| โครงการภาพสวยๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีขาว | ||
"เครือข่ายพสกนิกร สีเหลือง เพิ่มพื้นที่สีขาว" |
||
|
View All |
||
| เบื้องหลัง ของเรือนร่าง | ||
น่ารักนะ |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
เลือกสิ่งดีที่เขาพูด กลั่นกรอง สิ่งที่เขาซ่อนไว้ เป็นการตัดสิ่งที่ดีงามออกมาใช้ แต่หากนำมาทั้งหมดอาจกลายเป็นอุปสรรค์ในการสื่อสารได้ วิธีนี้จึงต้องใช้วิจารณญาณของผู้เขียน ว่าในสิ่งที่ฟังนั้น บางทีก็ดูดี แต่อาจซ่อนไว้ ให้เราตกหลุมพรางก็ได้ ดังเช่นกรณีของ คุณลุงสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พลาดหลายครั้งแล้ว หลายครั้งเหล่า แย่จัง อารมณ์เนี้ย หรือแม้แต่ Blogger หลายท่าน ก็หลุดวงโคจรไป ก็เพียงแค่อารมณ์นั้นเอง ที่ยากแก่การควบคุม สำหรับสิ่งที่สำคัญที่นำมาเล่าสู่กันฟังก็คือ การนำเรื่องดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง จากเรื่องที่ซ่อนเร้นอยู่ ร้ายแรงมาก แต่ก็มีสิ่งดีๆ ที่เขาจงใจจูงใจให้คนอ่าน แล้วสอดเรื่องร้ายๆ เอาไว้หักมุมทั้งกระบิ โดยขอตั้งชื่อว่า "ในหลวง เพื่อปวงชน"ในหลวง หรือที่เรารู้จักกันในนาม "พระเจ้าแผ่นดิน" คำว่าแผ่นดินหมายถึงประชาชนเป็นสำคัญ หากพูดว่า รากหญ้า ก็คือประชาชน อันนี้สามารถเทียบเคียงกันได้ เพราะผู้ที่พูดหรือใช้คำนี้หมายถึงเช่นนั้นเช่นกัน แต่ความลึกซึ้งนั้นแตกต่างกันมาก เพราะหากเราเป็นดิน ก็มีค่ามาก พระเจ้าแผ่นดิน ก็ย่อมเห็นคุณค่าของดินนั้นอย่างจริงใจ แต่ว่า หากเป็นรากหญ้า ก็ต้องดูว่าเป็นรากหญ้าแบบไหน แต่ท้ายที่สุดเราจะเป็นดินของพระราชา หรือเป็นแค่รากฝอยรากหญ้าให้ใครที่เรียกประชาชนด้วยคำเช่นนั้นคอยมาเหยียบย่ำ หลอกใช้ ดังนั้นจึงขอนำหลักธรรมคำสั่งสอนดีๆ ที่จะเตือนใจคนไทยทั้งชาติว่า เรานั้นเป็นชาติที่แตกต่าง และพระเจ้าแผ่นดินของเราก็มีความแตกต่าง หรือที่นานาชาติเรียกตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองการปกครองว่า "ประมุขของชาติ" ซึ่งเป็นคำกลางๆ มีความหมายว่าผู้ดำรงค์ตำแหน่งสูงสุดของประเทศนั้น ซึ่งเป็นคำที่ไม่โยงเข้ากับลัทธิความเชื่อทางการเมืองการปกครองที่ชนชาตินั้นนับถือปฏิบัติกันอยู่ เพื่อไม่นำมาสู่การสร้างความแตกต่าง ทศพิธราชธรรม อันหมายถึงคุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง ได้แก่ 01. ทาน คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาชน และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ 02. ศีล คือ การสำรวมการแสดงออกทางกายและคำพูด ให้เป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาชน มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลน 03. ปริจจาคะ คือ การเสียสละทรัพย์ กำลังกาย สติปัญญา ตลอดจนชีวิต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง 04. อาชชวะ คือ ความซื่อตรง ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงประชาชน 05. มัททวะ คือ ความอ่อนโยน มีอัธยาศัยดี ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือตัว มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ได้เคารพนับถือ แต่ไม่ขาดยำเกรง 06. ตปะ คือ ความทรงเดช รู้จักระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ 07.อโกธะ คือ ความไม่โกรธ 08. อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือ เกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาชนคนใด เพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง 09. ขันติ คือ ความอดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกำลังใจ ไม่ยอมละทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม 10. อวิโรธนะ คือ ความไม่คลาดเคลื่อนในธรรม หนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ มีสติมั่นในธรรม ทั้งส่วนยุติธรรม คื ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป และ จักรวรรดิวัตร 5 คือ หน้าที่ของนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ ได้แก่ 01. ธรรมาธิปไตย คือ ปกครองโดยถือความถูกต้องหรือความจริงเป็นใหญ่ 02. ธรรมิการักขา คือ จัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองสิ่งต่อไปนี้อย่างถูกต้องและชอบธรรม ได้แก่ ก. อันโตชน คือ บุคคลภายในปกครอง ถ้าเป็นพระราชา หมายถึง พระมเหสี โอรส ธิดา จนถึงผู้ปฏิบัติราชการในพระองค์ทั้งหมด ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ ปะธานาธิบดี หมายถึง คู่ครอง บุตร ธิดา ตลอดคนในปกครองส่วนตัว โดยให้การบำรุงเลี้ยงอบรมสั่งสอนเป็นต้น ให้อยู่โดยเรียบร้อยสงบสุข และมีความเคารพนับถือกัน ข. พลกาย คือ ข้าราชการฝ่ายทหาร ค. ขัตติยะ คือ ข้าราชการฝ่ายปกครอง หรือ คณะรัฐมนตรี ง. อนุยนต์ คือ ข้าราชการฝ่ายพลเรือน และบริวาร จ. พราหมณคหบดี คือ นักปราชญ์ นักวิชาการ ครูอาจารย์ หมอ พ่อค้า คนชั้นทำงาน ฉ. เนคมชานบท คือ ผู้ต่ำศักดิ ผู้ยากไร้ รวมถึง ผู้ด้อยโอกาส และกรรมาชีพ ช. สมณพราหมณ์ คือ นักบวชศาสนาต่างๆ ซ. มิคปักษี คือ สัตว์ต่างๆที่ควรแก่การสงวนและอนุรักษ์ 03. อธรรมการนิเสนา คือ จัดการป้องกัน แก้ไข มิให้มีการกระทำความผิดความชั่วร้ายเดือดร้อนเกิดขึ้นในบ้านเมือง 04. ธนานุปทาน คือ จัดสวัสดิการให้แก่ชนผู้ไร้ทรัพย์ มิให้เกิดความขัดสนยากไร้ขึ้นในประเทศ 05. ปริปุจฉา คือ ปรึกษาสอบถามปัญหากับสมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ไม่ประมาทมัวเมา ตลอดนักปราชญ์ผู้มีธรรม อยู่เสมอตามกาลอันควร เพื่อให้รู้ชัดการอันดีชั่ว ควรประกอบหรือไม่ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขหรือไม่ แล้วประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปโดยถูกต้อง ซึ่งหลักคำสั่งสอนทั้งสองนี้เป็นหลักการสำคัญยิ่ง ในการเป็นหลักการปกครองที่ควบคู่ไปกับสถาบันพระมหากษัตริย์ทางฝ่ายพุทธศาสตร์มาแต่ช้านาน สำหรับในอดีตนั้นเราก็มีเนื้อหาสาระของหลักการปกครองตามแนวทางของพราหมณ์ก็คือ กษัตริย์ทรงรักษาธรรมะไว้ได้ด้วยอำนาจ (พระราชาทรงลงราชทัณฑ์ได้ แต่ถ้าลงทัณฑ์เกินเลยไป หรือใช้ราชอคติในการลงทัณฑ์ หรือไม่ใช้การลงทัณฑ์เอาเลย ก็ถือว่าพระราชาไม่ได้ทรงปฏิบัติตามราชธรรม) กล่าวคือ การใช้พระราชอำนาจ พระราชาต้องเที่ยงธรรม ไม่โอนเอนไปตามอคติต่างๆ หากยึดมั่นใน ธรรมศาสตร์ และธรรมสูตร หากไม่ทรงปฏิบัติตามราชธรรม ย่อมทรงถูกถอดทอนออกจากราชบัลลังก์ได้ สำหรับในชาดกทางฝ่ายพุทธแสดงเรื่องในอดีตไว้ชัดเจนว่า ถ้าพระราชาไม่ทรงธรรม ย่อมต้องทรงถูกท้าทายจากอำนาจที่อยู่นอกเหนือสถาบันกษัตริย์ อย่างกรณีของท้าวสามล (ซึ่งมาจากสุวรรณสังข์ชาดก) ที่ไม่ให้ความยุติธรรมแก่เจ้าเงาะ เพราะเห็นว่าเป็นคนป่าเถื่อนนั้น พระอินทร์ก็ต้องเสด็จลงมาท้าทายให้ตีคลี และอย่างกรณีของเวสสันดรชาดกนั้น แม้องค์รัชทายาทจะทรงธรรม แต่ราษฎรเห็นว่าทรงใจดีเกินไป ก็รวมพลังมวลชนมาขับไล่พระองค์ให้ออกจากเมืองหลวงไป สำหรับในความเชื่อในการอยู่ร่วมกับในชาติบ้านเมืองของฝ่ายพุทธศาสนานั้น กษัตริย์เป็นตัวแทนของอาณาจักร (คือกลไกในการปกครองที่ใช้อำนาจ) ในขณะที่คณะสงฆ์เป็นตัวแทนของธรรมจักร ที่คอยเตือนสติฝ่ายอาณาจักร ให้ใช้อำนาจไปในขอบเขตของความชอบธรรม ซึ่งขอยกตัวอย่างดังนี้ ถ้าคณะสงฆ์ทรงศีล และรู้เท่าทันสังคมและการเมือง ย่อมเป็นห้ามล้อให้วงล้อของอำนาจไม่หมุนออกนอกลู่นอกทาง เช่น กรณีของสมเด็จพระวันรัต วัดป่าแก้ว ในสมัยพระนเรศวร ที่เตือนสติพระเจ้าแผ่นดินไม่ให้ประหารชีวิตแม่ทัพนายกองผู้จงรักภักดี หรือกรณีที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง จุดตะเกียงทั้งๆ ที่เป็นกลางวันแสกๆ เข้าไปในจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 5 เพื่อเตือนสติผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้พิจารณาตนเอง เพื่อไม่ให้กำเริบเสิบสานเกินเลยพระราชอำนาจของยุวกษัตริย์ เป็นต้น และขอเสริมว่าหากคณะสงห์เสื่อมลงด้วยศรัทธาต่อความดีงามแล้ว บ้านเมืองก็ถูกปลุกปั่นให้เกิดความระส่ำระสายได้อย่างที่เป็นอยู่อย่างเช่นในปัจจุบันเช่นกัน สำหรับคำว่า "ชาติ" ไม่ใช่เพียง คนที่พูดภาษาเดียวกัน อาศัยแผ่นดินเกิดอยู่ด้วยกัน โดยสัญชาติหรือเชื้อชาติ ซึ่งต่างก็เป็นของปลอมทั้งนั้น หากแต่เราให้หมายถึง ทุกคนที่เกิดมาอย่างร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเป็นมนุษยชาติทั้งหมด เราก็ย่อมจะเกื้อกูลกันและกัน และอุทิศตนเพื่อรับใช้ผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและด้อยโอกาส แม้เขาจะต่างสัญชาติต่างเชื้อชาติจากเรา ศาสนา ก็ไม่ได้หมายความเพียงศาสนาพุทธ จนนำเราไปสู่ความเป็นอัตตนิยม หากแต่ให้หมายรวมถึงทุกศาสนา ให้เคารพศาสนาของเพื่อนเรา แม้แต่คนไร้ศาสนา ก็ควรเคารพนับถือเขา แล้วร่วมมือกัน หาทางขจัดอคติออกไปจากจิตใจ กษัตริย์ ก็คือสิ่งที่เรานั้นเชื่อมั่น และสิ่งที่เราเชื่อมั่นนั้น ย่อมมีหลักในการถือครองพระราชอำนาจโดยธรรม ซึ่งเป็นข้อขจัดความสงสัย และยังนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในพื้นดินนั้น ทำให้แผ่นดิน ที่รวมของประชาชน อันเปรียบประดุจ ดินที่รวมกัน เพื่อพระเจ้าแผ่นดิน โดยพระองค์มีหลักธรรมที่สำคัญเช่น เทวธรรม รวมไปถึงหลักธรรมที่เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม"และ"จักรวรรดิวัตร" และนี่คือสิ่งที่เรียกว่าความแตกต่าง จึงไม่สมควรนำพระองค์ หรือสถาบันพระมหากษัตริย์มาล้อเล่น เราควรเถิดทูลคุณงามความดี ทั้งพระราชกรณียกิจ และพระราชกิจวัตร อันงดงาม เพื่อเป็นการปลูกฝั่งรอยทางแห่งการดำเนินชีวิตที่ดีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า และที่สำคัญยิ่งไม่ควรที่ใครจะเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการโจมตีใคร เพื่อสร้างลัทธิอัตตนิยมให้ตนเอง หรือเพื่อสร้างความทนงให้ตนเองในนามของคำว่ารัก ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างมืดบอดอีกต่อไป สุดท้ายมีคำกล่าวของยอดคนชาวไทยที่กล่าวไว้ในเรื่องนี้ 2 ท่าน ดังนี้ สุรักษ์ สิวลักษณ์ ได้แสดงไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้วว่า สถาบันกษัตริย์แห่งใดเป็นประชาธิปไตยมาก มีพระราชอำนาจน้อย คล้อยตามไปกระแสโลก ยอมยกให้ประชาชนเป็นใหญ่ แม้ประชาชนจะผิดพลาดไปบ้าง สถาบันกษัตริย์ก็ดำรงอยู่ได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าพระราชาธิราชประกาศความแข็งกร้าว ใกล้ชิดกับกองทัพ ยืนหยัดอยู่เหนือประชาชน ดูถูกประชาชน รังเกียจปัญญาชนที่มีความคิดในทางสร้างสรรค์อย่างก้าวหน้า แม้พวกนี้จะผิดไปบ้างอย่างไร อำนาจราชาธิปไตยไปกระทบหรือขัดขืนกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงไร ก็รังแต่เป็นภัยกับสถาบันกษัตริย์ จนปลาสนาการไปได้ แม้จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างออสเตรีย เยอรมัน รัสเซีย และออตโตมาน ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร พระองค์แรกที่ว่า การที่เป็นเจ้าแผ่นดินไม่ใช่สำหรับมั่งมี ไม่ใช่สำหรับข่มเหงคนเล่นตามชอบใจ มิใช่เกลียดใครแล้ว จะได้แก้เผ็ด มิใช่เป็นผู้สำหรับจะกินสบายนอนสบาย ถ้าจะปรารถนาเช่นนั้นแล้ว มี 2 ทางคือ บวชทางหนึ่ง เป็นเศรษฐีทางหนึ่ง เป็นเจ้าแผ่นดิน สำหรับแต่เป็นคนจน และเป็นคนที่อดกลั้นต่อสุขและทุกข์ อดกลั้นต่อความรักและความชังอันจะเกิดฉิวขึ้นมาในใจ หรือมีผู้ยุยง เป็นผู้ปราศจากความเกียจคร้าน ผลที่จะได้นั้นมีแต่ชื่อเสียงปรากฏเมื่อเวลาตายแล้ว ว่าเป็นผู้รักษาวงศ์ตระกูลไว้ได้ และเป็นผู้ป้องกันความทุกข์ของราษฎร ซึ่งอยู่ในอำนาจความปกครอง ต้องหมายใจในความสองข้อนี้เป็นหลักมากกว่าคิดถึงการเรื่องอื่น ถ้าผู้ซึ่งมิได้ทำใจได้เช่นนี้ ก็ไม่แลเห็นเลยว่าจะปกครองรักษาแผ่นดินอยู่ได้ อ้างอิง : คำกล่าวปิดการอภิปรายทางวิชาการว่าด้วยพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ, สุรักษ์ สิวลักษณ์, 28 เมษายน 2549 บทความนี้ ได้คัดลอก และตัดสิ่งที่ไม่ควร เพราะถือเป็นการสอดแทรกอคติบางประการเข้าไป และไม่ขอทำลิงค์ไปยังแหล่งข้อมูลที่ได้มาคะ หนูเชื่อว่า คงไม่ผิดหลักการที่ Blogger สามารถทำได้ จึงอยากให้เป็นบทเรียนหนึ่งที่สามารถนำไปศึกษาได้ว่า การเลือกสิ่งที่ดี และกลั่นกรองสิ่งที่เขาซ่อนเร้นนั้น เป็นสิ่งสำคัญคะ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนูนะคะ
|