พิมพ์หน้านี้
|
ฟุตบอลไทย...ไปกันใหญ่แล้ว ประมาณเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ผมได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทย พบความขัดแย้งมากมาย โดยมีชนวนมาจากคนสองกลุ่ม ที่ลึก ๆ แล้ว ก็ไม่รู้ว่าเขาขัดแย้งกันด้วยเรื่องใด แต่ที่สุด เรื่องที่กลายเป็นประเด็นหลักของความขัดแย้งครั้งนี้ ก็กลายเป็นเรื่องของการจัดการแข่งขันฟุตบอล ไทยแลนด์ พรีเมียร์ลีก เป็นความขัดแย้งระหว่างตัวละครหลักสองตัว (ตัวละครนะครับ คิดว่าน่าจะเรียกเป็นตัวได้) ระหว่างตัวแรก คือ คณะกรรมการจัดการจัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพแห่งประเทศไทย โดยมีนายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เป็นประธาน ที่ถือเป็นตัวละครหลักในการจัดการแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2008 (ซึ่งเป็นการมอบสิทธินี้จากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยนายวิจิตร เกตุแก้ว นายกสมาคมฯ ในสมัยนั้น) ซึ่งก็ได้งบประมาณจากรัฐบาล ผ่านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงมายังการกีฬาแห่งประเทศไทย และมาสู่คณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นส่วนของเงินบำรุงทีม และเงินรางวัลการแข่งขัน สำหรับ ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ดิวิชั่น 1 ดิวิชั่น 2 และฟุตบอลโปรลีก ซึ่งทั้ง 4 รายการอยู่ภายใต้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ตัวละคนอีกตัวคือ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ปัจจุบัน มีนายวรวี มะกูดี เป็นนายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน มีแนวคิดที่จะนำฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก กลับมาจัดในนามสมาคมฯ โดยไม่ต้องมีคณะกรรมการฯ อีกต่อไป ซึ่งก็มีแนวทางที่จะเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการการแข่งขัน ให้เป็นรูปแบบนิติบุคล บริหารแบบเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ และมีการให้ข่าวกันคนละครั้ง แบบต่างคนต่างให้ข่าว ฟากนายชัยภักดิ์ ก็ได้เปรย ๆ ว่า ถ้าออกไปเป็นนิติบุคคล โดยไม่ผ่านคณะกรรมการฯ ชุดปัจจุบัน การสนับสนุนจากภาครัฐก็จะไม่ได้อีกต่อไป (โดยหลังจากนั้น นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็ได้ออกมากล่าวว่ายังสนับสนุนเหมือนเดิม) ซึ่งก็เป็นการว่ากันคนละที ไม่ได้มีการมาประชุมเพื่อหารือร่วมกันอย่างเป็นทางการแม้แต่ครั้งเดียว เป็นสิ่งที่แฟนบอลรู้ผ่านสื่อเท่านั้น ต่อมาได้มีตัวละครที่เป็นตัวแปรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า เอเอฟซี ซึ่งเอเอฟซีบอกว่า ต้องการจะยกระดับฟุตบอลของเอเชีย โดยเฉพาะฟุตบอลลีกอาชีพ ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ายุโรป โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟซี แชมป์เปี้ยนส์ลีก ที่มีการให้โควต้าทีมแชมป์และรองแชมป์ จากลีกประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย มาแข่งกันเพื่อหาทีมสโมสรที่เก่งที่สุดในเอเชียของปีนั้น ๆ ซึ่งการยกระดับครั้งนี้ ได้มีการกำหนดเงื่อนไขของทีมที่มีสิทธิเข้าร่วมการแข่งขัน โดยมีการประเมินความพร้อมและรูปแบบการบริหารจัดการทีม ซึ่งปรากฏว่าไทยจากที่เคยได้สิทธิโดยอัตโนมัติ เมื่อโดนประเมินครั้งแรกแล้วกลายเป็นอยู่ในเกรดซี (ซึ่งต่ำสุด) ทำให้ต้องไปเตะเพลย์ออฟกับทีมในระดับเดียวกัน เพื่อแย่งสิทธิ์ไปเตะแชมป์เปี้ยนส์ลีก แต่เอเอฟซีก็ยังให้โอกาสประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ผ่านการประเมิน ไปปรับโครงสร้างการบริหารจัดการให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่เอเอฟซีกำหนด และประเด็นนี้ก็เป็นตัวแปรอีกประการหนึ่ง ที่ผมมองว่าเมื่อมีเงื่อนไขภายนอกมาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการฟุตบอลอาชีพของไทย ตัวละครหลักทั้งสองฝ่าย น่าจะหันหน้าเข้ามาร่วมมือกัน เพื่อทำให้มาตรฐานฟุตบอลอาชีพของไทย ทัดเทียมกับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ (แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบการทำตามเงื่อนไขของคนนอก แต่เมื่อเงื่อนไขนั้น ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ต้องไปทำตามเขาทุกเรื่อง มีความคิดและเข้าใจธรรมชาติของตัวเอง ก็พอแล้ว) กลับกลายเป็นต่างคนยิ่งต่างทำ ต่างคนต่างคิด ฝ่ายแรกก็พาสโมสรไปดูงานที่ญี่ปุ่น กลับมาก็ให้ข่าวว่าต้องทำแบบนั้น ต้องทำแบบนี้ ส่วนฝ่ายหลังก็บอกกำลังเตรียมเรื่องทำให้สโมสรของไทย ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อเป็นไปตามที่เอเอฟซีกำหนด โดยที่ยังไม่มีการทำงานร่วมกันเหมือนเดิม ผมไม่รู้นะครับว่าลึก ๆ แล้วเป็นเพราะอะไร ที่ทำให้ตัวละครทั้งสองตัว แบ่งฝ่ายกันได้อย่างชัดเจนเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งผมว่าทั้งสองท่านก็น่าจะมีความสามารถพอที่จะทำให้วงการฟุตบอลไทยพัฒนาได้ทั้งคู่ แต่ทำไมล่ะครับ ท่านทั้งสอง ถึงไม่ช่วยกันทำ หรือท่านเห็นว่า มัน เป็นสมบัติส่วนตัว |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |