“สิ่งที่ยิ่งใหญ่มักเกิดจากความคิดเล็กๆเสมอ”
ช่วงหลังมักจะได้ยินข้อความนี้บ่อยมาก และนั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันกับข้อเสนอสาธารณะสร้างการรู้เท่าทันสื่อสำหรับเยาวชนชุดนี้
ที่เกิดจากการไตร่ตรองความคิด ประสบการณ์ที่ผ่าน สังเคราะห์จนเป็นข้อเสนอฯขึ้น เพื่อนำไปสื่อสารกับสังคมวงกว้างในจังหวัด
เพื่อแสดงความคิดในเชิงชี้นำให้แก่สาธารณะในบทบทบาทสมาชิกหนึ่งของสังคม ที่มีส่วนสร้างสรรค์สังคมด้วยกำลังกาย
กำลังความคิด และหัวใจที่เล็กเพียงกำปั้น ข้อความเล็กๆ 15 ข้อต่อไปนี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ
มีลำดับขั้นตอนของการเรียนรู้(ตามหัวข้อที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้)
ใช้เหตุใช้ผลในการพิจารณาถึงสิ่งที่นำเสนอในแต่ละประเด็น โดยหวังว่า
ข้อเสนอนี้จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงความคิดของผู้คนในสังคมได้บ้าง
แกนนำเยาวชนเท่าทันสื่อทั้ง 7 โรเรียนในจังหวัดสงขลา ได้แก่ ชุมนุมฅนเขียนฝันโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย กลุ่มแกนนำเท่าทันสื่อ โรงเรียนหาดใหญ่พิทยาคม ชุมนุมคุ้มครองผู้บริโภค โรงเรียนธรรมโฆสิต แกนนนำ อย.น้อยเท่าทันสื่อ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ ชุมนุมคุ้มครองผู้บริโภค โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา กลุ่มเยาวชนแกนนำเท่าทันสื่อ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ กลุ่มเยาวชนแกนนำเท่าทันสื่อโรงเรียนสะเดา“ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์” และกลุ่มมานีมาะ ในฐานผู้ขับเคลื่อนการเรียนรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนใน
จ.สงขลา ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสารสุขภาวะเยาวชน(สสย.)
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกันเสนอ “ข้อเสนอสาธารณะสร้างการรู้เท่าทันสื่อสำหรับเยาวชน” แก่สาธารณชนให้เกิดความคิด
ความเข้าใจ เพื่อที่จะร่วมกันสร้างการรู้เท่าทันสื่อแก่ตัวเอง แก่ลูกหลาน แก่ลูกศิษย์
แก่ผู้บริโภคสื่อ และแก่ประชาขน ตามรายละเอียดต่อไปนี้
1.ทำไมต้องร่วมสร้างการรู้เท่าทันสื่อแก่เยาวชน เยาวชนของเรากำลังอยู่ในวังวนของกระแสโลกาภิวัตน์ที่เต็มไปด้วยสิทธิเสรีภาพของข่าวสารโดยปราศจากพรมแดนขวางกั้นก็จริง
แต่ประเด็นที่น่าคิดคือ“เสรีภาพทางข่าวสาร” ชนิดไร้พรมแดนนี้เอื้อประโยชน์ต่อใครกันแน่?
ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกรากนี้ ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก ผู้รับสารที่ไม่รู้เท่าทันสื่อไม่รู้จักพิจารณาแยกแยะเลือกรับข่าวสารด้วยสติปัญญา
ย่อมตกเป็นทาสของความคิด ความรู้ที่พรั่งพรูมาจากซีกโลกตะวันตก และเป็นผู้พร้อมรับวัฒนธรรมเปลือกกระพี้ซึ่งเป็นกากขยะที่โลกตะวันตกก็มิได้ชื่นชม
เช่น การนิยมบริโภคอาหารจานด่วน(Fast Food) การนิยมแฟชั่นโป๊เปลือย
การนิยมความหรูหราฟุ้งเฟ้อใช้สินค้าฟุ่มเฟือย การนิยมเสพสิ่งเสพติดให้โทษ การนิยมเลียนแบบดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย
ฯลฯ เสรีภาพไร้พรมแดนของสื่อกำลังจะกลืนกินความดีงามของเราและบ่อนทำลายปัญญาของเยาวชน
โดยอ้างเหตุแห่งความถูกต้องตามสมัยนิยม สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวไปเร็วมาก ก่อให้เกิดการปฏิวัติทางการสื่อสาร เราทุกคนเป็นผู้บริโภคสื่อ
เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันขึ้นอยู่กับสื่อ การรู้เท่าทันสื่อนอกจากจะทำให้เราทันสมัย
รู้จักวิเคราะห์แยกแยะประเด็นข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น หรือเรื่องไร้สาระแล้ว ยังช่วยให้เราก้าวทันเกมหรือรู้เล่ห์เหลี่ยม
ชั้นเชิงของกลุ่มผลประโยชน์ในสังคมอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องร่วมกันสร้างการรู้เท่าทันสื่อให้เยาวชนโดยเริ่มต้นที่ เยาวชน พ่อแม่ โรงเรียน สื่อมวลชนและรัฐบาล เพื่อสร้างสังคมที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเด็กและเยาวชนไทย
2.ข้อเสนอสาธาณะสร้างการเท่าทันสื่อแก่เยาวชน 15 ประการ
สำหรับเยาวชน
1.เยาวชนต้องมีทักษะ
วิเคราะห์สื่อให้ออก หากเราแยกแยะได้ ก็อ่านสื่อออก สมัยเด็กๆเราจะอ่านหนังสือออกรู้เรื่องเมื่อเรารู้จักผสมรูปคำและเข้าใจ
ความหมายของคำๆนั้น เช่นกันกับการอ่านสื่อออก ภายใต้ความรู้สึกสนุก สุข เศร้า เร้าอารมณ์ของสื่อแต่ละรูปแบบที่เราบริโภคกันในแต่ละวันนั้น
มีสิ่งใดที่ซ้อนเร้นอยู่บ้าง อะไรคือมุมมอง ความคิด และทัศนคติที่คนผลิตได้บรรจุลงในสื่อ
สื่อแต่ละประเภทใช้องค์ประกอบต่างๆในการนำเสนอทั้ง ภาษา รูปภาพ มุมกล้อง เสียง สี จังหวะ
น้ำหนัก ท่าทาง เหล่านี้จะมีความหมายที่ถูกสื่อสารออกมา เราต้องนำองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้มาผสมกันเพื่ออ่านความหมายให้ออก
แล้วทำความเข้าใจกับความหมายนั้นๆที่อยู่ในสื่อ เช่นเดียวกับที่เรานำพยัญชนะและสระมาผสมเป็นคำ
เมื่อเราอ่านคำนั้นออกแล้วตีความคำนั้นๆ เราก็เข้าใจความหมายของคำ นี่เป็นทักษะการวิเคราะห์ที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเยาวชน
ด้วยวัยที่กำลังหาตัวแบบในการเติบโตหากเยาวชนเราอ่านสื่อกันไม่ออกแล้ว คงรับและซึมซับของแถมที่ซ้อนเร้นมากับสื่อโดยไม่รู้ตัว และเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่สื่อบอกให้เป็น
แล้วธุรกิจเจ้าของสื่อก็ได้ผลกำไรอย่างสบายใจจากมูลค่าของสื่อที่เยาวชนมอบให้ เราจะปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเราหรือ?
2.มีวิจารณญาณในการบริโภคสื่อ
แยกแยะได้
ก็มิใช่คำตอบของการเท่าทัน แล้วมันคืออะไรล่ะ? ในชีวิตจริงของเยาวชนเราไม่สามารถจำกัดหรือปิดกั้นสื่อที่เป็นอันตรายต่อความคิดและจิตสำนึกของเราได้
หนทางเดียวที่ช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกัน ตนเอง ไม่ปล่อยให้เป็นผู้ถูกกระทำจากสื่ออยู่ร่ำไป
คือ เยาวชนเราต้องร้จักประเมินค่าแบบฟันธงกันเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นต้วย มองให้เห็นเจตนาที่แท้ของการผลิตสื่อ
และให้เหตุผลกันว่า ความคิด มุมมอง ค่านิยมที่แฝงมากับสื่อนั้นดีหรือไม่ อย่างไร และสื่อต้องการอะไรจากเรากันแน่
หากเป็นคนรุ่นใหม่และมีความเป็นตัวของตนเองอย่างมีสติก็กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมีเหตุมีผลและใจกว้างพอที่รับฟังความคิดของผู้อื่นที่แตกต่างๆโดยไม่ใช้อารมณ์
ปกป้องตัวเองจากความคิดที่เป็นของแถมแฝงมากับสื่อ ปฏิเสธการโน้มน้าวใจให้เกิดพฤิตกรรมการบริโภคที่เกินความจำเป็นแก่ชีวิต
และไม่สอดคล้องกับครอบครัว รู้จักที่จะชื่นชมคุณค่าในสิ่งที่ตนมีและตนเป็น โดยไม่ยึดถึอกับวัตถุสิ่งของที่เสริมแต่งชีวิตนัก
นี่คือจุดชี้ขาดว่าบอกได้ว่า เยาวชนอย่างเรามีวิจารณญาณ
3.นำสื่อที่มีประโยชน์มาใช้อย่างเหมาะสม ทั้งด้านเ เวลา
และปริมาณที่ใช้ “You
are what you eat” ความหมายของประโยคนี้ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับเรื่องกินๆดื่มๆเพียงอย่างเดียว
ยังคงใช้ได้กับเรื่องการบริโภคสื่อด้วย เราบริโภคสื่อผ่านช่องทางหลักๆได้แก่ ตาที่มองเห็นภาพ
และหูที่ได้ยินเสียง แล้วช่องทางอื่นของร่างกายที่สามารถ
สร้างความร้สึกต่อตัวสินค้าที่นักการตลาดให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าช่องทางหลักคือ จมูกที่รับกลิ่น
ลิ้นที่รับรส และกายที่สัมผัส
เพราะสามารถสร้างประสบการณ์รับรู้และจดจำของผู้บริโภคที่เป็นเยาวชนอย่างเราได้ดี
ซึ่งนักการตลาดรู้จุดอ่อนตรงนี้ที่สำคัญไปกว่าอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการบริโภคสื่อก็คือ
การที่พลังของสื่อนั้นเข้าไปทำปฏิกิริยากับจิตใต้สำนึกโดยที่เราไม่รู้ตัว
เคยมั้ยที่เราซื้อสินค้าโดยให้เหตุผลว่าเรารู้จักและเคยเห็นมัน
แต่ไม่รู้ถึงคุณภาพและความแตกต่างจากยี่ห้ออื่น เคยมั้ยที่เรามีพฤติกรรมและการตัดสินใจเหมือนตัวละครในสื่อที่เราเคยดูโดยไม่ได้ใช้ข้อมูลและการไตร่ตรองถี่ถ้วนทั้งที่ชีวิตจริงกับสื่อนั้นคนละเรื่อง
เหล่านี้เป็นผลจากการที่เราเสพสื่อเข้าไปโดยไม่มีวิจารณญาณ นี่ไงล่ะ You
are what you eat. ในสิ่งเดียวกัน
อาหารเหมาะสำหรับความคิดและจิตใจเของเยาวชนที่กำลังเติบโตอย่างเราคืออาหารที่สะอาดและมีประโยชน์
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรู้จักเลือกเสพสื่อที่มีเนื้อหา ความคิด
มุมมองและค่านิยมที่ดีและเป็นประโยชน์
เพราะสิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกลงในจิตใต้สำนึก และหล่อหลอมเป็นตัวตนของเรา
และเมื่อถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม จิตใต้สำนึกจะดึงข้อมูลที่บันทึกไว้ขึ้นมาแสดงออกเป็นพฤติกรรมการปฏิบัติ
ฉะนั้นถ้าเราเสพสื่อดีๆ ก็จะเกิดความคิดและพฤติกรรมดีๆ หากเสพสื่อที่ไม่ดี ก็จะมีความคิดและพฤติกรรมที่ไม่ดีเช่นกัน
มันก็น่าเศร้าใจ
ถ้าเยาวชนเรารู้จักเลือกเป็นแล้ว แต่ยังกินไม่เป็นเวล่ำเวลา หรือกินเกินพอที่ร่างกายต้องการ
อะไรที่เกินความพอดีก็จะไม่ดี อะไรที่เกินพอเหมาะก็จะไม่เหมาะ
ใช้เวลาอยู่กับสื่อให้พอดี ปริมาณความถี่ให้พอเหมาะ
อยากจะชวนให้ใช้สื่อในระดับที่เรียกว่า “กำลังดี” ไม่มากไปกว่าพอดี หรือเกินกว่าความจำเป็น
เพราะชีวิตนี้ยังมีสิ่งอื่นอีกเยอะนอกจากสื่อที่ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตเป็นมนุษย์
สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง
4.เป็นตัวอย่างที่ดีในการบริโภคสื่อ ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าคุณไม่ใช่ตัวแบบชีวิตของเยาวชน ลึกๆแล้วคนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองรู้เรื่องนี้ดี พ่อแม่เป็นบุคคลที่ให้กำเนิดชีวิตของเยาวชน ไม่ใช่เพียงแค่นิสัยของลูกเท่านั้นที่มีส่วนคล้ายกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ยังรวมไปถึงรูปบบความคิด
รสนิยม ค่านิยมต่างๆ ก็เกิดจากการเลี้ยงดูบ่มเพาะโดยคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองด้วย คุณพ่อคุณแม่มีความเชื่ออย่างไร ลูกมักจะมีความเชื่อที่คล้ายกัน พ่อแม่กินดื่มใช้อย่างมีเหตุผล ลูกก็จะมีเหตุผลในการกินดื่มใช้เช่นกัน ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่มีความคิดเห็นอย่างไร มีทัศนคติอย่างไรต่อสื่อ เยาวชนที่เป็นลูกๆก็จะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างเดียวกับคุณพ่อคุณแม่เป็น
ถึงแม้ว่าบางพฤติกรรมต่อสื่อของคุณพ่อคุณแม่จะเป็นไปด้วยความไม่ตั้งใจก็ตาม แต่ด้วยความรักความผูกพันที่มีต่อกันในสายเลือด
พฤติกรรมใช้สื่อของคุณพ่อคุณแม่ย่อมมีผลต่อลูกในเชิงตัวแบบแน่นอน แม้ว่าพ่อแม่จะเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่าทัน
ฉะนั้นการที่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเป็นตัวอย่างที่ดีในบริโภคสื่อของเยาวชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
หากคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ตระหนักในการเลือกสรร บริโภคสื่อให้พอเหมาะพอดี ทั้งเนื้อหาและปริมาณ กล้าที่จะแสดงทัศนะความคิดเห็นตรงไปตรงมาต่อสื่อต่างๆอย่างมีเหตุผลแล้ว ลูกๆของเราก็จะซึมซับตัวอย่างนี้โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยยากในการสอนเลย เพราะ“การกระทำย่อมมีความหมายและมีผลมากกว่าคำพูดหลายเท่านัก”
5.ควรมีข้อตกลงในการใช้สื่อกับลูก ถึงไม่คุ้นกับวิธีการแบบนี้
แต่ก็ควรทำ แม้ว่าการทำข้อตกลงกับลูกหลานของเราในเรื่องเสพสื่อในบ้านอาจจะไม่ใช่
วัฒนธรรมของบ้างเรา แต่เป็นวิธีการที่น่าสนใจไหม
ถ้าเป็นหนทางหนึ่งในการสามารถวินัยในชีวิตของลูกหลานที่เรารัก เมื่อพูดถึงวินัยกันแล้ว
คนจำนวนไม่น้อยจะนึกถึงภาพการฝึกระเบียบแถว เพราะคำว่าวินัยมักจะมากับคำว่า ระเบียบ
รวมเป็น ระเบียบวินัย จึงไม่น่าสงสัยที่คนส่วนใหญ่มอง “วินัย”
ในความเข้าใจที่แคบ
เราควรจะมองวินัยว่า
เป็นสิ่งที่ช่วยเอื้ออำนวยให้เกิดผลบางอย่างตามมา มิใช่เป็นไปเพื่อการลงโทษเด็ก แต่ควรจะเป็นการที่พ่อแม่ให้การสนับสนุน
ส่งเสริม แนะแนวทางให้เด็กเพื่อการเจริญเติบโตที่เป็นไปอย่างรวดเร็วของเขา
เพื่อให้เขาเกิดนิสัยที่รู้จักบังคับควบคุมตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นไปตามความปราถนาของตนเองและไดัรับการยอมรับจากสังคม
ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองสามารถสร้างวินัยให้กับลูกหลานได้โดยการใช้โอกาสของความสนใจของลูกหลานที่มีต่อสื่อต่างๆเพื่อที่จะให้เขารู้จักการใช้สื่ออย่างพอเหมาะ
พอเหมาะ และเป็นไปด้วยประโยชน์
ผลการสำรวจพฤติกรรมของเยาวชนในการเล่นเกมส์ 42% ของผู้ที่เคยเล่น ใช้เวลาในการเล่นเกมส์แต่ละครั้ง 3 ชั่วโมงขึ้นไปและพฤติกรรมการดูทีวีในแต่ละวันของวัยรุ่นที่ใช้เวลา
3-4 ชม.ต่อวันมีถึง 40% และ
5-8 ชม.ต่อวันมีถึง 23% รวม
2 กลุ่มนี้มีเยาวชนถึง 73% ที่ใช้เวลาดูทีวี
3 ชม.ขึ้นไปในแต่ละวัน
เหล่านี้เป็นข้อมูลที่บอกถึงพฤติกรรมของลูกหลานเราใช้เวลาอยู่กับสื่อคำถามคือ เราจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างวินัยให้กับลูกหลานของเราหรือจะปล่อยให้แนวโน้มพฤติกรรมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติใครๆก็เป็นกัน
การมีข้อตกลงในการใช้สื่อกับลูกหลานเพื่อเป็นการสร้างวินัยนั้น ไม่ได้เป็นการออกกฏระเบียบโดยเราในฐานะผู้ปกครอง
แต่ทำไปด้วยความรู้สึกของการให้แนวทางที่จำเป็นต้องสร้างให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสมและพอเหมาะในการใช้สื่อด้วยเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า
ทำไมถึงเลือกข้อตกลงเหล่านี้ให้เขาปฏิบัติโดยที่
ข้อ 1 ต้องมีการพูด อย่างชัดเจนว่าทั้งคู่ต้องการอย่างไร
(ไม่ใช่เราข้างเดียว) ข้อ 2 ต้องสื่อสาร ใช้เจนว่าคาดหมายให้มีพฤติกรรมการใช้สื่ออย่างไร
ข้อ 3. เมื่อเลือกข้อตกลงแล้ว จะมีวิธีให้เขาประพฤติตามอย่างไร
และส่งเสริมให้กำลังใจเขาอย่างไร เพื่อให้เขาทำตามด้วยความเต็มใจ ข้อ 4 ข้อตกลงที่เกิดขึ้นควรสมเหตุ สมผล ยุติธรรม เหมาะสมกับอายุและความสามารถของเขา ข้อ 5 ควรจะยืดและยืนยันในข้อกตลงที่เกิดขึ้นหากเกิดการไม่เคารพ และอธิบายเหตุผล
การอธิบายเหตุผลเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องบอกให้เด็กของเรารู้เสมอในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ
เพราะช่วยให้เด็กเขาใจในการทำอย่างมีเหตุผลที่ไม่ใช้ อารมณ์ และที่สำคัญการสร้างข้อตกลงและปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้สื่อนี้
ต้องกระทำผ่านความรักใคร่ผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก ยิ่งพ่อแม่ลูกรักกันมากๆเท่าไร คำพูดของพ่อแม่จะศักดิ์สิทธ์เสมอ
และลูกรู้ว่าหากไม่ทำตามข้อตกลงที่วางร่วมกันไว้แล้ว อาจทำให้พ่อแม่ เสียใจได้
แต่อย่างเข้าใจผิดว่าการกำหนดข้อตกลงการใช้สื่อคือการวางเงื่อนไขต่อรองเพื่อให้เกิดพฤติกรรม
ไม่อย่างนั้นจะเป็นการต่อรองให้เกิดพฤติกรรมเฉพาะเหตุการณ์ สุดท้ายเขาจะเกิดพฤติกรรมเหมาะสมได้เมื่อเขารู้ว่าจะได้ผลประโยชน์เท่านั้นและคุณเหนื่อยแน่ๆ
6.แนะนำสื่อสร้างสรรค์และเหมาะสม วันนี้ยังเป็นหน้าที่ของเราที่ยังต้องป้อนสิ่งที่มีประโยชน์ ด้วยวัยที่เขากำลังเจริญเติบโตยังเห็นโลกไม่รอบด้าน เข้าใจชีวิตไม่ถ่องแท้
ก็ยังต้องพึ่งเราในการดูแล การจัดและแนะนำสื่อที่เหมาะสม ให้เหมาะกับเด็กเยาวชนตามแต่ช่วงของวัยชองเขา
จึงเป็นการป้อมอาหารสมองที่สะอาดและมีประโยชน์เพื่อการเติบโต ทั้งภายในและภายนอก
ขณะที่สื่อจำนวนไม่น้อยปลูกฝังและกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่ก็มีสื่ออีหลายๆตัวที่สามารถสร้างให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พึงประสงค์ได้ แนะนำสื่อเหมาะสม
เริ่มต้นที่การเลือกเนื้อหาของสื่อที่เด็กสนใจเอาความสนใจเขาเป็นตัวตั้ง จัดเนื้อหาสาระต่างๆของสื่อที่เสพให้หลากหลาย
และที่สำคัญคือคำนึงถึงเนื้อหาที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามพัฒนาการในแต่ละวัยหรือให้ง่ายกว่านั้นอาจจะใช้สูตร “ไม่เซ็ก ไม่รุนแรง ไม่ก้าวก่ายเข้าเรื่องส่วนตัว”
ลองเลือกเนื้อหาของสื่อเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันหลายสื่อมักจะใช้เรื่องเหล่านี้เป็นตัวดึงดูดและตรึงความสนใจเด็กโดยไม่คำนึงถึงอันตราย
ถึงแม้ว่าบางครั้งเด็กเยาวชนเขาอาจจะไม่ได้แสดงถึงความสนใจในสิ่งที่เราเลือกให้ แต่ก็ยังเป็นหน้าที่เราอีกนั่นล่ะที่ต้องเชื้อเชิญให้เห็นว่ามันน่าสนใจ
จะปล่อยให้สื่ออื่นๆที่มุ่งแต่การแสวงหากำไรจากเด็กดึงลูกหลานของเราไปแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ยังไง
มันต้องแข่งกันหน่อย
สำหรับครู/โรงเรียน
7.สอดแทรกเนื้อหาเข้าไปในวิชาที่เรียน หัวใจของการสอนให้รู้เท่าทันสื่อคือ ฝึกกระบวนการคิดหลายๆหนของการเรียนรู้ในเชิงประเด็นสังคมของเยาวชน
มักจะสร้างการเรียนรู้ได้เพียงระดับการรับรู้ปัญหาและรายละเอียดในเชิงความรู้ เช่นเรียนรู้เรื่องเอดส์
นักเรียนก็จะรู้ว่า เอดส์คืออะไร ติดได้ทางไหน ป้องกันได้อย่างไร ติดเชื้อแล้วต้องทำอย่างไร
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ระดับความรู้ ถึงวันนี้ได้คำตอบแล้วว่า
ยังไม่เพียงพอต่อการที่จะทำให้เยาวชนของเราไม่เสียงต่อการได้รับเชื้อ
ในการรู้เท่าทันสื่อก็เช่นกัน รู้ว่าเท่าทันสื่อคืออะไร
สื่อใช้กลวิธีไหนในการชักจูง วิเคราะห์แยกแยะสื่อได้
เหล่านี้ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้นักเรียนของเราไม่กลายเป็นเหยื่อของสื่อ สิ่งที่สำคัญในการรู้เท่าทันสื่อคือ
การพัฒนากระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้ได้ความคิดที่รอบคอบสมเหตุสมผล ผ่านการพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างกว้างขวาง
ลึกซึ้ง และผ่านการพิจารณากลั่นกรอง ไตร่ตรองทั้งทางด้านคุณ-โทษ และคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้นมาแล้ว
เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วผู้เป็นครูจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยสร้างให้เยาวชนของเราหลุดพ้นจากการเป็นเหยื่อของสื่อ
โดยการนำกระบวนการคิดอย่างมี วิจารณญาณเข้าสู่การสอนคุณครูควรพยายมใช้เทคนิคดังต่อไปนี้ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เป็นขั้นๆ
อาจจะเลือกใช้เทคนิคใดก่อนหลังก็ได้ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
แต่ควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนผ่านขั้นตอนย่อยทุกขั้นตอน ดังนี้ 1)สังเกต ทำความเข้าใจกับความคิดรวบยอดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ
สรุปเป็นใจความหลักตามข้อมูลเบื้องต้น 2)อธิบาย แสดงความคิดเห็นเชิงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเน้นการใช้เหตุผลด้วยหลัการ
กฏเกณฑ์ และอ้างหลักฐานข้อมูลประกอบให้น่าเชื่อถือ 3)รับฟัง ให้ผู้เรียนฟังความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อความคิดเห็นของตนที่ได้
แลกเปลี่ยน ฝึกปรับเปลี่ยนความคิดเดิมตามเหตุผลและช้อมูลที่ดีกว่า โดยไม่ใช้อารมณ์ 4)เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบความแตกต่างและความคล้ายคลึงของสิ่งต่างๆ ให้สรุปจัดกลุ่มเป็นพวกเดียวกัน เชื่อมโยงเชิงสาเหตุและผล 5)วิจารณ์ จัดกิจกรรมวิเคราะห์ให้จำแนกเห็นส่วนดี-เสีย เด่น-ด้อย สำคัญ-ไม่สำคัญของสิ่งนั้น
ด้วยการยกเหตุผลหลักการประกอบการวิจารณ์นั้น 6)สรุป ผลความคิดเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆอย่างตรงและถูกต้องตามหลักฐานข้อมูล
นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งกระบวนการที่สามารถช่วยสร้างกระบวนคิดเชิงวิจารณญาณให้กับเยาวชนได้
คุณครูสามารถหยิบกระบวนการนี้ไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม โดยให้จับหัวใจของการพัฒนาวิจารณญานไปใช้ให้เกิดขึ้นในห้องเรียน
เน้นว่าต้องเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ หากมองในมิติการเรียนรู้เท่าทันสื่อแล้ว
จะเห็นว่ามีขั้นตอนของกระบวนการที่สำคัญคือ อ่านสื่อให้ออกถึงสิ่งที่สื่อนำเสนอและแฝงอยู่ในสื่อ
แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างมีเหตุผล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและฟังเหตุผลของเพื่อน
แล้วสรุปเป็นทัศนะและคำตอบของตนเองต่อสื่อนั้นๆ
8.จัดกิจกรรมรณรงค์เรียนรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียน เมื่อช่วยเยาวชนส่วนใหญ่รู้มากพอก็เกิดกระแสเปลี่ยนแปลง
นอกจากบทบาทการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการในเกิดทักษะวิจารณญาณแก่เยาวชนแล้ว
ยังไม่เพียงพอต่อการช่วยให้สังคมของเยาวชนรอดพ้นการใช้สื่ออย่างไม่มีสติ ครูต้องกำหนดอีกหนึ่งภารกิจให้กับตนในการเป็นผู้กระตุ้นสังคมของเยาวชนเพื่อให้ตื่นตัวและเห็นพฤติกรรมการบริโภคสื่อของตนเอง
โดยครูดำเนินการร่วมกับแกนนำจัดกิจกรรมรณรงค์รู้เท่าทันสื่อในรูปแบบต่างๆ
เพื่อให้สังคมของเยาวชนตื่นตัว เกิดกระแสความนิยมใหม่ที่เป็นผู้บริโภคสื่ออย่างฉลาด
ใช้สื่ออย่างเหมาะสมและพอเหมาะ
แนวทางที่สำคัญของการณรงค์ คือ ให้เยาวชนเห็นถึ
ผลกระทบผลเสียของการบริโภคสื่อ การรุกเร้าของสื่อในชีวิต เผยให้เห็นอีกมุมของสื่อที่มีเจตนากระทำกับเยาวชนในการสร้างความตระหนักรู้
โดยใช้ข้อมูล ให้ตัวอย่าง สถานการณ์ ประสบการณ์ตรงที่น่าสนใจ
ผ่านรูปแบบการรณรงค์ต่างๆ เพื่อให้เกิดการสกิดสะเกาในความคิด
และหันมาตั้งคำถามกับสิ่งที่สื่อกำลังทำ และนำเสนอเชิงชี้นำทางเลือกการดำเนินชีวิตที่ฉลาดในการเลือกสรรบริโภคสื่อและสิ่งต่างๆในชีวิตอย่างมีเหตุผล
การจัดกิจกรรมรณรงค์ควรให้โอกาสแก่เเยาวได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานดังกล่าว
เพราะสุดท้ายแล้วเราเชื่อว่า เด็กและผู้ใหญ่ต้องมีส่วนร่วมกันในการลงมือปฏิบัติสร้างสังคม
ไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว เด็กจะแก้ไขเรื่องต่างๆได้อย่างไรหากไม่มีผู้ใหญ่ใช้ประสบการณ์ชี้แนะ
และผู้ใหญ่จะแก้ไข เรื่องเด็กได้อย่างไร
หากไม่มีเด็กเป็นผู้ร่วมบอกกล่าวเรื่องราวของตัวเอง
9.ครูเป็นสื่อบุคคล ถ่ายทอดเรื่องราวเท่าทันสื่อ ไม่ใช่เพียงผู้ประสาทวิชา แต่เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ระบบการศึกษาของชาติ เป็นระบบที่เด็กและเยาวชนทุกคนต้องผ่าน ครูคือหัวใจของระบบที่มีบทบาทในการกำหนดความเป็นไปของเด็กและเยาวชน
ครูทุกคนตระหนักว่า“คะแนนเพียงคะแนนเดียว สามารถผลิกชีวิตเด็กได้” หากครูมีบทบาทในการสร้างให้เด็กเยาวชนมีวิจารณญาณ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เท่าทันสื่อ
หรือได้ถ่ายทอดเนื้อหาเพื่อให้เยาวชนตระหนักในเรื่องสื่อ ถือได้ว่าครูเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างชีวิตเด็กเยาวชนให้เกิดทักษะที่จำเป็นแก่ชีวิต
พร้อมที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง
หากนำภาวะการเป็นสื่อบุคคลมาผนวกกับความเป็นครู
ก็เกิดการเสริมพลังมากยิ่งขึ้น มีพลังอำนาจในเชิงปลูกฝังและอบรมบ่มเพาะให้กับเยาวชนได้ดี
เป็นสื่อทีมีชีวิต เป็นสื่อที่สามารถโต้ตอบได้มีชีวิตชีวาในการสื่อสาร
เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชน และที่สำคัญคือสามารถสื่อกันด้วยหัวใจ ซึ่งสื่ออื่นไม่สามารถทำได้
ไม่เพียงแค่เยาวชนเท่านั้น การที่ครูเป็นสื่อบุคคลยังส่งผลต่อความคิดของครอบครัว ชุมชนที่ครูสัมพันธ์อยู่ดัวย
ถึงแม้ว่าการครูจะเปรียบเหมื่อนฝุ่นละอองเพียงแค่ธุรกิจใหญ่ใช้กำลังเงินปาดเช็ดเพียงครั้งเดียวก็จางหายก็ตาม
แต่สิ่งที่ต่างกันกันคือหัวใจ ก็ให้มันรู้กันไปว่าระหว่างธุรกิจและสื่อที่กระตุ้นให้เยาวชนบริโภคอย่างไม่ลืมหูลืมตา
กับหัวใจที่พัฒนาเด็กและเยาวชนของครู ใครจะอ่อนเปรี้ยไปก่อน
สำหรับผู้ผลิตสื่อ/สื่อมวลชน
10.ต้องคำนึงถึงจรรยาบรรณเป็นหลัก การเป็นคนดีของสังคม มันไมยากหรอกหากพยายาม แน่นอนว่าสื่อคือธุรกิจและธุรกิจคือสื่อ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกบทบาทผู้ผลิตสื่อผู้ที่สร้างสรรคงานศิลปะผ่านรูปแบบสื่อสมัยใหม่
นี่คือสิ่งที่ท้าทายรู้สึกนึกคิดกของ คนทำสื่อระหว่างผลกำไรทางธุรกิจและการประคองตัวให้อยู่กับ
ความจริง ความดี ความงาม ในบทบาทผู้ผลิตสื่อ ซึ่งผู้ผลิตสื่อควรต้องถ่วงดุลระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้
ให้เกิดเป็นวิสัยการทำงานที่รับผิดชอบต่อวิชาชีพซึ่งมีเด็กเยาวชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากงานที่ถูกสร้างและเผยแพร่สู่สาธารณะ
จรรยาบรรณสื่อ คือ เกียรติที่สูงส่งของวิชาชีพสื่อที่ไม่ต้องให้ใครมามอบให้
ซึ่งผู้ผลิตสื่อมีจรรยาบรรณอยู่แล้วโดยจิตวิณญาณ แต่ประเด็นที่สำคัญคือเจ้าของทุน ผู้ว่าจ้าง
ผู้สนับสนุน มักจะไม่ค่อยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะเขาไม่ได้มีจิตวิณญาณของคน
สร้างสรรค์สื่อและธรรมชาติของสื่อและทุนมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอีกประการของผู้สร้างสรรค์ที่ควร
จะต้องถ่วงดุลระหว่างโจทย์ทางกานตลาดของผู้ว่าจ้างและผลกระทบจากชิ้นงานที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
หากผู้ผลิตสื่อตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนผู้รับสื่อ
ควรจะสื่อสารถึงจรรยาบรรณที่กำหนดไว้ ให้สังคมได้รับทราบอย่างชัดเจน และพัฒนาไปสู่มาตรฐานในการนำเสนอของสื่อต่างๆ
เพื่อมีส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสื่อ โดยดูตามสภาพจริงของประเทศที่สอดคล้องกับ
เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และจริยธรรมทางสังคม เช่น ความพิการ ความโลภ ความรุนแรง การทำร้ายสัตว์
ความทุกข์ การหยามศักดิ์ศรีของมนุษย์ รวมไปถึงประเด็นทางสังคม เช่น เหล้า บุหรี เพศภาวะ
11.มีขอบเขตและคุณภาพในการผลิตสื่อ ต้องคำนึงว่า ทุกสื่อมีเด็กเป็นผู้รับสื่อรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะผลิตสื่อตัวใด รายการทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต หนังสือ
ผู้ผลิตควรจะตระหนักตลอดเวลาว่า มีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ในผู้รับสื่อของคุณ แม้ว่าสื่อบางตัวจะผลิตมาเพื่อผู้ใหญ่
คุณก็ไม่มีทางที่จะปิดกันไม่ให้เด็กเยาวชนเข้าถึงสื่อของคุณ
และยิ่งปิดกันเด็กเยาวชนก็ยิ่งแสวงหาเข้าถึงให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว
สื่อหลายๆตัวที่ถูกขนานามว่าเป็นสื่อมอมเมา มักจะมีเนื้อหา
นำเสนอที่ประกันความสำเร็จโดยใช้เรื่องความรุนแรง เรื่องเพศ
เรื่องความผิดอาชญากรรม และเรื่องส่วนตัว เป็นจุดขายในการนำ
เสนอเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้รับสื่อ หากนักสร้างสรรคสื่อ หรือครีเอทีฟของสื่อ ได้ใช้ความพยายามในกำลังความคิดมากขึ้นและเชื่อมั่นในฝีเมือการสร้างสรรค์ของตนเอง
ก็คงไม่ต้องใช้เนื้อหาเหล่านี้เป็นจุดขาย และได้ใช้ฝีมือการสร้างสรรค์งานอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ
จากการทำงานร่วมกันของเครือข่ายเยาวชนเพื่อกันพัฒนาใน 10 จังหวัด พบแนวทางซึ่งเป็นข้อเสนอและเรียกร้องให้สนับสนุนผลิตสื่อที่ดี
สำหรับเด็กและเยาวชน นั่นคือ 1.สื่อที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัย พัฒนาการเรียนรู้ การตั้งคำถาม การคิด 2.สื่อที่ไม่เน้นการขายของให้กับเด็ก 3.สื่อที่เคารพและคำนึงถึงการพิทักษ์ ปกป้องสิทธิเด็กเมื่อเกิดเรื่องราวด้านลบกับเด็ก 4.สื่อที่รับฟังเสียงของเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้นำเสนอความคิดเห็นต่อปัญหาในสังคมที่ส่งผลกระทบกับตัวเด็กและชุมชนของเด็ก ประเด็นคือ
คนที่อยู่ในบทบาทผู้ผลิตสื่อควรมีสำนึกถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสื่อที่ผลิต โดยต้องคำนึงถึงการบ่มเพาะนิสัยของเด็กเยาวชนที่กำลังเจริญเติบโต
ร่วมกันรับผิดชอบเยี่ยงลูกหลานของตนเอง โดยไม่ปล่อยและโยนการดูแลเรื่องดังกล่าวให้กับพ่อแม่หรือครูเพียงฝ่ายเดียว
ถึงแม้ว่าจะมีโจทย์ทางการตลาดที่ต้องเน้นการขายก็ตาม แต่ก็ไม่น่าเกินกำลังความคิดของ
นักสร้างสรรค์หรือครีเอทีฟของสื่อนั้นๆ และผู้ผลิตสื่อควรยืนยันเรื่องเหล่านี้ด้วยความหนักแน่นกับนายทุนเจ้าของธุรกิจที่ผลิตสื่อ
12.คัดสรรสื่อที่ดีให้กับเยาวชน คัดสรรสื่อดีให้เด็ก เท่าทับร่วมสร้างสังคม แม้ว่าจะมีข้อมูลบ่งชีว่าบางรายการของสื่อโทรทัศน์มีปริมาณเด็กดูอยู่ไม่มากเท่าไร
แต่ไม่ใช่เหตุผลของการที่จะให้รายการที่ส่งเสริมพฤิตกรรมที่ไม่ดีได้ออกอากาศ ซึ่งเอาเขาจริงแล้วรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กเยาวชนปัจจุบันหลากหลายมาก
และเด็กก็ชอบดูรายการที่ผู้ใหญ่ดู ดังนั้นผู้รับผิดชอบช่องที่ออกอากาศควรจะมีนโยบายที่เฉพาะเจาะจงสนับสนุนสื่อที่พัฒนาเด็กและเยาวชน
และควรที่จะมีนโยบายที่ไม่สนับสนุนสื่อที่ส่งเสริม กระตุ้นพฤิตกรรม ความคิด
ที่ไม่ดีสำหรับเด็กและเยาวชนด้วย แน่นอนว่าสื่อคือธุรกิจ การกำหนดนโยบายแบบนี้ดูแล้วจะไม่ค่อยเป็นผลดีกับรายได้ของช่อง
และอาจทำให้ผู้สนับสนุนบางรายลดลง แต่ในมุมกลับก็ไม่เป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตสื่อใช้ความมักง่ายและคิดน้อยทำงานง่ายๆในการผลิตสื่อสำหรับเด็กเยาวชน
และทางช่องเองก็ถือว่ามีดำเนินการอย่างรับผิดชอบต่อสังคม(CSR)
หากการผลิตรายการที่มีคุณภาพสำหรับเด็กดูจะเป็นเรื่องยากในการส่งเสริม
การดำเนินการพัฒนาคุณภาพการนำเสนอของสื่อก่อนออกสู่สาธารณะก็ยังเป็นวิธีช่วยยกระดับรายการปัจจุบันให้ดีขึ้นได้
แต่ควรเป็นพัฒนาร่วมกันระหว่างผู้ผลิตกับช่องที่จะเรียนรู้ร่วมกันในการกำหนดมาตรฐานในการนำเสนอของสื่อที่คำนึงถึงเด็กและเยาวชน
ก็สามารถช่วยยกระดับการนำเสนอของสื่อที่มีคุณภาพได้
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อการสำนึกลึกๆของผู้บริหารช่องและผู้ผลิตสื่อ
หากได้ทำแล้วกล้าประกาศถึงการเป็นคนดี สังคมก็ชื่นชมและยอมรับได้ เพราะได้ทำจริง เอาน่ะ
อย่างมากก็แค่แค่การขาดทุนกำไรไม่ใช่หรือ
สำหรับรัฐบาล
13.ออกกฏหมายควบคุมสื่อ/โฆษณา พร้อมบทลงโทษ ไทยเราควรเอาจริงจังกับเรื่องนี้ หลายๆปัญหาที่มีอยู่ในสังคมไทยรวมทั้งเรื่องสื่อ ส่วนหนึ่งเกิดจากการละเลยการปฏิบัติเชิงโครงสร้างในการคุ้มครองเด็กและเยาวขน
ถือว่าเป็นการละเมิดรูปแบบหนึ่ง ผู้บริหารระดับนโยบายของประเทศควรตระหนักในเรื่องนี้ว่า
สื่อสาธารณะในรูปแบบต่างๆที่เผยแพร่อยู่มีผลกระทบต่อความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน
หากไร้ซึ่งการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อต่างๆแล้ว ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพประชากร
และการเกิดผลกระทบทางอ้อมต่อการสิ้นเปลืองงบประมาณใน การแก้ปัญหาสังคมต่างๆที่มี่ผลสืบเนื่องจากการกระตุ้นของสื่อ
การออกกฏหมายเพื่อควบคุมเป็นหนทางหนึ่งที่ยั่งยืนและชอบธรรมในบทบาทความเป็นผู้บริหารระดับประเทศ
และสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงคนรุ่นต่อไปของแผนดิน ที่ไม่ได้หวังเพียงประโยชน์ทางเศรษฐกิจภายใต้ความรับผิดชอบของ
รัฐบาลในยุคสมัยบริหาร แม้ว่าจะมีปัจจัยของธุรกิจข้ามชาติมาคุกคามในรูปของข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศก็ตาม
นอกจากการการที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการรู้เท่าทันสื่อผ่านสถานบันต่างๆทางสังคมแล้ว
รัฐบาลควรปรับเปลี่ยนทาทีจากการวิงวรต่อประชาชนเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ ในเยาวชน
มาสู่การป้องกันปัญหาและคุ้มครองดูแล
ซึ่งเป็นแนวทางเชิงรุกในการปรับโครงสร้างที่เป็นช่องโหว่ของการแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเด็กและเยาวชน
ให้เกิดเป็นระบบการคุ้มครองป้องกันผลกระทบจากสื่อต่อเด็กและเยวชน โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วม
ในระดับต่างๆของสังคมร่วมกันการยกร่างกฏหมายดังกล่าว
และนี่คือความทัดเที่ยมทางปัญญากับต่างประเทศตามที่เคยแสวงหาให้กับชาติเรามาตลอด
14.จัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมสื่อให้มีจรรยาบรรณ หลังจากที่มีกฏหมายคุ้มครองแล้ว เราต้องมีหน่วยควบคุมให้กฎหมายเป็นจริง กระบวนการกำกับดูและควบคุมสื่อให้มีจรรยาบรรณและปฏิบัติตามกฏหมายในการคุ้มครองเด็กนั้น
เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติเพี่อร่วมกันสร้างสังคมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก โดยใช้เครื่องมือทางกฎหมาย
การควบคุมกำกับดูแลภายใต้กฏหมายดังกล่าว ควรเป็นไปตามกระบวนการมีส่วนร่วมโดยมีภาคประชาชนและตัวแทนเยาวชนที่มาจากหน่วยต่างๆนอกโครงสร้างรัฐและฐานของการเมือง
ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยงานหรือองค์กรนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการยึดเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดสภาพสังคมที่เอื้อต่อกาเจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
ถึงแม้ว่าจะหวั่นกับการถูกสื่อร้องเรียนว่า เป็นสิ่งที่ส่งเสริมการจำกัดและริดรอนสิทธิของสื่อ
ไม่สอดคล้องกับระบอบประธิปไตย แต่ทำยังไงในเมื่ออำนาจทางการปกครองและอำนาจทางการสื่อสาร
เกือบจะเป็นอำนาจเดียวกันอำนาจปกครองเอื้อให้ระบบทุนให้ทำมาหากินกับเด็กและอำนาจการสื่อสารมุ่งเน้นแต่ความเป็นธุรกิจ
จนเห็นได้ว่าผู้ที่มีอำนาจทั้งสองไม่ได้จริงจังในการบริหารสื่อเพื่อให้เด็กเและเยาวชนไทยเติบโตอย่างภาคภูมิใจในท้องถิ่น
ชุมชน สังคมและประเทศของตน
15.สร้างการมีส่วนร่วมให้กับเยาวชนเรื่องสื่อ สิทธิในการมีส่วนร่วม เป็นสิทธิพื้นฐานของเด็ก นี่ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องใดๆจากเด็ก(บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่กฎหมายของประเทศจะกำหนดอายุการบรรลุความเป็น
ผู้ใหญ่ไว้เป็นอย่างอื่น) แต่เป็นสิ่งที่รัฐและสังคมควรที่จะกระทำ
โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก เนื่องจากบิดามารดาหรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มีความรับผิดชอบ
ไม่สามารถกระทำได้ เพราะเรื่องของการกำหนดให้เกิดมีสื่อที่เหมาะสมสำหรับเด็ก อยู่เกินกำลังตามบทบาทพื้นฐาน
สิทธิการมีส่วนร่วม ครอบคลุมถึงสิทธิของเด็กที่จะแสดงความคิด เห็นในทุกๆเรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก
ทัศนะของเด็กจะต้องมีการให้ ความสำคัญอย่างเหมาะสม สิทธิเหล่านี้เปิดโอกาสให้เด็กได้มี
บทบาทในชุมชนและในสังคมของประเทศ เช่น ทัศนะของเด็ก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการติดต่อเกี่ยวข้อง
การได้รับข่าวสารที่เหมาะสม
กับกรณีเรื่องสื่อที่อยู่ในวิถีชีวิตของเด็กและเด็กเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว
ยิ่งต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การจัดโอกาสให้ได้รับการมีส่วนร่วมในระดับนโยบายเป็นสิ่งที่รัฐต้องปฏิบัติ
โดยตระหนักว่าเด็กเป็นสมาชิกหนึ่งในสังคม หาใช่คนตัวเล็กที่ควรทำหน้าที่ของตน(เรียนหนังสือ)
ให้ดีที่สุดก็เพียงพอ
รัฐควรให้การสนับสนุนแก่เด็กในฐานะสมาชิกหนึ่งในสังคมที่มีอยู่ 1 ใน 3 ของประชากรไทย
ได้มีส่วนร่วมในทุกระดับทุกมิติ โดยใช้กระบวนการทำงานในเชิงเครือข่ายเยาวชนที่มีอยู่ทุกแห่งในประเทศ
กลั่นกรอง ความคิด ความต้องการ นำเสนอผ่านตัวแทนเยาวชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างรัฐกับเด็ก
และเด็กกับผู้ใหญ่ร่วมกันตัดสินใจในเรื่องสื่อของประเทศนี้ จึงน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศในการเติบโต
ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย หากเด็กได้มีส่วนร่วมในทุกระดับแล้ว ย่อมเกิดเป็นทิศทาง
ใหม่ๆของสื่อในประเทศที่มุ่งเน้นสร้างปัญญาให้กับผู้ชม เราก็จะไม่ ต้องคอยโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างผู้ผลิตและผู้รับสื่อ
ใครจะรู้เรื่องของเด็กดีเท่าตัวของเขาเอง เขาจะบอกอย่าง มีเหตุผลได้ว่าต้องการอะไรไม่ต้องการอะไรในประเทศนี้
เพียงแต่สร้างโอกาสให้เหมาะสมและแลกเปลี่ยนความเห็นบนประสบการณ์ที่แตกต่างกับผู้ใหญ่
ร่วมกันคิดร่วมกันทำ เพียงเล็กๆเท่านี้ก็มีส่วนให้สื่อของประเทศก้าวไปอย่างเหมาะสมในอนาคต
และผู้ใหญ่อย่างเราก็อย่าลืมว่า เมื่อเราหมดลมหายใจ เขาจะเป็นคนที่ดูแลบ้านหลังนี้ต่อไป
จึงควรให้เขาได้มีส่วนในการกำหนดความเป็นไปของบ้านที่เขาต้องใช้ชีวิตในอนาคตตั้งแต่วันนี้
เชิงอรรถ 1.ผลจากเวทีนำเสนอบทเรียนกิจกรรมเท่าทันสื่อในโรงเรียนและสังเคราะห์ข้อเสนอสาธารณะ,
โครงการเยาวชนเท่าทันสื่อ, 16 พฤศจิกายน
2550 2.นวลศิริ เปาโรหิตย์, สอนลูกให้มีวินัย
ฝึกเด็กและวัยรุ่นอย่างไรให้ยอมรับและไม่ต่อต้านคุณ (กรุงเทพฯ:
สำนักพิมพ์ 108 สุดยอดไอเดีย, 2549) 3.แกนนำนักเรียนและครูเท่าทันสื่อ โรงเรียนสะเดา (ขรรค์ชัยกัมพลานนท์
อนุสรณ์), ผลการสำรวจพฤติกรรมการเสพสื่อเรื่อง เกมส์กับเยาวชน
ช่วง มิถุนายน-สิงหาคม 2550 4.แกนนำนักเรียนและครูเท่าทันสื่อ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์, ผลการสำรวจพฤติกรรมการเสพสื่อเรื่อง การบริโภคสื่อโทรทัศน์ ช่วง มิถุนายน-สิงหาคม 2550 5.ปรับแปลงจาก วิธีการป้องกัน-แก้ไขปัญหาเด็กติดเน็ต ติดเกม,
คู่มืออินเทอร์เน็ตปลอดภัย (กรุงเทพฯ: แผนงาน ICT เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ, 2549) 6.ทิศนา แขมมณี, ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
(กรุงเทพฯ: สนพ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2547) 7.ถอดสกัดชุดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้เท่าทันสื่อ, โครงการเยาวชนเท่าทันสื่อ,
มิถุนายน 2550 8.สมควร กวียะ, การสื่อสารมวลชน บทบาทหน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ
ความรับผิดชอบ (กรุงเทพฯ: สนพ.โกสินทร์, 2547) 9.ข้อเสนอและเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุน ผลิตสื่อที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน,
แถลงการณ์ข้อเรียกร้องให้เกิดการสร้าง พื้นที่และกระบวนการดึงเด็กออกจากหน้าจอสี่เหลี่ยม,
เครือข่ายเยาวชนเพื่อการพัฒนา, 19 ธันวาคม
2550 10.เครือข่ายเยาวชนเพื่อการพัฒนา, คู่มือเยาวชน ค่ายเยาวชนแกนนำอาสาสมัคร
กระบี่ ภูเก็ต พังงา ระนอง (2548)
|