พิมพ์หน้านี้
|
กันต์ปินัทธ์ สถิรกุล พ่อหนูเป็นคนดี ทำทุกอย่างเพื่อให้บ้านเราสงบสุข แต่เขามาทำแบบนี้กับพ่อ มันทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดฝังอยู่ในหัว และหนูกับพี่ๆคิดถึงพ่อทุกวัน
ปัญหาความรุนแรงในเขตพื้นที่ชาแดนใต้ การสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่แยกเว้นแม้เด็ก สตรี และคนชรา ที่กระทำโดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ด้วยเป้าหมายในการสร้างความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจกันระหว่างพี่น้องต่างศาสนิกในพื้นที่ ได้ส่งผลกระทบอย่างมากมายแก่ทายาทและญาติพี่น้องของผู้สูญเสีย เสียชีวิต เด็กเล็กๆหลายร้อยชีวิตในพื้นที่ทั้งไทยพุทธและไทยมลายู ต่างต้องกำพร้าพ่อหรือแม่ จากเหตุความไม่สงบ ที่ได้คร่าเอาชีวิตผู้คนในพื้นที่ไปแล้วกว่า 2,700ศพ นับจากเหตุปล้นปืนเมื่อต้นปี 2547 ด.ญ อาตีกะหฺ์ เจะสือมัน อายุ12 ปี นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 / 1 บุตรสาวของนายมายูโซ๊ะ เจะสือมัน อายุ 42 เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิต ขณะนั่งพักผ่อนในร้านน้ำชาภายในหมู่บ้านควนหรัน ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 เป็นอีกคนที่ครอบครัวต้องประสบกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัสหลังการเสียชีวิตของพ่อบังเกิดเกล้าที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐร่วมรักษาความสงบในพื้นที่เพื่อให้เกิดความสงบในชุมชน แล้ววันหนึ่งก็ตกเป็นเป้าการถูกลอบทำร้าย ด.ญ.อาตีกะห์ เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า พี่สาวได้ขี่รถเครื่องมาแจ้งเหตุร้ายให้ทราบในช่วงเช้าของวันที่รร.เปิดเรียนวันแรก ด.ญ. อาตีกะห์ เล่าว่า ตัวเองไม่อยากเชื่อว่าคนที่ทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างพ่อ ที่อุทิศชีวิตเพื่อร่วมแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จะกลายเป็นเป้าลอบสังหารจากคนร้ายในพื้นที่เสียเอง ตอนนั้นหนูพูดไม่ออก รู้เพียงว่าเสียใจมาก ทุกวันนี้ยังคงเสียใจอยู่ เมื่อไม่มีพ่อ หนูก็เหลือแค่พี่สาวกับพี่ชาย และย่า ส่วนแม่ของหนูถูกรถชนเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หนูไม่อยากเป็นเด็กกำพร้าพ่อเลย หลังจากที่พ่อตายไป ชีวิตของหนูกับพี่ๆ อยู่อย่างลำบาก เพราะก่อนหน้านี้พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว จ่ายค่าเล่าเรียนให้หนูและพี่ๆมาตลอด เมื่อขาดพ่อ ก็เหลือเพียงย่าที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูพวกหนู ซึ่งย่าก็แก่มากแล้ว ด.ญ.อาตีกะห์ เล่าว่า เหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเป็นเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ซึ่งในช่วงแรกตนและพี่ ทำใจไม่ได้เลยกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น เหมือนฝันร้ายที่มันเกิดใกล้ตัวจริงๆ แต่ต้องอยู่ต้องเรียนเพื่ออนาคต หนูได้กำลังใจจากคุณครูผู้สอน และย่าที่เลี้ยงดู ทุกคนบอกว่า หนูควรทำหน้าที่ของตัวเองคือเรียนหนังสือให้จบ อย่าเอาใจไปคิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ด.ญ. อาตีกะห์ กล่าววว่าหลังการสูญเสียบิดาไปทำให้ ภาระความรับผิดชอบใการเลี้ยงดูตกอยู่กับย่าในวัยเฉียด 70 เพียงคนเดียว ที่ต้องมารับจ้างกรีดยางเพื่อหาเงินมาดูแลหลานที่มีอยู่ทั้งหมดรวม 9 ชีวิต หนูไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมายิงพ่อหนู พ่อหนูไปสร้างความเดือดร้อนอะไรให้ การที่มายิงพ่อ ปัญหาทุกอย่างจะตกอยู่กับย่า เพียงคนเดียว หนูสงสารย่า ที่ต้องกรีดยาง ส่งเสียพวกเรา 3 คนพี่น้อง และหลานๆ รวมแล้วทั้งหมด 9 คน พ่อหนูเป็นคนดี ทำทุกอย่างเพื่อให้บ้านเราสงบสุข แต่เขามาทำแบบนี้กับพ่อ มันทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดฝังอยู่ในหัว และหนูกับพี่ๆคิดถึงพ่อทุกวัน ด.ญ. อาตีกะห์ กล่าวในอีกตอนหนึ่ง
ด้านนายพิชิต ศรีมณี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านควนหรัน เล่าว่า ที่โรงเรียน มีเด็กกำพร้า เพราะพ่อ-แม่เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ถึง 10 รายซึ่งเด็กแต่ละคนล้วนอยู่ในสภาพที่น่าสงสาร ซึ่งสำหรับรายของด.ญ.อาตีกะห์ นั้นตนทราบจากวิทยุแจ้งเหตุว่ามีคนในพื้นที่เสียชีวิต ซึ่งในเบื้องต้นก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่เมื่อได้ตรวจสอบจึงพบว่า เป็นบิดาของนักเรียนหญิงในชั้นเรียน ช่วงแรกๆที่เกิดเหตุ อาตีกะห์ ไม่ค่อยพูดจากับใคร เป็นเด็กที่ซึมเศร้า น่าสงสาร เวลาผ่านไปก็เริ่มมีอาการดีขึ้น เด็กคนนี้เรียนอยู่ในระดับปลานกลาง แต่เคยเขียนเรียงความได้ที่ 1 ของโรงเรียนมาแล้ว ผอ.พิชิต กล่าวว่าไม่อยากเห็นเหตุรุนแรงในพื้นที่ เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะตามมาด้วยภาระสำหรับคนที่คนอยู่ข้างหลังมากมาย ต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในพื้นที่อ.สะบ้าย้อย ในปัจจุบัน ผอ.พิชิต บอกว่าเหตุการณ์โดยรวมเริ่มดีขึ้น ไม่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งน่ามีสาเหตุมาจากการที่ชาวบ้านให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น ประกอบกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจากทุกส่วนได้ทำงานกันอย่างจริงจัง หากมีการทำงานร่วมมือประสานงานกันจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเชื่อว่า ปัญหาต่างๆเหล่านี้น่าจะจบสิ้นลงในเร็ววัน ผอ.พิชิต กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนได้ประสานขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ประสบปัญหา ซึ่งแม้จะได้รับการตอบรับกลับมาแต่ก็ดูจะยังไม่พอเพียงที่จะบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น
ก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวจากศูนย์ข่าวอิศราได้เดินทางไปยังบ้านของ ด.ญ.อาตีกะห์ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่มากนัก เพื่อพูดคุยกับนางบารุ เหมอุดม ย่าของด.ญ. อาตีกะห์ ซึ่งได้เล่าให้ฟังทั้งน้ำตาถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับลูกชายของนางว่า เป็นเหตุการณ์ที่นางไม่คาดคิดมาก่อนเช่นกันว่าจะเกิดเหตุร้ายในลักษณะเช่นนี้ขึ้น การเสียลูกชายซึ่งเป็นกำลังหลักเพียงคนเดียวในการหาเลี้ยงครอบครัวทำให้นางต้องมากรีดยางได้เงินค่าจ้างวันละ 200 บาท ซึ่งไม่พอเพียงในการเลี้ยงดูหลานๆถึง 9 คน ทำให้ต้องประหยัดในการใช้จ่ายเงิน และในบางวันก็อยู่อย่างลำบากในสภาพ อดมื้อกินมื้อ นางเล่าว่าเงินช่วยเหลือที่ได้จากทางรัฐ ไม่มากพอที่จะดูแลเด็กเล็กได้ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือ ซึ่งนางเล่าว่า ยังมีอีกหลายครอบครัวในพื้นที่ที่ประสบชตากรรมเดียวกันจากเหตุความรุนแรงในพื้นที่ การแก้ไขที่ดีที่สุดคือ ยุติเหตุร้ายในพื้นที่ให้ได้ หยุดการฆ่าฟัน ไม่อยากเห็นการสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นกับใครอีก นางบารุ กล่าวเป็นภาษาถิ่นยาวีถึงสิ่งที่อยากเห็นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังไม่มีวี่แววว่าเหตุร้ายจะยุติลงในเร็ววัน |