พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อ "ฟ้าคำราม" กวีชาวคุกหรือพวกนักโทษคดีฉกรรจ์ชอบพูดกันว่า "คนเรารู้ที่เกิด แต่ไม่รู้ที่ตาย" คนเรือนจำคุ้นหูมานานก่อนปี 2500 รู้จักกันในยุค "อันธพาลครองเมือง" ช่วงที่นักเลงไล่บี้กับตำรวจ บางส่วนมีผลประโยชน์ร่วมกลายเป็นปฐมบทแห่ง "ส่วย" เจ้าพ่อ ขาใหญ่ ร้านค้า บาร์ ซ่อง ใกล้ชิดศูนย์อำนาจคล้ายปัจจุบัน นักโทษมักเอ่ยสำนวนนี้ในช่วงสถานการณ์คับขัน ต้องตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดในภาวะ "เสี่ยง" มีชีวิตเป็นเดิมพันเช่น แหกคุกหนีโทษ ต่อสู้ชิงอำนาจ หรือไม่ก็ระหว่างคิดการใหญ่ กวีชาวคุกมีความชัดเจนไม่ต้องตีความ ง่ายๆ ตรงตัว ถ้าเปรียบเทียบ "ความเสี่ยง" กับ "ผู้กล้า" "ทหาร" ก็เหมือนรั้วใหญ่คอยเฝ้าชายแดนนำความมั่นคงมาสู้ประเทศ "ตำรวจ" คอยพิทักษ์ปกป้องชีวิตทรัพย์สิน นำความผาสุกมาสู่ชุมชน คล้ายฝาบ้านที่ทำให้อบอุ่น ปลอดภัย จากเหล่าโจรผู้ร้าย กาลครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องอย่างยิ่ง ปัจจุบันต่างจากอดีตสิ้นเชิง เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน ความโลภ ยศถาบรรดาศักดิ์ เงินทอง ทำให้วิธีคิดมีนัยซ่อนเร้น การปฏิบัติจึงมีแต่ผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง องค์กรตำรวจกำลังประสบปัญหาบุคลากรละเมิดกฎหมายเสียเอง กระทำความผิดไม่มากก็น้อย เล็ดลอดไปได้บ้าง ถูกจับผิดต้องคดีอาญาก็เยอะ เกิดโดยปัจจัยภายนอกและภายใน ปัจจัยภายนอกขบวนการนอกกฎหมายมักดึงหรือชักจูง ชักชวนตำรวจทำในสิ่งผิด โดยมีผลประโยชน์เข้ามาหลอกล่อ มากบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ ตำรวจมักตัดสินใจบนพื้นฐานความมั่งคั่งพร้อมสร้างผลงานให้ปรากฏไปในตัว ชัดเจนก็เห็นจะเป็นคดีผู้กองอุ้มรีดได้ทั้งเงินและคำชมเชย ส่วนปัจจัยภายในเกิดจากพื้นฐานของมนุษย์ การยอมรับ ความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ปกติให้การคุณความดี ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นคนมอง ใครทำงาน มีผลงานเช่นไร ถ้าผู้นำมีคุณธรรม ความยุติธรรมก็ตามมา แต่หากหลงกับคำเยินยอรอบกายที่หมายเกาะติดเหมือน "เห็บหมัด" นำคนนอกเข้ามามีอิทธิพลเหนือคนใน ความเชื่อถือมักเสื่อม เร็วและรุนแรง มีข่าวลือสะพัด อาจเกิดฟ้าผ่าแถวปทุมวัน สอดคล้องกับสัญญาณเตือนที่ผู้นำรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ให้ข้าราชการที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายทำหนังสือ เขียนคำร้องมาที่นายกฯ ถ้าชัดเจนก็พร้อมเยียวยาทันที เมื่อฟ้าพิโรธ! 1 คนโตปทุมวันคงรู้ซึ้ง "ตัวดูดเลือด" ที่กระโดดเกาะวันโน้นเริ่มคายพิษเด้งหนีในวันนี้ กว่าจะบี้ให้ตายร่างกายก็หมดสภาพแล้ว |