• นครนิรันดร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-17
  • จำนวนเรื่อง : 4
  • จำนวนผู้ชม : 2173
  • จำนวนผู้โหวต : 7
  • ส่ง msg :
นครนิรันดร์
สิ่งแวดล้อม 'ข้างใน' ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด
Permalink : http://www.oknation.net/blog/lorporphor
วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน 2550
ปลาจะกินดาวที่ภูสันตะวันลับฟ้า
Posted by นครนิรันดร์ , ผู้อ่าน : 619 , 03:30:37 น.  
พิมพ์หน้านี้


           “ตัวเราเป็นดินเป็นต้นไม้ สายน้ำก็เหมือนสายเลือดในตัวเรา เหล่านี้จะขาดจากกันไม่ได้” 
            ผมทบทวนคำพูดของเขาอีกทีเมื่อนึกถึงช่วงเดือนมีนา-เมษาที่ผ่ามมา ภาพข่าวรายงานสถานการณ์หมอกควันพิษจากไฟป่ายังห่มคลุมไปทั่วภาคเหนือตอนบนยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น ประชาชนกว่าหมื่นรายต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคทางเดินหายใจ หน่วยงานตามจังหวัดที่ประสบภัยเร่งระดมเพิ่มความชื้นในอากาศด้วยการสร้างเครื่องพ่นละอองน้ำตามถนนหนทางในเมือง ส่วนบนฟ้ามีเครื่องบินโปรยฝนหลวงช่วยสมทบอีกทางหนึ่ง

            “คนส่วนใหญ่ได้ทำลายและตัดวงจรสำคัญนี้ไปหมด สูบน้ำจนแห้ง เผาป่าจนแล้ง คร่าชีวิตตัวเองและคนอื่นโดยไม่รู้ตัว” เขาย้ำอีกครั้งและทำมือคล้ายใบมีดลากผ่านจากอกซ้ายไปอกขวาเหมือนการตัดชีวิตตัวเองอย่างที่เขาพูด เป็นภาพที่ผมยังจำได้ดี

            เวลานี้คนภูไพร หรือสมบัติ แก้วทิตย์ คงกำลังสาละวนอยู่กับภารกิจอนุรักษ์ธรรมชาติในป่าภูสันเจริญ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ส่วนผมกำลังหลบร้อนอยู่ในห้องแอร์กลางมหานคร

            ที่ท่าวังผาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แม่น้ำน่านเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมทั้งอำเภอ ไร่นาและบ้านเรือนจมอยู่ใต้น้ำโคลนแดงนานกว่าสองอาทิตย์

ทิ้งระยะห่างไม่นาน ไฟได้ลุกลามป่าภาคเหนือตอนบน ไหม้จนหมดภูเขาไปเป็นลูกๆ กลายเป็นเขาหัวโล้น และแม่น้ำน่าน รวมทั้งลำธารอื่นๆกำลังจะเหือดแห้งไป เข้าสู่เทศกาลภัยแล้งฤดูร้อนอีกครั้ง...

ส่วนสิงหาคมปีนี้ เราคงได้แต่หวังว่าธรรมชาติจะสงบ เป็นมิตร ไม่เกรี้ยวกราดเหมือนที่ผ่านมาทุกปีๆ

ไม่มีการให้อภัย เมื่อธรรมชาติจะวางบทลงโทษแก่คนบ้าง

 

20 มีนาคม 2550

รถทัวร์หมอชิต-น่านจอดให้ผมกับเพื่อนช่างภาพลงหน้าตลาดสดท่าวังผา เช้าขนาดนี้หากเป็นที่ที่เราจากมา หลายคนคงยืนออกันแน่นป้ายรถเมล์เพื่อไปเรียนหรือไปทำงาน แต่ที่นี่กลับดูไม่มีอะไรรีบเร่ง ร้านรวงยังเปิดได้ไม่ถึงครึ่ง มีเพียงรถเข็นขายน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ที่ชาวบ้านกำลังช่วยกันอุดหนุน น่าจะเป็นอาหารหลักยามเช้าที่ดูคลาสสิกที่สุดในเวลานี้

          เราปฏิเสธน้า-คนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่จะอาสาพาไปส่งในหมู่บ้านดอนตัน ห่างจากตลาดไปอีกราวๆ 6-7 กิโลเมตร ที่นั่นเป็น ‘ศูนย์ปฏิบัติการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมโลก ภูสันตะวันลับฟ้า’ ฐานที่มั่นของสมบัติ แก้วทิตย์ ผู้ก่อร่างสร้างขึ้นมาเองกับมือ

          อีกไม่นานคงจะมีคนมารับตามที่ได้นัดแนะกันไว้     

          มอเตอร์ไซด์สองคันวนเข้ามาจอดตรงหน้า “ใช่พี่สองคนที่จะมาที่ศูนย์ภูสันฯหรือเปล่าครับ” อ้น-เด็กหนุ่มผิวขาวร่างเล็กถามเมื่อเห็นลักษณะท่าทางของเราแปลกออกไปจากคนในละแวกนี้  

         “ใช่” 

         “ครูให้ผมสองคนมารับครับ พวกผมมาช่วยงานครูอยู่ที่ศูนย์ฯช่วงปิดเทอมพอดี”

         เพื่อนของอ้นอีกคนคืออนัน-เด็กหนุ่มผิวคล้ำเผ่าพันธุ์ลัวะ เกิดและโตอยู่บนดอย แต่พูดไทยชัด เราใช้เวลาทักทายกันสั้นๆ ทั้งสองก็ควบมอเตอร์ไซด์พาเรามุ่งหน้าสู่บ้านหรือศูนย์ภูสันฯตามที่พวกเขาเรียก

         ม้าเหล็กวิ่งเลียบขนาบไปกับแม่น้ำน่าน ระหว่างทางผ่านชุมชนและไร่ข้าวโพดเป็นระยะ ลมเย็นปะทะหน้าให้พอรู้สึกสดชื่น อากาศช่วงเช้าของเดือนมีนาคมที่นี่ไม่ร้อนเหมือนในเมืองหลวง ไม่อย่างนั้นหากกำลังซ้อนมอเตอร์ไซด์ในลักษณะเดียวกันนี้ คงจะไหม้เกรียมไปแล้ว

         เด็กหนุ่มไม่ได้ขับเร็วมากนัก แต่ไม่ถึง 10 นาทีเราทั้งหมดก็มาถึง ประตูถูกเปิดทิ้งไว้ คล้ายตั้งใจรอการมาเยือนของคนแปลกหน้า

         “รอนานไหมครับ” เสียงกระชับหนักแน่น ชายกลางคนร่างสูงโปร่ง ผมยาวหยักศกถึงราวนม ใส่เสื้อเชิ้ตม้วนแขนเสื้อแค่ศอก กางเกงผ้าขายาว คล้ายศิลปินแต่มีกลิ่นเกษตรกร เดินออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง

         “ไม่นานครับ” เรายิ้มรับด้วยความชื่นมื่น

         สมบัติ แก้วทิตย์ หรือครูสมบัติตามที่ลูกศิษย์เรียกที่ตลาดเมื่อครู่นี้คือคนที่เราตั้งใจมาพบ แต่ก่อนหน้านี้ วันที่โทรไปนัด หากเรามีลูกเกรงใจเสียหน่อยคงไม่ได้มาในเร็ววัน เพราะภารกิจของเขาที่ผมรู้นั้นกำลังยุ่งพอสมควร การจะมีใครมาพบปะพูดคุย หมายความว่าเขาต้องปลีกเวลางานมาให้ไม่น้อยทีเดียว ทั้งปลูกแฝก-วิธีหนึ่งที่เขาเชื่อว่าจะรักษาทรัพยากรดินให้ยั่งยืน รวมถึงเขียนคัทเอาท์รณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อเอาไปตั้งตามถนนให้คนผ่านไปมาได้ตระหนัก เท่านี้เวลาส่วนตัวก็หมดแล้ว

            “ตามสบายนะ เดินทางมาไกล พักผ่อนกินน้ำกินท่าก่อน เดี๋ยวกินข้าวด้วยกัน” สำเนียงท้องถิ่นของเขาทำให้ผมรู้สึกสบายใจ เพราะมันคล้ายว่าผมกำลังอยู่ในอาณาจักรแห่งมิตรไมตรี

ครูสมบัติพาเราเข้ามาในศูนย์ฯ ก่อนขอตัวกลับเข้าไปในบ้านซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกัน เป็นบ้านที่มีแม่ของครูอยู่ประจำ ส่วนครูกับภรรยาและลูกสาวที่กำลังจะขึ้นป.1นั้นจะอยู่กระท่อมบนดอยเป็นส่วนใหญ่ เพราะงานอนุรักษ์ที่ครูทำจำเป็นต้องขึ้นไปอยู่ที่นั่น เขาว่าอย่างนั้น

            ศูนย์ฯภูสันตะวันลับฟ้าเป็นอาคารโถงสูง ก่อด้วยอิฐมอญเท่าตึกสองชั้น ด้านในมีภาพเขียนเกี่ยวกับธรรมชาติแขวนตามผนังอยู่ประปราย ทุกรูปลงชื่อว่าคนภูไพรพร้อมเดือนปีที่เขียน ครูบอกว่าศูนย์ภูสันตะวันลับฟ้านี้ส่วนใหญ่จะเอาไว้เก็บข้อมูลรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมบางครั้งก็เอาไว้สอนศิลปะเด็กด้วย แต่เมื่อก่อนเอาไว้ซ้อมดนตรีกับน้องชายอีกสองคนในนามวงดอนผีบิน

            ไม่มีค่ายสังกัด แต่ดอนผีบินก็ทำให้ชาวอันเดอร์กราวด์ต้องจดจำว่าพวกเขาเป็นผู้บุกเบิกและเป็นของแท้แห่งวงการเพลงใต้ดินไทย      

ครูสมบติชี้ให้ดูรอยคราบโคลนแดงจากน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วที่สูงถึงชั้นสองของบ้าน เหลือไม่ถึงเมตรก็ถึงหลังคาแล้ว

“หลังน้ำลดวันนั้น เห็นทางโรงพยาบาลสรุปยอดออกมาว่าคนเป็นแสนไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาล หมอต้องทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 ทุ่มทุกวัน ความจริงไอ้โรคฉี่หนูนี่มันไม่ได้เป็นโรคใหม่ แต่ว่ามาระบาดหนักเอาช่วงนี้ คนตายไปเยอะ” 

ครูเล่าว่าได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าทำไมชาวบ้านที่อยู่ที่ต่ำกว่าน้ำคือตั้งแต่ท่าวังผาลงไปไม่ได้รับรู้ว่าน้ำทะลักมาแล้ว ทั้งๆที่หน่วยงานภาครัฐก็มีวิทยุ มีอุปกรณ์สื่อสาร แต่ละจุดสามารถแจ้งล่วงหน้าได้ว่าห่างจากที่นี่ 20 ถึง 30 กิโลเมตร น้ำได้มาแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้

“อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงสิงหาคมแล้ว สิงหานี่จะหนักที่สุดเรื่องน้ำท่วม ก็ต้องดูกันว่ามันจะเป็นยังไง” ครูเล่าคล้ายชินชาไปกับสถานการณ์ แน่ล่ะ คนที่ประสบน้ำท่วมทุกปีจะให้ตื้นเต้นเป็นลิงโลดได้อย่างไร นอกจากจะใช้สติปัญญาเพื่อเตรียมรับมือ

 

            ช่างภาพปรับโฟกัสแล้วกดชัตเตอร์บันทึกภาพที่ปรากฎตรงหน้าพวกเราทุกคนไว้ แรงปะทุของไฟที่กำลังไหม้ต้นไม้ริมถนนไปจนถึงที่ราบสูงสุดลูกหูลูกตา ส่งเสียงลั่นไม่เป็นจังหวะ ควันไฟพวยพุ่งขึ้นไปข้างบนจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีอมเทา แถมด้วยกลิ่นไหม้ในอากาศทำเอาพวกเราที่นั่งอยู่ท้ายรถกระบะต่างกลั้นหายใจได้นานกว่าปกติ จนเมื่อครูรีบเร่งเครื่องวิ่งผ่านกลุ่มควันตรงนั้นไปจึงทำให้พวกเราหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง

“คนพวกนี้ฉลาดมาก เขาจะไม่ตัดไม้เลยทีเดียว เพราะเขาจะผิดทันที ก็เลยใช้วิธีเผาให้ต้นไม้มันตาย ทีนี้มาตัดก็ไม่ผิดเพราะต้นไม้มันตายแล้ว” อ้น-เด็กหนุ่มคนเดียวกับที่ไปรับเรามาจากท่ารถ ชี้ให้ดูกองไฟเล็กๆที่กำลังจะลุกลามกลายเป็นไฟป่า

เด็กหนุ่มจากนครปฐมตามพ่อมาอยู่ที่หน่วยรักษาป่าต้นน้ำหุยในเขตอำเภอท่าวังผา ลึกเข้าไปใกล้หมู่บ้านสันเจริญที่ห่างจากในเมืองมาราว 50กิโลเมตร ที่ๆ อ้นบอกว่าชาวบ้านพวกนี้กำลังทำลายป่าเหมือนเห็นป่าเป็นของเล่น

“คนจุดเขาจุดทิ้งไว้แล้วก็ไป ปล่อยให้มันลามไปเอง เลยจับตัวไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะเผาตอนไหน กลางคืนก็ไม่เห็นตัว พอกลางวันเขาก็อ้างว่ามาหาผักหาสมุนไพร แต่เห็นอีกทีไฟก็ลุกท่วมแล้ว” 

“ชาวบ้านบ้านสันเจริญนี่ทำลายป่าสุดยอด อยากรวยก็ปลูกกาแฟกันเต็มไปหมด ปลูกกาแฟเขาต้องเปิดป่าหาที่โล่ง แต่หารู้ไม่ว่ากาแฟมันต้องการความเย็น พอเขาตัดต้นไม้ ความเย็นมันก็ไม่มี กาแฟก็ไม่ออกผล ธุรกิจเจ๊งป่าก็เจ๊ง เวลาที่มองไปไกลๆเห็นเขียวๆ อย่านึกว่าป่าสมบูรณ์นะครับ ไร่กาแฟทั้งนั้นครับ” อ้นหัวเราะอย่างขมขื่น ส่วนเรากำลังมองภาพที่อ้นเพิ่งอธิบายไปเมื่อครู่นี้ ซึ่งน่าใจหายไม่ต่างกัน

 

แสงอาทิตย์ไม่ทรงพลังเหมือนช่วงเที่ยง เย็นนี้จึงไม่ร้อนเท่าไหร่ รถกระบะของครูแม้ภายนอกมันจะดูโทรมไปบ้าง แต่เครื่องและช่วงล่างยังแข็งแรงดีเหมือนเจ้าของรถ ผมสรุปเอาเอง

พวกเราทั้งหมดมาหยุดอยู่ตรงห้วยน้ำยาว แยกเข้ามาจากเส้นทางหลักได้สักสิบนาที เป็นอีกหนึ่งสาขาของป่าต้นน้ำน่าน ครูเล่าว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนถึงจะเข้าหน้าแล้ง ลำธารนี้ก็ยังมีน้ำให้ถึงเอวอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงวันนี้มีน้ำมาให้แค่ตาตุ่มเท่านั้น

“ผมจินตนาการว่าถ้าวันหนึ่งมันหายไปก็ใจหายเหมือนกันนะ แต่อย่างน้อยก็มารับรู้ร่วมกันว่าตรงนี้มันเคยมีอยู่ ทุกคนเป็นพยานได้ มันไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ” ครูพูดคล้ายคนปลดปลง เหมือนรู้ว่าบางทีวันพิพากษาอาจจะมาในเร็ววัน

 “สายน้ำนี่ต้องนับถือมันนะ ทำตัวต่ำต้อยติดดินไม่เบียดเบียนใคร เจอโขดหินก็เลี้ยวหลบ แต่ดูคุณค่าที่มันให้กับโลกสิ” ครูละสายตาจากลูกสาวที่กำลังฉายความสดใสในลำธารมาคุยกับเราต่อ ใบหน้าบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้ที่เข้าอกเข้าใจป่าต้นน้ำที่นี่ดีที่สุดคนหนึ่ง

 “ธรรมชาติก็เหมือนลายแทงขุมทรัพย์ ต้องอ่านมันดีๆถึงจะเจอ” เขาว่าอย่างนั้น

 ครูสมบัติเล่าเสริมต่อจากอ้นว่าการเผาป่าอันดับแรกคือเพื่อเลี้ยงสัตว์ พอเผาแล้วหญ้าอ่อนมันโผล่ขึ้นมาวัวก็ไปกิน สองเผาเพื่อทำไร่ เป็นธุรกิจที่ไม่คิดรับผิดชอบถึงผลเสีย อย่างปีที่แล้วข้าวโพดที่เขาปลูกเพื่อเลี้ยงสัตว์ ราคากิโลละ 4-5 บาท แต่วันนี้ราคาขึ้นมาถึงกิโลละ 8 บาท มีนายทุนมาจากบริษัทใหญ่ เสนอให้เมล็ดพันธุ์ ให้ปุ๋ย ให้ยาฆ่าแมลง แล้วใครจะไม่เอาบ้าง

 

             “ผมเคยฝันว่าเรียนจบจะเป็นวิศวะไฟฟ้า เพราะตอนนี้ผมเรียนกำลังช่างไฟ แต่กะเรียนจบแค่ปวส.ทำงานเก็บเงินสัก 5 ปี แล้วค่อยเข้าไปอยู่บนดอยแบบครู ผมคิดแล้วว่าอยู่แบบนั้นมันไม่ต้องคิดมาก เพราะถ้าอยู่ในเมืองวันๆมันคิดแต่เรื่องเงิน” อ้นเล่าให้เราฟังเมื่อเพื่อนชาวลัวะเผลอหลับไป คืนนี้เรากลับมาพักที่ศูนย์ฯ ส่วนครูสมบัติ เราแอบเห็นว่าเขากำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในบ้าน เดาว่าคงกำลังสร้างสรรค์งานเพลงที่หายไปกับน้ำท่วมวันนั้นขึ้นมาใหม่

              อ้นเล่าต่อว่าตอนที่เขามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เขาอยู่ไม่ได้ มันไม่สะดวกเหมือนตอนที่อยู่กรุงเทพฯ เคยหนีกลับไปคนเดียวได้อาทิตย์หนึ่ง พอพ่อรู้ก็ตามกลับมาอยู่ใหม่ ทีนี้เริ่มอยู่ได้ เปลี่ยนความคิดเริ่มปรับตัวจนมันผูกพัน แต่ดีอย่างที่พ่อของอ้นทำงานรักษาสิ่งแวดล้อมมา 6 ปี เขาจึงมีพื้นฐานด้านนี้

 “อยู่ที่กรุงเทพฯถ้าไม่มีเงินนะ น้ำสักหยดหมดสิทธิจะได้กินครับ แต่อยู่นี่มีกินตลอด ไม่ต้องซื้อก็ได้ เก็บผักจับปูจับปลาได้สบาย” 

            ภารกิจของเขาอีกอย่างคือดับไฟป่า อ้นบอกว่าเริ่มจากตามพ่อไปดับไฟตั้งแต่ม.2 ตอนนั้นเพื่อนชาวลัวะ มีอนัน, ผไทและยุทธ เขาทำอยู่ก่อนเราแล้ว แรกๆคิดแค่ว่าสนุกดี แต่ว่าพอเจอเข้าจริงๆมันไม่สนุกอย่างที่คิด อ้นเคยต้องปิดตาอยู่สองวันเต็มๆเพราะโดนควันจนตาอักเสบ ตอนที่ลมมันพัดมาต้องรีบเอาหน้าซุกดิน เพราะมันไม่มีอากาศ ต้องเดินข้ามเขา7-8ลูกไป เพราะรถเข้าไม่ถึง และถ้าแบกน้ำมาเพื่อจะดับไฟก็หมดสิทธิ เพราะมันน้อยเกินไปถ้าเทียบกับไฟที่ไหม้ทั้งภูเขา ต้องใช้จอบถางแนวดิน เขี่ยเศษใบไม้ออกไม่ให้ไฟมันลาม

            ถามว่าเป็นวัยรุ่นทำไมไม่ไปเที่ยวเล่นเหมือนคนอื่น

            “เที่ยวก็เคยเที่ยวแล้วตอนที่อยู่กรุงเทพฯ แต่ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ช่วยครูรักษาป่าต้นน้ำมันภาคภูมิใจกว่า” 

 

23 มีนาคม 2550

ครูสมบัติกำลังเดินกลับไปหาเมียและลูกสาวที่รถ หลังพวกเขามาส่งเราที่ท่ารถในตัวจังหวัดน่าน อีกไม่ถึงนาทีรถทัวร์ก็จะวิ่งลงกรุงเทพฯ

“ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะ”

“เช่นกันครับครู” 

 

3 มิถุนายน 2550

            ผมนั่งดูรายการปราชญ์เดินดินทางช่อง 9 ตอนชายประหลาดผู้เดินดินอยู่ที่บ้านแล้วนึกทบทวนในขณะที่ภาวะโลกร้อนกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้ปัญญาช่วยกันคิดค้นวางแผน ไม่ใช่หาทางออกด้วยครีมกันแดดเหมือนที่ผ่านมา 

           ว่าไปแล้ว เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ครูหรืออ้นและเพื่อนชาวลัวะ รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันนั้น อาจเป็นแค่ละอองน้ำ ยามลมพัดมาทีก็สลายไปในพริบตา

           แต่บางทีละอองน้ำรวมกันอาจกลายเป็นหยดน้ำ หยดน้ำเมื่อรวมกันมากๆเข้าก็กลายเป็นสายน้ำได้เหมือนกันใช่หรือไม่? และหากถึงวันนั้น ผมเชื่อว่า 'ไฟ' คงจะไม่ลุกลามเหมือนอย่างตอนนี้

                            

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 22
นครนิรันดร์ วันที่ : 08/07/2007 เวลา : 11.30 น.
http://www.oknation.net/blog/lorporphor

ขอบคุณทุกความเห็นครับ
ความคิดเห็นที่ 21
ชายชาวดอย วันที่ : 05/07/2007 เวลา : 19.54 น.
http://www.oknation.net/blog/konbondoy

เป็นโครงการที่ดีมากครับ เอาใจช่วยครับ สู้ๆ
ความคิดเห็นที่ 20
naitiwa วันที่ : 05/07/2007 เวลา : 18.12 น.
http://www.oknation.net/blog/naitiwa
...ที่เห็น ที่เป็นไป ใช่ ไม่ใช่ ไม่สำคัญ...


ผมพลาดอ่านเรื่องนี้ได้อย่างไรนี่
เขียนดีจริง ๆ
ได้ใจเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 19
ออกปากออกแบบ วันที่ : 21/06/2007 เวลา : 00.49 น.
http://www.oknation.net/blog/designspeakout

จบน่าประทับใจครับ :)
ความคิดเห็นที่ 18
BlueHill วันที่ : 13/06/2007 เวลา : 08.50 น.
http://www.oknation.net/blog/charlee
ฟ้าคราม ป่าเขียว กาแฟหอมกรุ่น

อยากไปช่วยเผยแพร่งานอนุรักษ์ธรรมชาติที่"ศูนย์ฯภูสันตะวันลับฟ้า "
ร่วมมือกันหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
อย่างน้อยที่สุดเราได้ทำหน้าที่แล้วครับ




ความคิดเห็นที่ 17
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 13/06/2007 เวลา : 07.55 น.
http://www.oknation.net/blog/guide007
โลกนอกห้องเช่ามันช่างปลอดโปร่งเสียเหลือเกิน...

มาร่วมรับฟัง
การอนุรักษ์ภูผาป่าไม้
สนใจครับ
อยากมีส่วนร่วม
ความคิดเห็นที่ 16
คนใกล้ฟ้า วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 14.44 น.
http://www.oknation.net/blog/konklaifa

เราทำได้มากกว่าที่เราคิดค่ะ
ถ้าเราลงมือทำอะไรสักอย่าง..วันนี้

ความคิดเห็นที่ 15
feng_shui วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 13.14 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

รักษ์ ป่า รัก ธรรมชาติค่ะ
ความคิดเห็นที่ 14
กระดิ่งลม วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 12.33 น.
http://www.oknation.net/blog/crystal

เค้าคือตัวแทนความฝันของเรา เพราะเราทำอย่างเค้าไม่ได้
ความคิดเห็นที่ 13
สายลมลอย วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 11.04 น.
http://www.oknation.net/blog/suankikran

อ่านเรื่องนี้ ทำให้ผมดูเหมือนกำลังมองเงาตัวเองในอนาคต

ชายผู้อยู่เบื้องหลัง "ดอนผีบิน" คนนี้ น่าสนใจกว่านายกรัฐมนตรีบางสมัยเสียอีก

ว่าไหม?
ความคิดเห็นที่ 12
ราษีไศล วันที่ : 12/06/2007 เวลา : 06.10 น.
http://www.oknation.net/blog/motorcyrubjang
บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ /www.banduannoi.com/ www.tourthailand.th.gs

มาร่วมมือร่วมใจกันรักษ์ป่าครับ
ความคิดเห็นที่ 11
คนกันเอง วันที่ : 11/06/2007 เวลา : 22.26 น.
http://www.oknation.net/blog/tt
...Daily ,  Emotion  and  season  of  Asia... 

เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรตระหนัก...
ความคิดเห็นที่ 10
nalinee วันที่ : 10/06/2007 เวลา : 12.59 น.
http://www.oknation.net/blog/nalinee

ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ไม่เพียงแต่เรามีสุขเท่านั้น ยังเป็นการรักษาโลกของเราให้คงอยู่สืบทอดไปยังคนรุ่นต่อๆไปด้วย
ความคิดเห็นที่ 9
ภาษาหลากสี วันที่ : 10/06/2007 เวลา : 12.47 น.
http://www.oknation.net/blog/pasalarksee
นิดนรี

น่าเสียดายป่าน่ะค่ะ ไปเที่ยวแถบชายแดนเห็นประเทศเพื่อนบ้านเขามีป่าไม่อุดมสมบูรณ์ แล้วมาดูบ้านเรา สะท้อนใจ // นิดนรี
ความคิดเห็นที่ 8
นครนิรันดร์ วันที่ : 10/06/2007 เวลา : 12.32 น.
http://www.oknation.net/blog/lorporphor

จิตใจและภัยธรรมชาติบีบให้เราหาทางออกด้วยไม่กี่ทาง ผมว่ามีอยู่ 2 อย่างแน่ๆ คือ ใช้ไวน์เทนนิ่ง แล้วก็นั่งกินแป๊บซี่อย่างสบายใจ
ความคิดเห็นที่ 7
ใต้ร่มเย็น วันที่ : 10/06/2007 เวลา : 10.05 น.
http://www.oknation.net/blog/wichit
มนุษย์โลกทุกคนมีสัญชาติเดียว คือ "สัญชาติโลก"...Albert Einstein (1879-1955)

...ภาพแบบนี้เคยเห็นครั้งหนึ่งที่กาญจนบุรี เป็นตอนกลางคืนแล้ว อยู่บนยอดเขาไกล ๆ ก็ได้แต่นั่งมอง..โดยไม่สามารถทำไรได้เลย..
ความคิดเห็นที่ 6
ใต้ร่มเย็น วันที่ : 10/06/2007 เวลา : 10.05 น.
http://www.oknation.net/blog/wichit
มนุษย์โลกทุกคนมีสัญชาติเดียว คือ "สัญชาติโลก"...Albert Einstein (1879-1955)

...ภาพแบบนี้เคยเห็ฯครั้งหนึ่งที่กาญจนบุรี เป็นตอนกลางคืนแล้ว อยู่บนยอดเขาไกล ๆ ก็ได้แต่นั่งมอง..โดยไม่สามารถทำไรได้เลย..
ความคิดเห็นที่ 5
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 10/06/2007 เวลา : 09.25 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

ตอนเป็นเด็ก แค่ออกนอกกรุงเทพก็เห็นเขาสูง ๆ มีต้านไม้เขียว ๆ ไม่ทราบว่าตอนนี้มันไปอยู่ไหนกันหมด บนทางหลวงเห็นแต่ขอบฟ้าเวิ้งว้าง เเดดร้อนเปรี้ยงยิบยิบ
ความคิดเห็นที่ 4
นายสิบหมื่น วันที่ : 09/06/2007 เวลา : 15.18 น.
http://www.oknation.net/blog/namsean
ลูกชาวนา...ลูกอีสาน...

ดอนผีบิน เป็นศิลปินที่ผมชื่นชอบผลงานเพลงมานานแล้วครับ
ยิ่งได้รับรู้เรื่องราวของพี่เขาแล้วยิ่งชื่ยชมมากขึ้นไปอีกครับ
รวมทั้งรักและห่วงใยสิ่งแวดล้อมด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 3
รอยยิ้มจางๆ วันที่ : 08/06/2007 เวลา : 09.56 น.
http://www.oknation.net/blog/wana22
บ้าน ของ หัวใจ

เข้ามาร่วมรับรู้สิ่งดีดีที่พี่สมบัติ แก้วทิตย์
และเจ้าของบล๊อก นำเสนอ ภูมิใจแทนค่ะ
และรู้สึกละอาย ที่เราไม่ได้มีส่วนช่วย
อะไรพี่ ๆ เค้าเลย


ความคิดเห็นที่ 2
น้ำใส วันที่ : 08/06/2007 เวลา : 05.26 น.
http://www.oknation.net/blog/chayada

อยากทำได้อย่างเขาบ้างนะคะ แต่เราคงทนลำบากไม่ไหวแน่เชียวค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
saleman วันที่ : 08/06/2007 เวลา : 04.52 น.
http://www.oknation.net/blog/saleman

ลองขับรถขึ้นมาทางบ้านหลวง เข้าเชี่ยงม่วน เพื่อเข้าพะเยา หรือเชียงราย จะเห็นเขาห้วโล้น แล้วครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน