พิมพ์หน้านี้
|
ความร่มเย็นเปลี่ยนเป็นร้อนร้าว ไร้แล้วไร้น้ำจากฟ้า ไหลจากดวงตามาทดแทน สะเทือนเฟือนฟั่นสั่นสะท้าน มิอาจทานต้านภิบัติภัย เมื่อไกกลเกาะกุมดวงใจ ครอบครองไว้... ในกำมือ แล้วสายลมเริ่มพัดปลิวพลิ้วไสว ใบไม้พลันร่วงหล่น ใจคนเริ่มโหยหา ไร้ใดเยียวยา เมื่อไกกลกระชากวิญญา คืนวันร่มเย็นเปลี่ยนเป็นร้อนร้าว เพลง วันใหม่-วันหม่น อัลบั้ม ปรากฎกาย ปรากฎการณ์ (2542) ศิลปิน คนภูไพร ศรัทธายึดมั่นในวิถีธรรมา (ดอนผีบิน) ปลาจะกินดาวที่ภูสันตะวันลับฟ้า (ภาคต่อ) บทเพลงของครูที่ผ่านมาเหมือนกับว่ามันบอกอนาคตได้ ผมว่ามันมาจากความรู้สึกนะ อยู่ชนบท เติบโตมาได้ก็เพราะป่าดินน้ำแท้ๆ ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของอดีต พูดง่ายๆว่ายังทันเห็นความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ อย่างสายน้ำน่าน เมื่อตอนเล็กๆ ผมเคยไปอาบไปเล่น หน้าแล้งไม่ต้องกลัวอด มันเลยเกิดความผูกพัน พอโตขึ้นก็เห็นว่ามันเปลี่ยนไป มีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาแทน มันก็เลยทำให้รู้สึกว่าอยากจะถ่ายทอดออกไปให้คนได้รับรู้ ว่าหายนะกำลังมาแล้วนะ จะทำยังไง สิ่งที่ผมเห็นมันไม่มีในตำรา ไม่มีโรงเรียนที่ไหนสอน แต่ต้องประสบเองมันถึงจะลึกซึ้ง คุณจะเห็นคุณค่าของข้าวก็ต่อเมื่อคุณปลูกข้าว คุณลองไปปลูกดูสิว่ามันอยากแค่ไหน นั่นคือความรู้ เป็นภูมิปัญญาที่ได้สะสมไง ทีนี้พอจะถ่ายทอดจะทำไงล่ะ ผมก็เลือกเขียนรูป เอ้า! เขียนรูปยังไม่พอ อยากให้มันกว้างไปกว่านี้ก็เป็นเพลง เมื่อปล่อยออกไปก็พบว่าคนที่เขาสนใจให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้มีอยู่เยอะ เขารู้สึกได้ว่าเพลงของเรานี่มันเป็นตัวแทนได้เลย ครูได้แรงบันดาลใจมาจากไหน มาจากวิถีแบบนี้แหละ ผมยังเข้าป่าขุดดินเป็นปกติ เพราะถ้าไปอยู่สบายๆ ในห้องแอร์ความคิดจะตันไง มันต้องพาตัวเราไปพบความจริงอยู่ตลอด จะหนีความจริง ไม่ได้ แล้วเติบโตมาแบบนี้ก็เลยเป็นแบบนี้ อยู่กับสายน้ำ อยู่กับธรรมชาติ พูดง่ายๆ คือถ้าห่างจากตรงนี้ไปใจคอไม่ดีแล้ว หงุดหงิด ไม่สบายใจ กระวนกระวาย แต่ถ้าอยู่กับมันจะรู้สึกโล่งสบาย อยากทำงาน คิดอะไรได้เยอะ เป็นชีวิต จิตใจไปแล้ว พอโตขึ้นก็เริ่มเอาสิ่งเหล่านี้มารับใช้สิ่งแวดล้อม เขียนป้ายอนุรักษ์เอาไปติดในหมู่บ้านบ้าง ติดตามถนนบ้าง ดีกว่ามานั่งเขียนรูปอยู่ในแกลลอรี่ ได้ทีก็จัดแสดงขายรูปเก็บเงินเข้ากระเป๋า อย่างนั้นมันเล็กไปในความรู้สึกผม ทำไมครูไม่เลือกงานที่มั่นคง มีเงินเดือน แน่นอน อันนี้ตอบชัดเลยว่าสิ่งที่ผมทำ ไม่ได้คิดถึงความเป็นอยู่ที่สวยหรูสุขสบายเหมือนคนอื่นๆ ผมไม่ได้เลือกทางสายนั้น แตผมมีภารกิจหนึ่งที่ท้าทายและเห็นว่านั่นคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดต่อการมีชีวิตอยู่ ผมถึงเลือกทางสายนี้ มันมีความสุขที่ได้นอนกลางดินกินกลางทราย เพราะสิ่งที่ผมคิดที่ผมเชื่อ มันจำเป็นต้องเอาชีวิตเข้าแลก เข้าไปสัมผัสเอง เมื่อทำมา 20 กว่าปี ความเป็นเราก็ออกมาชัดแบบที่เห็นนี่แหละ ไม่ได้คิดประชาสัมพันธ์ อะไรทั้งสิ้น ที่ผ่านมามีคนอื่นทำให้หมด พอภาพออกไป ภารกิจก็มากขึ้น เดี๋ยวโครงการโน้นขอความร่วมมือ โครงการนี้ขอแรงช่วย ก็แบ่งเวลาของเราไป แต่โดยส่วนตัวไม่มีโครงการเป็นแบบแผน ไม่มีงบประมาณ ไม่มีคณะกรรมการสักคน เพราะนึกอะไรได้วันนี้ก็ทำไป แล้วมีใครร่วมกับครูบ้าง เมื่อก่อนยังพอมี ตอนนี้ล้มหายตายไปก็เยอะ ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แล้วก็ไม่สำคัญ สายน้ำก็อยู่ส่วนสายน้ำ ป่าก็อยู่ส่วนป่า ไม่เกี่ยวกัน ไม่คิดว่ามันสัมพันธ์กับอะไร ให้กำเนิดอะไร คิดแค่ว่าน้ำ อ๋อ... น้ำก็มาจากลำธาร แล้วไงล่ะก็ใช้ไปสิ ไม่มีหมดหรอก โค่นต้นไม้เหรอ โค่นต้นเดียวไม่เป็นไรหรอกเอาไปเถอะ ช่างมัน มันกลายเป็นอย่างนั้นไง เช้ามาไปทำงาน เย็นกลับมากินข้าว ดูละคร ไม่รู้อะไรเลย อธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจ แต่การเข้าใจของเขาจะเป็นในลักษณะที่ว่า อืมดีนะ แต่ให้ลงมือทำ ส่ายหัวไม่เอาล่ะ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร ในเรื่องของการชื่นชมก็มีนะ ผอ.ชมก็มี เออ... ที่ครูทำนี่ดีนะ แต่ให้มาทำไม่เอาล่ะ ถ้าให้มากินเอา มันเหมือนกับความคิดเรามันบ้า จะให้มาร่วม ร่วมไปจะได้อะไร เงินก็ไม่ได้ เสียเวลา ทำไปก็ เหนื่อยเปล่า (หัวเราะ) อย่างการปลูกกาแฟ ผมก็ไม่เห็นด้วยไม่เข้าใจว่าทำไมทางการถึงสนับสนุน เหมือนเร่งให้ชาวบ้านทำผิดทาง ความจริงแม้ว่ากาแฟมันจะราคาดี แต่ฟูมฟักให้มันเต็มที่ก็เพียงพอแล้ว ยกตัวอย่างปลูกร้อยต้นเนี่ย คุณดูแลมัน ใส่ปุ๋ยมัน เรียนรู้ด้านวิชาการหน่อย แต่พอเห็นว่าได้ราคามาก ร้อยต้นไม่พอ จะเพิ่มเป็นสามร้อย สุดท้ายแล้วก็ดูแลไม่ไหวนะ พอดูแลได้ไม่ทั่วถึงก็รวบรัดใช้สารเคมี ฉีดยาใส่มันเข้าไป ต้นทุนสูงขึ้น แต่คุณภาพน้อยลง เหมือนครูจะเชื่อในการปลูกจิตสำนึก อย่างการสอนศิลปะเด็กก็เป็นวิธีหนึ่ง พออธิบายปรัชญาชีวิตแบบนี้เนี่ย ผมจะทำยังไงให้คนอื่นเขามาเห็นแบบนี้บ้าง สิ่งสำคัญก็คือการสืบทอด การปลูกจิตสำนึกไง เพราะฉะนั้นต้องมองให้เห็นว่าวิธีไหนที่จะเอาธรรมชาติเข้าไปอยู่ในใจคน เหมือนที่เราเห็น อาจจะโดยการศึกษา หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยที่ไม่ต้องไปจ้าง ไม่ต้องไปคิดถึงกำไร ก็เห็นว่าศิลปะน่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผล และที่นี่มันเป็นหลักสูตรได้เลย เอาเด็กมาสัมผัส มาพบของจริง เด็กจะเข้าใจได้ว่าลำธารนี้มันเกิดจากสายฝนตกลงมา มีต้นไม้ซับไว้ แล้วก็ค่อยๆไหลลงมาตลอดปี เป็นสมดุลของระบบโลก ระบบนิเวศ พอเข้าใจแล้วเขาจะเกิดความผูกพัน เกิดความรัก เอาจิตวิญญาณสัมผัสได้กับความเย็น ความสดชื่นของมัน ได้ยินเสียงลมพัด ได้เห็นองค์ประกอบของต้นไม้ควบคู่ไปกับชีวิตที่กำลังโลดแล่นนี่คือบทเรียนที่แท้จริง เพราะฉะนั้น เมื่อเปรียบกับเด็กในเมืองมันจึงเป็นความเหมือนที่แตกต่าง มีชีวิตเหมือนกัน แต่การดำรงชีวิตต่างกัน ไม่แน่วันหนึ่งเด็กพวกนี้อาจไปเป็นนายกรัฐมนตรี เสี้ยววินาทีวันนี้ที่เข้าไปอยู่ในใจเขาอาจนำไปสู่นโยบายปกป้องธรรมชาติก็เป็นไปได้ ก็หวังว่ามันจะอยู่ในใจเขาไปตลอด พอผ่านไปๆ มานึกดูก็รู้สึกดีว่าเราได้ทำสิ่งเหล่านี้ นี่คือคุณค่าของกาลเวลา เมื่อผมถ่ายทอดพลังเหล่านี้ออกไป ผมก็ได้พลังเหล่านี้กลับคืนมา ทำให้ชัดเจนในเส้นทางที่เราเชื่อ ไม่หวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง ไม่มีความกังวล ครูเชื่อเรื่องผีหรือเวรกรรมไหม ผมไม่เชื่อเรื่องตัวตน แต่ผมเชื่อเรื่องมวลและพลังงานว่าน้ำเอื้อต่อดิน ดินเอื้อต่อพืช พืชเอื้อต่อคน ถ้าเราไปทำลายอะไร สักอย่าง วงจรมันถูกตัดแล้ว มันก็พาลเสียไปทั้งระบบ และกรรมคือเกิดจากการกระทำไง เพราะฉะนั้นทำอะไรมันก็จะกลับมา กระทบ ผมว่าจริงนะ เหมือนอย่างกับการทำลาย วันหนึ่งน้ำหมดป่าหมด ไม่เหลือให้กิน ก็ตาย มันก็คือกรรม |