พิมพ์หน้านี้
|
คำนำ บทความนี้ได้มาจากการปรับแก้บทความวิชาการเกี่ยวกับภูมิทัศน์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต[1] รวมกับการสรุปเนื้อหาการบรรยายใน งานมหกรรมการศึกษาเพื่ออนาคต[2] ครั้งที่ 2 ซึ่งมหกรรมการศึกษาเพื่ออนาคตครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของการเสวนาโดยผู้แทนจาก 15 สถานทูตในประเทศไทย ร่วมใจร่วมแรงขึ้นเวที ให้ข้อมูล ข้อคิด ข้อดี ในการไปศึกษาและทุนการศึกษา ณ ประเทศต่างๆ ให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลโดยตรง ผู้เขียนได้รับเชิญจากทางสถานทูตเนเธอร์แลนด์จากการแนะนำของสมาคมนักเรียนเก่าเนเธอร์แลนด์ฯ ให้ไปบรรยาย โดยหัวข้อที่เตรียมไปน่าจะสอดคล้องกับเป้าหมายกิจกรรมครั้งนี้ เนื่องจากผู้ฟังจะเป็นเด็กๆที่กำลังจะวางแผนการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ การบรรยายครั้งนั้นผู้เขียนได้เน้นเนื้อหาการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ได้ประสบการณ์มาจากการได้รับทุนจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ และการเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงาน NUFFIC เมื่อครั้งผู้เขียนไปศึกษา ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อปี 1994 (พ.ศ. 2537) นอกจากนี้ก็ยังมีผู้บรรยายท่านอื่นๆที่พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การศึกษา การใช้ชีวิต พูดคุยเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆของประเทศเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ การบรรยายครั้งนั้นเป็นที่สนใจพอสมควรทีเดียว นักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครองที่เข้าร่วมฟังมีคำถามสอบถามเกี่ยวกับเนเธอร์แลนด์กันมาก ผู้เขียนเลยเห็นว่าน่าจะทำการรวบรวมเป็นบทความไว้อีกครั้งในวารสารของสมาคมนักเรียนเก่าฯฉบับนี้
การศึกษา การเดินทาง การเรียนรู้ การใช้ชีวิต ชีวิตของผู้เขียนนั้นวนเวียนอยู่กับการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับงานภูมิทัศน์และการจัดการสภาพแวดล้อมเมือง เริ่มตั้งแต่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม และศึกษาต่อในระดับมหาบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด-วิทยาเขตเมืองเดนเวอร์ เมื่อทำงานในต่างประเทศได้หนึ่งปีก็มุ่งมั่นกลับมารับราชการที่กองสถาปัตยกรรม กรมโยธาธิการ(เดิม) ซึ่งค่อนข้างสวนทางกับสภาวะ สมองไหล ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น และที่นี่นั้นเองที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสอบชิงทุนฯ เดินทางไปศึกษาหลักสูตรเพิ่มพูนความรู้ในประเทศต่างๆ เริ่มตั้งแต่ทุน JICA (Short course certification in Terminal Facility Planning) เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนเมืองชุมทางการคมนาคม, ต่อมาทุนหนึ่งที่สำคัญอันมีผลต่อการเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกของผู้เขียน คือทุนจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ (ทุน The Netherlands Government Fellowship Programme - NFP) หลักสูตร Post Grad Diploma in Environmental Planning and Management ที่ Institute for Housing and Urban Development Studies IHS. เมืองร็อตเตอร์ดัมส์ หลังจากจบหลักสูตรนั้นผู้เขียนได้โอนย้ายมาสอนหนังสือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม สถาบันที่เคยศึกษาอีกครั้ง ที่จุฬาฯผู้เขียนก็ยังได้รับทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น ทุนไปเรียนที่ฝรั่งเศส จากสถาบัน AIT และ Sciences Po (หลักสูตร Post Grad Diploma in Asia-Europe Studies), ทุน Fulbright Junior Research Fellowship Programme ไปร่วมทำงานวิจัยที่ Great Cities Institute, College of Urban Planning and Public Affairs, University of Illinois at Chicago สหรัฐอเมริกา, ทุนสนับสนุนในการเสนอผลงานต่างประเทศในการประชุม International Conferences - City Futures ที่ Chicago, สหรัฐอเมริกา, และ IFLA[3] World Congress ที่ Edinburgh, สก๊อตแลนด์ การเดินทางไปต่างประเทศ และการศึกษาอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้เขียนมีความสนใจที่จะเรียนรู้และสะสมประสบการณ์จากการเดินทาง นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและนำเสนอเพื่อปรับใช้ให้เหมาะกับเมืองไทย เรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษได้แก่เรื่องเกี่ยวกับภูมิทัศน์เพื่อการเรียนรู้ตามอัธยาศัยตลอดชีวิตหรืออุทยานการเรียนรู้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนที่ได้รับจากประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นน่าสนใจยิ่ง เพราะประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีนโยบายทางสังคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมที่ดีประเทศหนึ่ง จะเห็นได้ว่ามีความพยายามที่จะสอดแทรกความรู้และให้การศึกษาต่อผู้คนของเขาอยู่ในทุกๆสถานที่ ตัวอย่างที่นำมาเสนอในบทความนี้คาดหวังว่านอกเหนือจากจะให้มุมมองเรื่องการใช้ชีวิตที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่รู้จบแล้ว การท่องเที่ยวอย่างรื่นรมย์ที่ได้สาระ หรือในทางกลับกันว่าการศึกษาในต่างประเทศ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์นี้ยังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินด้วย และหวังว่าหากผู้อ่านได้มีโอกาสเดินทางกลับไปเนเธอร์แลนด์คงได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งกับการท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวเนื้อหาแบบเพลินๆเช่นเดียวกับผู้เขียนบ้าง เชิญติดตามบทความและรูปภาพได้เลยค่ะ อะไรคือสถานที่/แหล่งการเรียนรู้ตามอัธยาศัย/อุทยานเพื่อการเรียนรู้บ้าง จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ให้ใช้บังคับตั้งแต่ วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (เล่ม 116 ตอนที่ 74 ก ราชกิจจานุเบกษา 19 สิงหาคม 2542) เป็นต้นไป ได้กำหนดคำจำกัดความไว้ใน มาตรา 4 ว่า การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคล และสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคล ได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
การศึกษาตลอดชีวิต หมายความว่า การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสาน ระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีการจัดประเภทของหมวดความรู้ ตามมาตรา 23 (หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา) การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสม ของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้ (1) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมาของสังคมไทย และระบบการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลยั่งยืน (3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา (4) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ ภาษาไทยอย่างถูกต้อง (5) ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
จะเห็นได้ว่าประเด็นสำคัญสำหรับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นี้คือในมาตรา 25 ได้ส่งเสริมให้จัดดำเนินการและจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตขึ้น โดยในมาตรา 25 นี้ระบุไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงาน และจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์กีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ งานภูมิทัศน์เหล่านี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประเภท Edutainment ซึ่งมาจากคำว่า Education (การศึกษา) + Entertaiment (ความบันเทิง) ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป็นแนวทางที่ส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ นอกเหนือจากการเรียนรู้ จากการเรียนในระบบ เป็นการเรียนรู้โดยไม่มีข้อจำกัด ด้านเวลา วัย เพศ สร้างเสริมให้เกิดความใฝ่รู้ การเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ตามอัธยาศัยส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรและสั่งสมภูมิปัญญาท้องถิ่นและสากล
แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตเหล่านี้เป็นพื้นที่ สวนสาธารณะ เพื่อการนันทนาการส่วนหนึ่ง ซึ่งแนวคิดหลักเดิมสำหรับพื้นที่นันทนาการ โดยทั่วไปจะมุ่งเน้นด้านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกาย (physical fitness) เป็นกิจกรรมประเภทออกกำลัง (active) และกีฬา กับประเภทสงบ (passive) เพื่อความผ่อนคลายทางร่างกาย แต่ปัจจุบันแนวโน้ม ของแนวความคิด ในการออกแบบพื้นที่เพื่อการนันทนาการ จะส่งเสริมการสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรร (creativity) สอดแทรกความรู้ เป็นการผสมผสาน รูปแบบแหล่งการเรียนรู้ประเภทพิพิธภัณฑ์แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายรวมถึงพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง (outdoor museum/openair museum) ,แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่นันทนาการเข้าด้วยกัน โดยมีภูมิทัศน์เป็นตัวแสดง สื่อวัตถุประสงค์เหล่านั้นในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลาย มากขึ้น เกิดประโยชน์เป็นวงกว้าง และทำให้โครงการเหล่านั้นน่าสนใจ
แนวความคิดใหม่ของแหล่งการเรียนรู้ตามอัธยาศัย หากพิจารณาแหล่งการเรียนรู้นอกระบบหลายๆ โครงการ ผู้เขียนขอจำแนกย่อยออกเป็นกลุ่ม เพื่อชี้ให้เห็นแนวคิดใหม่ที่สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ และเป็นแหล่งเรียนรู้ ตามอัธยาศัยได้ดังนี้ o กลุ่มสวนสนุก (Amusement) และอุทยานแนวคิด (Theme Parks) ซึ่งเดิมได้แก่สวนสนุกที่รวบรวมเครื่องเล่นต่างๆ สำหรับเยาวชน วัยรุ่น และกิจกรรมครอบครัวไว้ ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นแหล่งรวม เครื่องเล่นแล้ว ในปัจจุบันได้มีการใช้ภูมิทัศน์ในการสร้างบรรยากาศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางจินตนาการ (imagination) และสร้างความรู้สึกในเชิงอนุรักษ์ทั้งด้านวัฒนธรรม (culture) และสิ่งแวดล้อม เช่น สวนสนุกที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน กว่า 50 ปี เช่น สวนสนุกเอฟเทลลิ่งก์ (Efteling)ประเทศเนเธอร์แลนด์ สร้างในปี ค.ศ. 1950 ซึ่งภูมิทัศน์เป็นตัวหลัก ในการสร้างบรรยากาศแห่งจินตนาการ ที่สมจริงและเสริมจิตสำนึก ร่วมในฐานะการเป็นส่วนหนึ่งของ สถาบันครอบครัวและสังคม
o กลุ่มพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งประเภทเมืองจำลอง ( เดิมได้แก่แหล่งท่องเที่ยวประเภทเมืองจำลองต่างๆ ซึ่งอาจจะ เคยเป็นที่ตั้งเมืองเก่าที่ร้างหรือตายไปแล้ว หรือการสร้างจำลองเมือง นั้นๆ ขึ้นมาใหม่ เพื่อกิจกรรมการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันสถานที่เหล่านี้ สามารถเสริมแนวคิดผสมผสานเข้าไป เพื่อเป็นมากกว่า แหล่งท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ มี
o กลุ่มแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภทอุทยานแห่งชาติ (National Park) วนอุทยาน (State/Forest Park) ปัจจุบันในหลายๆ แห่งในกลุ่มแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเป็นพื้นที่นันทนาการเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว กิจกรรมการให้ความรู้สื่อความหมาย (interpretation program) ได้กลายเป็นส่วนหลัก
o กลุ่มสวนสัตว์ ( ซึ่งมักจะมีหลักการจัดแสดงโดยจัดกลุ่มสัตว์เป็นประเภทๆ เช่น ตามความแตกต่าง/คล้ายกันของสัตว์ (systematic theme),ตามถิ่นกำเนิด (zoogeographic theme) , ตามสภาพแวดล้อมของกลุ่มสัตว์ (ecological theme ), ตามพฤติกรรม (behavioral theme), ตามความนิยม (popular theme) และสวนสัตว์เปิด(open zoo) ซึ่งอาจมีแนวคิดย่อยที่น่าสนใจ เช่น สวนสัตว์เด็ก (children zoo) ที่เน้นแนวความคิดที่ส่งเสริมความรักในธรรมชาติ และความผูกพัน มีจิตใจที่มีเมตตาต่อสัตว์ในเด็กเล็ก
o กลุ่มสวนพิพิธภัณฑ์การจัดแสดงสัตว์น้ำ (Sealife Park/Aquatic Park/Aquarium) ปัจจุบันมีการสอดแทรกความรู้ เกี่ยวกับนิเวศน์วิทยาและสิ่งแวดล้อมลงไป พร้อมกับให้ความบันเทิง และหลายๆ แห่งมีบ่อสัมผัสหรือทัชพูล (touch pool) ให้เด็กๆ ได้สัมผัสรับรู้กับปรากฎการณ์ธรรมชาติและชีวิตสัตว์น้ำได้จริงๆ
o กลุ่มสวนพฤกษศาสตร์ (Botanic /Botanical Garden)/สวนรุกขชาติ (Aboretum) /การจัดแสดงพืชพรรณ ในแนวความคิดเดิมสวนพฤกษศาสตร์ มีส่วนประกอบ ที่เน้นให้ความรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์ เช่น มีหอพรรณไม้ (herbarium) ที่รวบรวมพันธุ์ไม้ เพื่อประโยชน์ทางการค้นคว้าศึกษาวิจัย แต่ปัจจุบันนี้ สวนพฤกษศาสตร์ยุคใหม่ นอกจากจะรวบรวมพันธุ์ไม้ไว้อย่างครบถ้วน เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาวิจัยดังกล่าวแล้ว การจัดแปลงปลูก พรรณไม้ ยังจัดโดยการให้ดูสวยงามน่าสนใจดึงดูดให้ผู้คน เข้ามารื่นรมย์ ได้รับความรู้กลับไปด้วย เช่น สวนพืชทะเลทราย (desert plants), สวนไม้ลุ่มต่ำ (bog garden), สวนจีน เป็นต้น
o กลุ่มพิพิธภัณฑ์ศิลป์กลางแจ้ง ( สวนที่เน้นให้ความรื่นรมย์ สุนทรีย์ ผนวกความรู้ในศาสตร์และศิลป์ สรรสร้างจินตนาการ ความรู้ ภูมิปัญญา
o กลุ่มอุทยานงานแสดง ( สวนที่มุ่งเน้นการจัดแสดงตามเนื้อหา หรือธีม (theme) ของแต่ละงาน เช่นเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, พืชพรรณ, การเกษตรกรรมเป็นต้น เมื่องานจบลงพื้นที่นั้น จะใช้เป็นสวนสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ โดยคงเนื้อหาบางส่วน ให้ความรู้และความรื่นรมย์ต่อเนื่องต่อไป ปกติมักได้แก่โครงการจัดแสดงชั่วคราวที่จัดเป็นประจำเปลี่ยนไปตามประเทศเจ้าภาพ แต่ในประเทศเนเธอร์แลนด์มีงานแสดงถาวรเกี่ยวกับโครงการเดลต้า (Delta Project) ที่อาจนำเข้ากลุ่มในลักษณะนี้ได้
o อื่นๆ เช่น การจัดธีม เพื่อเสริมพื้นที่ต่างๆ จากการจำแนกเป็นหมวดหมู่ข้างต้นหากเราจะจัดเปรียบเทียบ เราอาจสามารถทำความเข้าใจในแต่ละพื้นที่ สามารถคิดย้อนกลับไปถึงต้นตอ, ประวัติความเป็นมาและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างอุทยานนั้นๆ ว่าเพื่อให้ข้อมูลทางด้านใด นอกเหนือจากความรื่นรมย์แล้ว ยังสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ด้านใดได้ ทำให้สามารถเรียนได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพราะความรู้มีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง หากแต่ใครจะจัดระบบ แสดงความรู้ออกมาได้แจ่มชัดบ้าง จากกรณีศึกษาโครงการ edutainment ในประเทศเนเธอร์แลนด์ สามารถสร้างประเด็นให้เราศึกษาต่อไปในแต่ละโครงการ เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางการออกแบบวิจัยงานภูมิสถาปัตยกรรมว่านอกเหนือจากวัตถุประสงค์หลักโครงการ ผู้ใช้และปัจจัยทางสังคม กิจกรรม ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อม และที่ตั้งโครงการ นโยบาย ปัจจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเงินและการตลาดแล้ว แนวความคิดเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ตลอดชีวิตนั้นสามารถแทรกอยู่ในแนวความคิดหลักของการออกแบบ ภูมิทัศน์พื้นที่นันทนาการหลายๆ โครงการ กระแสของการเรียนรู้ ตลอดชีวิตเป็นมิติใหม่ของการศึกษา ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกคนและหลายองค์กร ไม่ใช่เฉพาะนักเรียน ครู นิสิต/นักศึกษา อาจารย์ หรือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นการศึกษาในระบบเท่านั้นแล้ว และถึงเวลาที่งานภูมิทัศน์จะมีส่วนร่วมในการสื่อความหมาย ให้ความรู้ พร้อมไปกับให้ความเพลิดเพลิน บันเทิง รื่นรมย์ เข้าถึงทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดเวลา และนอกเหนือสถานศึกษาในระบบ เพื่อช่วยจรรโลงสังคม ต่อยอดภูมิปัญญาในสังคมไทยหรือยัง?
คำอธิบายเพิ่มเติม o NUFFIC เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนให้นักศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ท่องเที่ยวอย่างมีสาระ มีการจัดโปรแกรมการเดินทางทัศนศึกษาหลายๆโปรแกรมแต่ละปี ขณะที่ผู้เขียนศึกษาอยู่นั้นได้สมัครเข้าร่วมโปรแกรมของ NUFFIC ทุกโปรแกรม ไม่เคยพลาด และยังเดินทางไปเที่ยวชมเองตามที่ต่างๆรอบเมืองร๊อตเตอร์ดัมส์ จากแผนที่ จะเห็นได้ว่านอกจากจะเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวประเภท edutainment แล้ว ยังมี Maastrict, o สถานที่แรกที่นำเสนอคือ
o ต่อไป คือ เมือง o
o
o เมืองต๊กตา เมืองจำลอง Madurodam Miniature land เมืองจำลองขนาดเล็กที่อธิบายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ได้อย่างครบถ้วน...
o Polder museum หรือพิพิธภัณฑ์การเกิดแผ่นดินใหม่ และโครงการ Delta projects ที่แสดงเทคโนโลยีการกันน้ำท่วมของชาวดัชท์ตั้งแต่อดีต แสดงให้เห็นว่าชาวดัชท์ใช้ความรู้ ความอดทน และความเป็นนักสู้ต่อสู้กับธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพการณ์นั้นอย่างชาญฉลาดอย่างไร วิศวกรรมและศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องถูกนำมาจัดแสดงในหลากหลายระดับ ให้คนเลือกดูเลือกชมและได้รับความรู้ที่แตกต่างกันไป ตามอัธยาศัย...
[1] "ภูมิทัศน์เพื่อการศึกษาตามอัธยาศัยตลอดชีวิต". ผศ.อริยา อรุณินท์. วารสารวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 2544 [2] สนับสนุนโดยประเทศเนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน อินเดีย อิตาลี ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และ สำนักงาน ก.พ. ที่ศูนย์ประชุมสิริกิต เมื่อวันที่ 29-30 ตุลาคม 2548 [3] IFLA International Federation of Landscape Architects |
| The scent of Japan | ||
some selected photos from Japan |
||
|
View All |
||
| Trailer: A Tale of Mari and 3 Puppies | ||
หนังตัวอย่าง เพื่อนซื่อ..ชื่อมาริ บอกไว้ก่อน อาจร้องไห้ได้... |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |