พิมพ์หน้านี้
|
ฉันไม่รู้ว่าในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ มีประชากรอยู่ทั้งหมดกี่คน
ฉันไม่รู้ว่าตั้งแต่ฉันเกิดมาจนวันนี้ ฉันเคยเห็นหน้าคนทั้งหมดมาแล้วกี่คน
ฉันไม่รู้ว่าในตอนนี้ฉันรู้จักผู้คน รวมแล้วทั้งหมดกี่คน ฉันไม่รู้ว่าในลิสท์ msn ของฉันมีรายชื่อของใครกันบ้าง และฉันไม่ได้รู้จักพวกเค้าทุกคน!!! และที่สำคัญ คนที่ฉันเห็นหน้าเค้าเป็นคนแรกเมื่อตอนฉันเกิด ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าหน้าตาของเค้าเป็นอย่างไร (ก็ตอนที่ฉันเกิด บ้านฉันยังไม่มีกล้องถ่ายวีดีโอเลยนี่) อันที่จริงแล้ว การเดินทางออกไปข้างนอกไกลๆ ยิ่งทำให้เรารู้ว่า จริงๆแล้วโลกมันทั้งกว้างและทั้งแคบ บางเวลาที่เรารู้สึกว่าตัวเราใหญ่ๆ โลกใบนี้ก็ดูแค๊บแคบ แต่บางเวลาที่เรารู้สึกว่าเราตัวเล็กๆ โลกใบนี้มันก็ช่างดูกว๊างกว้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใด แม้ว่าสมองของฉันจะไม่อาจจดจำ ใครๆ หรืออะไรๆ ได้หมด ฉันไม่สามารถตอบคำถามทุกคำถามที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้ คำตอบของฉันส่วนใหญ่ จึงไม่มีถูกและไม่มีผิด มีแต่ความน่าจะเป็น คิดๆ ไป นอกจากฉันจะเป็นผู้หญิงที่ลังเล จิตใจไม่แน่ไม่นอนแล้ว ฉันยังเป็นผู้หญิงที่ลำเอียง อย่างเห็นได้ชัด ฉันเลือกที่จะมองโลกในแบบที่ฉันอยากเห็น ฉันเลือกที่จะปล่อยให้อะไรตรงหน้ามันผ่านเลยไป บางทีมันก็หมายถึงโอกาสดีๆ ที่ฉันคิดว่าฉันไม่อยากได้นั่นด้วย แต่ที่ฉันไม่เคยปล่อยให้ขาดมือ ก็คงจะเป็นเรื่องของความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันมีอยู่เต็มเปี่ยมทุกวี่ทุกวัน ฉันรู้ว่าความทุกข์มันเป็นยังไง ฉันก็รู้จักมันอย่างดี ทั้งทางจิตวิทยา และกายวิทยา แต่ว่าความทุกข์มันเป็นเรื่องที่ดับได้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้มา วันนี้เป็นวันดีของฉันอีกวันนึง เพราะทางโรงเรียนได้ตอบกลับมาอย่างแน่นอนว่า ฉันจะได้เข้าเรียนใน spring นี้ ซึ่งนั่นก็คือวันพฤหัสนี้แล้วด้วย เป็นอีกวันที่ความสุขไล่ล่ามาข้างหลัง ความสุขที่เราสามารถเริ่มต้นอะไีรบางอย่างได้ ความสุขที่อาจจะเป็นที่มาของความทุกข์ในวันข้างหน้า ก็ใครๆ ก็รู้ใช่มั้ยว่าการเล่าเรียนนั้น นอกจากเวลาที่ได้ใช้จ่ายไปกับเพื่อนฝูงและความรู้ใหม่ๆแล้ว นอกนั้นมันเป็นแต่ความทุกข์ ทุกข์เพราะคนบางคนจะเอาความฉลาดในเรื่องบางเรื่องมาแทนที่ความไม่รู้ของเรา แต่เราเองก็ยังไม่รู้ว่า ไอ้ความไม่รู้นั่นจะทำให้มันกลายเป็นความรู้ได้รึเปล่า แต่ยังไงก็จะพยายาม พยายาม วันนี้ที่บอสตัน ยังคงหนาวเหน็บ เดินเข้าบ้านมาด้วยแก้มที่แดงแทบจะปริ (แดงเพราะลมหนาว แทบจะปริ เพราะโอวัลติน) มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คนที่อยู่เมืองหนาวนี่ ต้องมีการปรับเนื้อปรับตัวกันมากกว่าเมืองร้อนเป็นไหนๆ เสื้อผ้าก็ต้องมีสองเซ็ทเอาไว้ใส่ summer กับ winter ที่บ้านต้องมีทั้งแอร์ และ ฮีทเตอร์ แต่ที่ฉันดูจะสงสารมากที่สุด ก็คือ พวกโฮมเลส ที่นี่ เพราะอย่างที่รู้ว่า ยิ่งดึกเท่าไหร่ก็จะยิ่งหนาวมากขึ้นเท่านั้น หลังเลิกงานเดินกลับบ้าน เวลาเจอพวกนี้นอนข้างถนนจะรุ้สึกสงสารและเห็นใจมากๆ เก็บคำถามเหมือนทดเลขเอาไว้ในใจหลายวัน แต่ขี้เกียจที่จะถามใครว่า พวกนี้เค้าจะไปนอนที่ไหน ก็มาสรุปให้เห็นกับตาว่า รัฐบาลเค้าจัดรถตู้เอาไว้ให้นอนตามแหล่งต่างๆ ก็ดูสมกับเป็นประเทศที่เจริญแล้วจริงๆ เพราะถ้าเป็นประเทศไทย ป่านนี้พวกนี้คงนอนหนาวตายโดยไม่มีใครดูแล แต่ก็ไม่แน่หรอก ถ้าหนาวมาก โฮมเลสเมืองไทย อาจจะไปนอนให้อุ่นๆ ที่ สนามบินสุวรรณภูมิก็ได้ อยากจะสร้างใหญ่ดีนัก แต่ในเมือ่ไม่ได้มาตรฐานก็เอามาสร้างเป็นบ้านให้คนที่ไม่มีที่อยู่อยู่ดีกว่าดีกว่าปล่อยเอาไว้รกๆ พูดถึงเรื่องของ homeless จะเล่าให้ฟังถึงโฮมเลสใจกล้าคนนึง ที่แอบไปนั่งขอเงินในมุมสงบๆ มุมนึง โดยมีข้อความเขียนใส่แผ่นกระดาษเอาไว้ว่า "กรุณาให้เงินฉันเพื่อที่ฉันจะได้เอาไปสูบกัญชา และดื่มเหล้า" ใจกล้าซะนี่จริงๆ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะมีคนใจกล้าให้เงินค่ากัญชากับเค้ารึเปล่า |
| << | มกราคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||