พิมพ์หน้านี้
|
พวกเราสี่ชีวิตกับเจ้ากะบะสี่ล้อติดเครื่องยนต์วิ่งฝ่าความมืดระยะทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรมาจนถึงจังหวัดสุราษฏร์ธานีในเวลาค่อนรุ่ง และมุ่งหน้าเข้าสู่ อุทยานแห่งชาติเขาสก เพื่อพักผ่อนนอนเอาแรงก่อนจะเดินทางต่อไปยัง เขื่อนรัชประภา ซึ่งเป็นจุดหมายในการเดินทางของเราในครั้งนี้...
รู้สึกตัวอีกทีอีกทีในตอนสายพวกเราก็เลยถือโอกาสเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติของที่นี่ด้วยซะเลย เจ้าหน้าที่ใจดีอาสาพาเราไปตามหา ดอกบัวผุด ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่อีกด้วย เราต้องเดินเท้าผ่านผืนป่าที่มีพื้นดินค่อนข้างลื่นหลังจากฝนหยุดตกไปได้ไม่นาน แต่ความเขียวชะอุ่มและความอุดมสมบูรณ์ของป่าในอุทยานแห่งชาติเขาสกก็ช่วยทำให้เราสดชื่นและหายเหนื่อไปได้บ้าง เจ้าทากดูดเลือดตัวน้อยออกมาทักทายต้อนรับเราด้วยเหมือนกันเพื่อยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า เดินกันมาได้สักพักฉันก็ได้พบเจ้าดอกบัวผุดที่ตามหา แต่ในยามนี้ไม่มีดอกไหนบานออกมาให้เราชื่นชมสักดอก คงมีแต่ดอกที่ห่อตัวเป็นลูกกลมๆ ผุดขึ้นมาจากดินให้ชมอยู่หลายดอก ถ้าบานคงจะสวยไม่น้อยเลยทีเดียวเราคงมาถึงไวไปหน่อย ฉันอดเสียดายไม่ได้แต่จะให้เข้าไปตามหาเจ้าบัวผุดที่บานเต็มที่คงเข้าไปอีกลึกและคงจะหาได้ยาก ซึ่งพวกเราก็คงไม่มีเวลาพอ เพราะพี่จืดสารถีมือหนึ่งของเราได้บอกจุดประสงค์กับเจ้าหน้าที่ของที่นี่เมื่อมาถึงว่าจะมาทำสารคดี และได้นัดติดต่อกับเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเขื่อนรัชชประภาหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของอุทยานแห่งชาติเขาสกไว้แล้ว พวกเราจึงได้ล่าถอยและอำลาเจ้าดอกบัวผุดเหล่านั้นออกมาอย่างน่าเสียดาย ฉันคิดว่าอาจจะหาโอกาสกลับมาตามหาเจ้าบัวผุดอีกในครั้งหน้า...ฝากไว้ก่อนเถอะเจ้าบัวผุดยักษ์!!
เราแวะเติมพลังกับอาหารพื้นเมืองของชาวบ้านระหว่างทางที่จะเข้าไปในเขื่อนฯ อาหารที่นี่เป็นที่ถูกปากและถูกใจฉันและทุกคนเป็นอย่างมาก ความอร่อยและจัดจ้านทำให้เราทุกคนต้องขอเบิ้ลกันทั้งหมดรวมถึงตัวฉันเองด้วย อีกทั้งผักสดที่มีให้เราอย่างไม่อั้นทำให้พวกเราต้องฝากท้องไว้กับที่นี่อีกหลายมื้อซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกวิธีหนึ่ง เมื่อติดต่อเจ้าหน้าที่และเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ตกเย็นเราก็เดินทางไปดูภูมิประเทศของเขื่อนรัชประภาที่มีภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาหินปูนที่สูงชันล้อมรอบไปด้วยผืนน้ำที่กว้างใหญ่ ด้วยความลึกของระดับน้ำ กรอปกับสีของตะไคร้น้ำที่อยู่เบื้องล่างทำให้น้ำในเขื่อนมีสีเข้มเหมือนสีมรกต จนนักท่องเที่ยวหลายคนคิดว่าเป็นน้ำทะเล ลักษณะภูมิประเทศไปคล้ายกับภูมิประเทศที่เมืองกุ้ยหลินประเทศจีน จึงได้ฉายาว่า กุ้ยหลินเมืองไทย...
เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็เริ่มงานของเราเมื่อกล้องพร้อม เสบียงพร้อม เรือก็พร้อม เราจึงออกเดินทางโลดแล่นไปบนผืนน้ำกว้างใหญ่สู่ดินแดนแห่งความงามที่สุดจะบรรยาย พวกเราทั้งสี่ชีวิตต่างตกตะลึงในความงามของภาพที่อยู่ตรงหน้าเมื่อเรือแล่นผ่านมาถึงโค้งน้ำที่มีภูเขาบังเอาไว้อยู่เมื่อครู่ ภาพภูเขาขนาดย่อมหลายลูกที่สลับซับซ้อนที่โผล่พ้นเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ ปกคลุ่มด้วยปุยหมอกสีขาวนวลลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดเขา ท้องฟ้าสีฟ้าดูกระจ่างตาและอบอุ่น แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องมาทักทายทั่วทุกสรรพสิ่งที่ตกกระทบในดินแดนแห่งนี้ทำให้ดูมีชีวิตชีวา เรือลำน้อยแล่นไปอย่างเชื่องช้าแหวกสายน้ำที่เรียบสงบเป็นแนวยาวผ่านแนวภูเขาน้อยใหญ่ลูกแล้วลูกเล่า เหมือนเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนดูเหมือนทุกสรรพสิ่งจะหยุดนิ่งความตื่นตาตื่นใจที่ฉันได้พบ ทุกอย่างอยู่ใกล้แค่เอื้อมจนสัมผัสได้ทำให้ฉันเผลอคิดไปว่าที่นี่คือสวรรค์หรืออย่างไรทำไมงดงามเช่นนี้หนอ...
ต้องขออภัยที่ไม่มีภาพดอกบัวผุดมาให้ชม เพราะไม่มีดอกบัวผุดผุดมาให้ถ่ายสักภาพ ต้องรอไว้แก้ตัวคราวหน้านะคะ ใจเย็นๆ แต่ถ้าใจร้อนอยากชมแนะนำว่าลองค้นหาได้ที่บล็อกของเพื่อนบ้านบางท่านที่เคยนำมาให้ชมแล้ว ขออนุญาต และขอขอบคุณค่ะ |