พิมพ์หน้านี้
|
เขาพระวิหารชายแดนไทย-กัมพูชา มีปัญหาแนวเส้นแบ่งเขตแดนไม่ชัดเจน ส่วนตัวปราสาทพระวิหารนั้น ศาลโลกได้ตัดสินให้ตกเป็นของกัมพูชาไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 ทำให้ชาวไทยเสียดายและเสียใจมาจนทุกวันนี้ เกิดเป็นประเด็นร้อนฉ่าขึ้นมาอีกในปี 2551 นี้ เมื่อกัมพูชาจะนำเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก แต่ผู้ที่จะขึ้นไปชมปราสาทก็ต้องมาใช้เขตแดนไทยเป็นทางขึ้น-ลง เมื่อเส้นเขตแดนไม่ชัดเจน สมควรที่ไทยจะมีส่วนร่วมในมรดกโลกด้วย เพื่อจะได้ร่วมด้วยช่วยกันโปรโมทให้มาเที่ยวได้สะดวก สบายใจ อย่างคึกคักเหมือนเดิมจะดีกว่า
ธงชาติไทยดูเด่นเป็นสง่าเหนือผามออีแดง เขตแดนไทยก่อนไปขึ้นเขาพระวิหาร
มองจากผามออีแดง เห็นปราสาทพระวิหารอยู่ปลายยอดเขา เห็นสถูปคู่อยู่เขตไทย
ใครที่เคยไปเที่ยวปราสาทพระวิหารมาแล้ว คงมีภาพถ่ายมุมมองแตกต่างกันไป เมื่อไปถึงผามออีแดง ควรจะเริ่มต้นถ่ายภาพบริเวณผามออีแดง ที่มีพลับพลาและเสาธงไทยเด่นสง่า ที่จุดนี้ไทยสามารถมองเห็นรูปทรงเขาพระวิหารชัดเจน และจะเห็นแนวปราสาทพระวิหารยาวทะแยงสูงขึ้นจากขวาไปซ้ายจรดหน้าผาอยู่ลิบ ๆ ที่ผามออีแดงมีบันไดลงไปดูภาพแกะสลักนูนต่ำ 3 เทพ อยู่บริเวณใต้หน้าผามออีแดง มีเรื่องเล่าว่า คนงานขอมในอดีตหนีงานมาฝึกหัดแกะสลักหินไว้ที่หน้าผาแห่งนี้
นักท่องเที่ยวกำลังเดินลงไปชมภาพแกะสลักนูนต่ำใต้ผามออีแดง ซึ่งลึกลงไปพอสมควร
บันใดลงไปดูภาพแกะสลักนูนต่ำ ทำไว้อย่างมั่นคงแข็งแรงเดินสะดวก แต่เหนื่อยครับ จากผามออีแดงเมื่อจะไปขึ้นเขาพระวิหาร ต้องเดินด้วยเท้าระยะทางกว่า 3 กม. ไปตามถนนลาดยางจนถึงจุดตรวจทหารไทย เมื่อสุดถนนก็จะผ่านลานหินกว้าง (เขต No man land) ประมาณ 200 เมตร จะถึงประตูรั้วตาข่ายเขตแดนเขมร ซึ่งมีทหารเขมรเฝ้าอยู่
เดินจากผามออีแดงขึ้นเขาพระวิหาร ผ่านจุดตรวจทหารไทย ในภาพสารวัตรทหารท่าทางใจดี
เดินผ่านพื้นที่ No man land เป็นลานหินธรรมชาติราบเรียบ จะเห็นว่ามีหลุมและมีปุ่มตรงกลางมีข้อมูลบอกว่าเป็นการแกะสลักภาพนูนต่ำรูปศิวลึงค์ ครับ เมื่อเข้าเขตเขมรจะเห็นทิวแถวเพิงขายของชาวเขมรยาวตลอดแนวไปจนถึงซุ้มประตูป้ายภาษาเขมร และมีภาษาอังกฤษ ว่า
ผ่านรั้วเหล็กเข้าเขตแดนเขมร มีเพิงขายของชาวเขมรเรียงรายไปจนถึงซุ้มประตู
เดินขึ้นบันใดหินหักลาดชัน ต้องพักเหนื่อยเป็นระยะก่อนถึงหัวนาคราช สูงตระหง่าน
ดูกันชัด ๆ หัวนาคราชเกลี้ยง 7 หัว หรือเรียกกันว่า นาคหัวลิง (เกลี้ยงกลมเหมือนลิง)
โคปุระ แห่งที่ 1 มีธงเขมรเด่น มองเห็นแต่ไกล จากตีนบันใดนาค
โคปุระแห่งที่ 1 ในอีกมุมมอง มีพระเณรมาเที่ยวกันมาก
ชาวต่างชาติก็นิยมมาเที่ยวมิได้ขาด บริเวณหลังแปของเขาพระวิหารเป็นพื้นที่ราบลาดเอียงขึ้นไปเรื่อยๆ จากสะพานนาคราชหัวลิงไปยังบริเวณปราสาท ผ่านโคปุระที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และที่ด้านปีกซ้ายของโคปุระที่ 3 แห่งนี้มีซากปืนใหญ่ยุคเขมรแดงตั้งจังก้าหันปากกระบอกปืนเล็งมายังมออีแดงของไทย ซึ่งถ้าไม่สังเกตุก็จะผ่านเลยไปไม่เห็นปืนใหญ่ตั้งอยู่ เมื่อเดินถึงโคปุระที่ 4 ซึ่งเป็นกำแพงล้อมขอบเขตของมหาปราสาท และปรางค์ประธานอยู่ภายใน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินอ้อมเพื่อรีบไปให้ถึงปลายสุดของยอดเขาพระวิหาร
โคปุระแห่งที่ 2 ร่มครึ้มด้วยแมกไม้
สระสงอายุนับพันปี สมบูรณ์และมีน้ำตลอดทั้งปีมิได้ขาด เป็นความสามารถของคนโบราณ
โคปุระแห่งที่ 3 ลักษณะยาวตามขวาง ด้านซ้ายสุดมีซากปืนใหญ่เล็งมาไทย
ซากปืนใหญ่ของเขมรเล็งมายังผามออีแดง ฝั่งไทย
โคปุระแห่งที่ 4 เป็นกำแพงล้อมขอบเขตของมหาประสาท และปราสาทประธาน ภายในสลับซับซ้อนเนื่องจากเป็นที่ประทับของกษัตริย์ และซุ้มปลายสุดเป็นปราสาทประธาน ส่วนมหาประสาทปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ที่นำมาให้นักท่องเที่ยวกราบไหว้บูชา
ในโคปุระที่ 4 มีผู้นำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชา
ปลายแหลมเป็นหน้าผาสูงจากระดับน้ำทะเลง 657 เมตร
บริเวณกำแพงโคปรุที่ 4 พบเห็นการนำเขาคูปรี และสินค้าแปลกๆ สไตล์เขมร มาวางขาย
สินค้าสไตล์เขมร มีทั้งอย่างสั้น และอย่างยาว ให้เลือกตามใจชอบ
เขาคูปรี (ลักษณะเหมือนวัวชนิดหนึ่ง) เชื่อว่าอาจจะสูญพันธ์ไปแล้ว ในช่วงหนึ่งปีเศษที่ผ่านมามีคนไทยในละแวก และจังหวัดใกล้เคียงมาเที่ยวปราสาทพระวิหารกันมาก เพราะถนนจากอำเภอกันทรลักษณ์ราบเรียบสะดวกในการเดินทาง
ชาวบ้านคนไทยแถบอีสานแห่กันมาเที่ยวจำนวนมากเมื่อปีที่แล้ว
วงเวียนในอำเภอกันทรลักษณ์ จุดศูนย์รวมทางแยกไปเขาพระวิหาร
สถานการณ์ปัจจุบันนี้ปราสาทพระวิหารคงจะเงียบเหงา เพราะเขมรเข้มงวดปิดพรมแดน ยังสังสัยอยู่ว่าพอจะแง้มประตูให้คนไทยและ ชาว OKnation เข้าได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
|