|
น้ำตกเปรโต๊ะลอซู หรือคนอื่นจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ แต่ชื่อที่ฉันจำได้ดีก็คือชื่อนี้เพราะเป็นทริปที่ยังอยู่ในใจของฉันอีกนานทีเดียว น้ำตกแห่งนี้หลายคนคงยังไม่เคยรู้จักแต่บางคนอาจจะเคยรู้จักมาบ้างเพราะเป็นน้ำตกที่พึ่งสำรวจพบได้ไม่นานมานี้เอง เปรโต๊ะลอซู อยู่ใน อ.อุ้งผาง จ.ตาก เป็นน้ำตกที่สูงกว่า 500 เมตร วัดด้วย (GPS) น่าจะสูงที่สุดของประเทศไทย และอยู่ไม่ไกลจากน้ำตกใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คือ น้ำตกทีลอซู มีจุดชมวิวคือ ดอยมะม่วงสามหมื่น ตรงนี้แหละที่ฉันอยากจะเห็นเป็นที่สุดจากภาพถ่ายที่คนเคยไปมาบันทึกเอาไว้เป็นภาพทุ่งหญ้าสีเขียวอ่อนๆ ปุกปุยปกคลุมยอดเขาสูงขึ้นไปเป็นปุยหมอกสีขาวนวลลอยอยู่โดยรอบ ลองหลับตานึกภาพถ้าฉันได้ขึ้นไปยืนอยู่บนนี้คงจะดีและสดชื่นมิใช่น้อยเลย... 
และแล้วความฝันก็กลายเป็นจริง เริ่มจากน้องสาวที่รู้จักสนิทสนมและนิยมเดินป่าเป็นที่สุดโทรมาชวน จากที่เคยเห็นรูปในอินเทอร์เน็ตตอนนี้กำลังจะกลายเป็นความจริงแล้ว ฉันแอบยิ้มอยู่ในใจ กอปรกับมีเหตุผลและแรงจูงใจอีกหลายอย่าง เช่น ทริปนี้มีเพื่อนๆ ที่รู้จักไปหลายคน และที่สำคัญอาหารทุกมื้อที่จะได้กินกันมาจากพี่ชิลลี่ที่มีฝีมือระดับเชฟภัตราคารอาหารจีนเลยทีเดียว ด้วยความที่เห็นแก่กินสิ้นยับยั้งเพราะอยู่บ้านคงไม่ได้กินดีขนาดนี้แน่ หรือความที่อยากจะสร้างฝันให้เป็นจริงก็สุดที่จะเดาได้ ทำให้ฉันตกปากรับคำทันที เอาล่ะซิ!!...ทำยังไงล่ะทีนี้!! ฉันลืมนึกถึงเส้นทางและระยะทางข้างหน้าเลยว่าไม่ได้โรยไปด้วยกรีบกุหลาบงามๆ แม้แต่น้อย...




รถตู้มาหยุดกึ๊ก!!...ที่ศาลาพักผู้โดยสารที่ปากทางเข้า บ้านกุยเลอตอ เราพักกินข้าวและเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมลุยกัน จะตุ๊คนพื้นที่และเป็นหัวหน้าคนนำทางและลูกหาบสามสี่คนที่เราจ้างมาช่วยกันขนสัมภาระกองกลางออกเดินนำหน้าเราไปได้ไม่นานเราก็ออกเดินตามกันไป เราเดินบนทางเดินลาดยางไปได้ประมาณไม่ถึงร้อยเมตรก็เลี้ยวขวาตัดเข้าข้างทางซึ่งความหฤโหดเริ่มต้นขึ้น เหมือนเป็นลางบอกเหตุแต่ไม่ทำให้ฉันได้เฉลียวใจสักนิดเลยว่าหนทางข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่ เราเริ่มลุยโคลนกันตั้งแต่เริ่มต้นอย่างทุลักทุเล และจากนั้นฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบาและหนักขึ้นเป็นบางช่วง ผ่านไร่ของชาวเขาเราก็เริ่มลุยเข้าป่าและขึ้นเขาลงห้วยตามลำดับ แต่ลอดทางที่เราผ่านมามีฝนพร่ำตลอดทำให้ทางเดินเป็นโคลนเละๆ บางแห่งก็มีน้ำไหลเชี่ยวกรากทำให้ตลิ่งพังลงมาต้องจับมือต่อๆ กันเพื่อที่จะข้ามมาอีกฝั่งกว่าจะถึงแค้มป์แรกที่ลงไปในหุบลึกได้ก็เกือบค่ำ ทุกคนต่างจับจองหาที่ผูกเปลและช่วยกันเตรียมอาหารบางคนก็ไปอาบน้ำชำระร่างกาย พวกเราทำอาหารท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปราย อาหารมื้อนี้มีเนื้อนกกระจอกเทศผัดพริกไทยดำด้วยน่าอร่อยจังเลย! อิอิ หลังอาหารค่ำฉันก็พบกับข่าวร้าย!! คือเปลของฉันเปียกน้ำจนนอนไม่ได้ คืนนี้ก็เลยต้องนอนในโรงครัวภายใต้ฟายชีทที่ไม่สามารถกันน้ำฝนที่ซัดสาดยามดึกได้เลยพร้อมกับน้องผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งประสบเหตุเหมือนกัน ฉันต้องใช้กราวด์ชีทที่เปียกและใช้ร่มกันน้ำฝนที่เทกระหน่ำกระเด็นมาถูกตัวตลอดทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน...



เช้าขึ้นมาภาพสายน้ำที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือน้ำตกเปรโต๊ะลอซูที่เราเดินทางมาตามหานี่เอง แต่เมื่อวานกว่าจะถึงก็มองแทบไม่เห็นแล้ว เสียงน้ำตกดังซู่ซ่าอยู่ใกล้ๆ ชวนให้พวกเราเข้ามาสัมผัส แต่ฝนเจ้ากรรมก็เข้ามาอรุณสวัสดิ์ยามเช้าด้วยอย่างแผ่วเบาเช่นกัน ฉันและเพื่อนๆ เลยถือโอกาสเดินขึ้นไปสำรวจน้ำตกชั้นบนซึ่งก็สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่า พวกเราถ่ายรูปเฮฮาสนุกสนานกันเนิ่นนานจนฉันเริ่มเบื่อ ฉันก็เลยขอลงมาก่อนเพราะจะต้องไปเก็บข้าวของเตรียมเดินทางต่อ แต่ระหว่างทางลงนี้ซิน้ำตาฉันเริ่มไหลปนมากับสายฝนที่โปรยปรายแทบเป็นสายเดียวกันเพราะเริ่มรู้สึกวังเวง โดดเดี่ยว และสับสนกับเส้นทางที่เดินลงมา พาลนึกไปถึงความยากลำบากที่ผ่านมา ทำไมฉันต้องมาทำอะไรที่ลำบากๆ อย่างนี้ด้วยนะเที่ยวแบบสบายๆ ไม่เป็นหรือยังไง ดูซิตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ตัวไม่เคยแห้งเลย อาบน้ำเสร็จก็ต้องใส่ชุดเก่าที่เปียกเหมือนเดิมเพราะต้องเดินลุยฝนอีกตามเคย แล้วฉันจะเป็นปอดบวมมั๊ยเนี่ย!!! แล้วฉันมาทำอะไรที่นี่...อ้าว!!! (คงมีคนเคยตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเองบ้างล่ะ ฉันเชื่อแบบนั้น!! เพราะเคยเห็นคนแอบร้องเพลงนี้บ่อยๆตอนเดินอยู่ในป่า อิอิ) สุดท้ายฉันก็กลับมาถึงที่พักจนได้โดยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด (เรื่องนี้เป็นความลับนะพึ่งจะเปิดเผยก็วันนี้แหละ..ว่าฉันเดินหลงป่า...หุหุ)


สายๆ เราก็เดินเท้าต่อขึ้นไปที่ดอยมะม่วงสามหมื่นเพื่อไปให้ถึงแค้มป์ 2 ผ่านดงต้นปลง เห็นแล้วก็ปลงๆ เพราะฝนเจ้ากรรมไม่เคยคิดที่จะหยุดนิ่งซักนิดเดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุด เมื่อเราหันหลังกลับไปเรามองเห็นสายน้ำตกที่เราผ่านมาตอนนี้เราเดินขึ้นมาสูงจนเท่ากับความสูงของน้ำตกบนยอดเขาอีกลูก เมื่อถึงแค้มป์ 2 ประมาณบ่ายสามโมงพายุฝนเทกระหน่ำจนเราไม่สามารถที่จะทำอะไรได้นอกจากยืนจับกลุ่มกันอยู่ใต้ฟายชีทที่ลูกหาบและพวกเราต่างรีบช่วยกันกางฟายชีทเพื่อหลบฝน แรงลมและน้ำฝนทำให้ฟายชีทปริวสะบัดจนเกือบจะหลุดจากที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้จนต้องช่วยกันกรูเข้าไปจับมาผูกไว้ดังเดิม แค้มป์สองอยู่เกือบจะถึงยอดสูงสุดไม่มีอะไรจะกำบังลมและฝนได้ มีเพียงต้นไม้ที่เป็นไม้ยืนต้นที่ดูบอบบางเกินกว่าจะพึ่งพาอาศัยกันลมได้ สักพักพอฝนซาเม็ดลงพายุเริ่มสงบ เราก็แยกย้ายหาที่ผูกเปลและทำโรงครัวเพื่อเตรียมประกอบอาหารค่ำคืนนี้เรามีอาหารพิเศษด้วย นั่นก็คือ หมูกระทะ แต่เนื้อที่ทำไม่ใช่เนื้อหมูแต่มันคือเนื้อนกกระจอกเทศและเนื้อจรเข้ เกิดมาในชีวิตพึ่งเคยกินเนื้อจรเข้บนที่สูงก็ครั้งนี้แหละ แต่ก็อร่อยแปลกๆ ดีเหมือนกันนะ หรือเป็นเพราะฝีมือพ่อครัวเอกพี่ชิลลี่ของเราก็ไม่รู้ ตบท้ายด้วยสับปะรดเพื่อช่วยระบบย่อยอาหารประเภทเนื้ออีกที คืนนี้ฉันหวังว่าคงจะได้นอนสบายๆ บนเปลอุ่นๆ แต่สุดท้ายก็เป็นเปลที่เปียกอีกตามเคยเพราะน้ำซึมเข้าเปลจนเปียกต้องนอนแช่น้ำทนหนาวอีกตามเคย...

เช้าวันใหม่เราช่วยกันเก็บของและทำลายขยะที่ย่อยสลายได้ และที่ย่อยสลายไม่ได้เราก็เก็บลงมาเพราะเราตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมาหากเราไม่ช่วยกันรักษาธรรมชาตินี้ไว้ บนยอดดอยมะม่วงสามหมื่นคงงดงามเหมือนในภาพหากฝนไม่ทำให้ทัศนียภาพบนนี้ถูกปิด หมอกขาวๆ ลอยมาเป็นระยะๆ ทำให้ทัศนวิสัยบนนี้เป็นเหมือนเมืองในหมอก ไม่มีแสงแดดที่ลอดผ่าน นานๆแดดจึงจะมาทักทายสักทีพวกเรารีบกดชัตเตอร์กันแทบไม่ทัน ขากลับเรากลับกันมาทางเดิมฉันโชคร้ายอีกตามเคยเดินข้ามร่องน้ำไม่พ้นตกลงไปในน้ำทั้งคนทั้งเป้เปียกปอน แต่เคราะห์ดีที่ฉันรอบครอบเอาถุงพลาสติกกันน้ำใส่ของไว้อีกชั้นหนึ่งจึงทำให้เปียกแต่ภายนอกของเป้เท่านั้น แต่มันก็ทำไห้เป้ของฉันหนักขึ้นมากว่าเดิมได้อีก เราเดินกันมาจนถึงถนนที่เละไปด้วยโคลนฉันก้าวพลาดไปเหยียบถนนที่เป็นโคลนลึกถึงเข่าดูดเข้าไปอีก เพื่อนๆ ต้องช่วยกันดึงตัวฉันขึ้นมาอย่างทุลักทุเล จนมาถึงทางออกที่เป็นถนนลาดยางฉันรู้สึกโล่งอก พวกเราลงไปล้างตัวกันตรงธารน้ำข้างทางซึ่งเนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลน

ฉันมาลองคิดดูแล้วการเดินป่าทริปนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักมันเป็นวิถีของธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามฤดูกาล ที่มันควรจะเป็น คนต่างหากที่โหดร้ายกว่าเยอะที่ไปทำร้ายธรรมชาติทั้งตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดสิ่งร้ายๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำป่า สัตว์ป่าต้องสูญพันธุ์ไร้ที่อยู่อาศัยและที่สำคัญทำให้โลกร้อนก็เนื่องมาจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น เรายังโชคดีที่ยังมีป่าจริงๆ อยู่ ไม่ใช่มีแต่ป่าคอนกรีต ขืนเป็นแบบนั้นฉันคงอึดอัดตายแน่เลย...และที่สำคัญอาหารของทริปนี้ก็เพิ่มความหรรษาชดเชยความหฤโหดของป่าลงได้บ้างล่ะน่า...จริงมั๊ย!!
ขอบคุณ ภาพจากเพื่อนในทริปนี้ ดาวเหนือ และภาพจากเพื่อนในเวป TKT เพราะดูจากสภาพของตัวเองแล้วแค่เอาตัวเองรอดก็บุญแล้วค่ะ ถ้ามามัวถ่ายรูปคงแย่แน่เลย...อิอิ ขอบคุณ เพื่อนๆ พี่น้องๆ ทุกคนที่ช่วยเหลือและแบ่งปันน้ำใจให้แก่กัน โดยเฉพาะ พี่ชิลลี่ อาหารอร่อยทุกมื้อค่ะ ขอบคุณ มิตรภาพดีที่เกิดขึ้นเสมอระหว่างที่เราเดินตามความฝัน ขอบคุณค่ะ
|