเด็กเป็นสมาชิกหนึ่งในสังคม หาใช่คนตัวเล็กที่ควรทำหน้าที่ของตน(เรียนหนังสือ) ให้ดีที่สุดก็เพียงพอ

รัฐควรให้การสนับสนุนแก่เด็กในฐานะสมาชิกหนึ่งในสังคมที่มีอยู่ 1 ใน 3 ของประชากรไทย ได้มีส่วนร่วมในทุกระดับทุกมิติ โดยใช้กระบวนการทำงานในเชิงเครือข่ายเยาวชนที่มีอยู่ทุกแห่งในประเทศ กลั่นกรอง ความคิด ความต้องการ นำเสนอผ่านตัวแทนเยาวชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างรัฐกับเด็ก และเด็กกับผู้ใหญ่ร่วมกันตัดสินใจในเรื่องสื่อของประเทศนี้ จึงน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศในการเติบโต ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย  หากเด็กได้มีส่วนร่วมในทุกระดับแล้ว ย่อมเกิดเป็นทิศทาง ใหม่ๆของสื่อในประเทศที่มุ่งเน้นสร้างปัญญาให้กับผู้ชม เราก็จะไม่ ต้องคอยโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างผู้ผลิตและผู้รับสื่อ

ใครจะรู้เรื่องของเด็กดีเท่าตัวของเขาเอง เขาจะบอกอย่าง มีเหตุผลได้ว่าต้องการอะไรไม่ต้องการอะไรในประเทศนี้ เพียงแต่สร้างโอกาสให้เหมาะสมและแลกเปลี่ยนความเห็นบนประสบการณ์ที่แตกต่างกับผู้ใหญ่ ร่วมกันคิดร่วมกันทำ เพียงเล็กๆเท่านี้ก็มีส่วนให้สื่อของประเทศก้าวไปอย่างเหมาะสมในอนาคต และผู้ใหญ่อย่างเราก็อย่าลืมว่า เมื่อเราหมดลมหายใจ เขาจะเป็นคนที่ดูแลบ้านหลังนี้ต่อไป จึงควรให้เขาได้มีส่วนในการกำหนดความเป็นไปของบ้านที่เขาต้องใช้ชีวิตในอนาคตตั้งแต่วันนี้

เชิงอรรถ
1.ผลจากเวทีนำเสนอบทเรียนกิจกรรมเท่าทันสื่อในโรงเรียนและสังเคราะห์ข้อเสนอสาธารณะ, โครงการเยาวชนเท่าทันสื่อ, 16 พฤศจิกายน 2550
2.นวลศิริ เปาโรหิตย์, สอนลูกให้มีวินัย ฝึกเด็กและวัยรุ่นอย่างไรให้ยอมรับและไม่ต่อต้านคุณ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ 108 สุดยอดไอเดีย, 2549)
3.แกนนำนักเรียนและครูเท่าทันสื่อ โรงเรียนสะเดา (ขรรค์ชัยกัมพลานนท์ อนุสรณ์), ผลการสำรวจพฤติกรรมการเสพสื่อเรื่อง เกมส์กับเยาวชน ช่วง มิถุนายน-สิงหาคม 2550
4.แกนนำนักเรียนและครูเท่าทันสื่อ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์, ผลการสำรวจพฤติกรรมการเสพสื่อเรื่อง การบริโภคสื่อโทรทัศน์ ช่วง มิถุนายน-สิงหาคม 2550
5.ปรับแปลงจาก วิธีการป้องกัน-แก้ไขปัญหาเด็กติดเน็ต ติดเกม, คู่มืออินเทอร์เน็ตปลอดภัย (กรุงเทพฯ: แผนงาน ICT เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ, 2549) 
6.ทิศนา แขมมณี, ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (กรุงเทพฯ: สนพ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547)
7.ถอดสกัดชุดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้เท่าทันสื่อ, โครงการเยาวชนเท่าทันสื่อ, มิถุนายน 2550 
8.สมควร กวียะ, การสื่อสารมวลชน บทบาทหน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ ความรับผิดชอบ (กรุงเทพฯ: สนพ.โกสินทร์, 2547) 
9.ข้อเสนอและเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุน ผลิตสื่อที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน, แถลงการณ์ข้อเรียกร้องให้เกิดการสร้าง พื้นที่และกระบวนการดึงเด็กออกจากหน้าจอสี่เหลี่ยม, เครือข่ายเยาวชนเพื่อการพัฒนา, 19 ธันวาคม 2550
10.เครือข่ายเยาวชนเพื่อการพัฒนา, คู่มือเยาวชน ค่ายเยาวชนแกนนำอาสาสมัคร กระบี่ ภูเก็ต พังงา ระนอง (2548)


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน