พิมพ์หน้านี้
|
กันต์ปินัทธ์ สถิรกุล ไม่อยากให้ไทยพุทธมองว่าคนมุสลิมทั้งหมดก่อเหตุนี้ขึ้นมาอย่ารังเกียจกันอีกความในใจของพี่น้องไทยมลายู "
อิสมาแอ แวยี หนุ่มใหญ่วัย 47ปี สายเลือดมลายูจากปัตตานี และนนทพร ชาติประสิทธิ์ สาวใต้ไทยพุทธวัย 28 ปี ที่มาปักหลักใช้ชีวิตในพื้นที่ปัตตานีอย่างยาวนาน ต่างมองสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ด้วยความกังวลและห่วงใย แม้จะมีพื้นฐานทางสังคมที่แตกต่างกันแต่ทั้งสองคนต่างก็มีความเข้าใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ที่เห็นว่ามีความพยายามจากผู้ไม่ประสงค์ดี ที่ต้องการเห็นความแตกแยกเกิดขึ้นระหว่างพี่น้องต่างศาสนิกในพื้นที่ สำหรับอิสมาแอ แวยี มีความผูกพันที่มีมาอย่างยาวนานนับแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลกบนผืนแผ่นดินเกิด จ.ปัตตานี นับเป็นความประทับใจตั้งแต่เยาว์วัยที่ฝังลึกมิอาจลืมเลือนได้ เพราะบรรยากาศ ความเป็นอยู่ ความสงบเรียบง่าย และความมีน้ำใจของผู้คนแม้ต่างความเชื่อและศรัทธา ยังคงมีให้เห็นจากอดีตมาจวบจนวันนี้ แม้ว่าปัจจุบันเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จะทำให้ชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนอพยพย้ายหนี ทิ้งบ้านเกิดไปหลายครัวเรือน แต่สำหรับ อิสมาแอ แวยี ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ชีวิตในผืนแผ่นดินเกิดตราบจนวันสิ้นลม แต่ก็เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ผมไม่เคยกลัวว่าจะไม่มีพรุ่งนี้ สำหรับคนดีๆอย่างผม คนเราอยู่ที่ไหนก็ตายได้ อยู่ที่นี่แหละสบายที่สุดแล้ว เธอบอกความในใจให้ฟังเมื่อพูดคุยถึงเหตุร้ายที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ผมเกิดที่ ต.บานา อ.เมือง พ่อแม่ผมก็เกิดที่นี้ เราเป็นชาวมุสลิมที่หาเช้ากินค่ำ อยู่กันอย่างสงบสุขมายาวนานมาก จนขณะนี้ผมมีครอบครัว มีลูกอีก 4 คน ผมยังคง ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยวิถีเดิมๆ ถามว่ากลัวมั้ยที่จะถูกฆ่าตาย แต่จะให้ผมหนีไปไหน ในเมื่อบ้านผมอยู่ที่นี่ ผมรักปัตตานี ผมรักเพื่อนๆชาวไทย - พุทธ รักวิถีชีวิตและทุกอย่างที่แห่งนี้ ต่อให้ใครจ้างให้ผมย้ายออกไป ผมก็จะอยู่ เพราะที่นี่คือบ้าน อิสมาแอ กล่าว อิสมาแอ เล่าอีกว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ค่อนข้างจะมีผลกระทบต่อการทำงาน เรื่องเงินทอง เศรษฐกิจ แต่ไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และสภาพจิตใจของตนเอง เพราะ คนเราหากใจสู้ทุกอย่างก็เคลื่อนที่ไปได้ตามปกติ เพราะตนเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ อิสมาแอ บอกต่อว่า ก่อนหน้านี้มีสวนยางอยู่ประมาณ 97 ไร่ อยู่ใน จ.ยะลา ทำให้มีรายได้ดีมาก เมื่อก่อนจะเข้าไปดูแลเองทั้งหมด ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น ภรรยาและลูกๆ ขอร้องว่าไม่ให้เข้าไปอีก เพราะที่นั้นเป็นเขตพื้นที่สีแดง ภรรยาบอกให้ทิ้งสวนยางทั้งหมด แล้วมาหาอาชีพใหม่ทำ เพราะถ้ายังเข้าไปดูแลตรงนั้น เกรงว่าอาจเกิดเหตุร้ายถึงชีวิต สวนยางของผมมูลค่านับล้าน รู้สึกเสียดายมากที่ต้องทิ้งมา ปัจจุบันผมรู้ว่ามีคนที่ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นเข้ามาทำแทน อิสมาแอ บอกด้วยน้ำเสียงที่แสดงให้เห็นถึงความเสียดาย อิสมาแอ เล่าต่อว่า เพื่อนๆ ญาติพี่น้องที่อยู่จังหวัดอื่น ต่างโทรศัพท์มาถามถึงความเป็นอยู่ บ้างก็ขอร้องให้ตนออกมาจาก จ.ปัตตานี ซึ่งตนยังคงยืนยันแน่นหนักว่าจะขอตายที่นี่ แค่ทิ้งสวนยางจากยะลามาก็รู้สึกผิดมากแล้ว หากต้องทิ้งบ้านที่พ่อแม่สร้างมา และตนก็เติบโตมาจากบ้านหลังนี้ ตนคงต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต หากต้องแลกด้วยความตายก็ยอม ผมไม่เคยกลัวว่า จะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับคนดีๆอย่างผม อยากให้พี่น้องชาวปัตตานี ทั้งไทย มุสลิม และไทยพุทธ ยืนอยู่คียงข้างกันต่อไป เราคิดดีทำดี ผืนแผ่นดินนี้ก็บ้านเกิดเรา อย่าหนี อย่ากลัว อยากให้มองไปรอบๆตัว จะเห็นได้ว่า ทุกอย่างเหมือนเดิม ความสวยงามของจังหวัด วิถีชีวิตของชาวบ้าน ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ผมเชื่อว่าวันหนึ่ง เหตุการณ์เหล่านี้จะต้องสงบลง ที่ผมพูดมาทั้งหมดไม่ใช่ว่า เหตุการณ์ร้ายๆจะไม่เคยเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวผม มันเคยเกิดขึ้นแล้ว ญาติผมเคยโดนฆ่าตาย แต่เมื่อผมเลือกที่จะอยู่ หากวันหนึ่งจะถึงคิวผมบ้าง ผมก็ต้องรับชะตากรรม อิสมาแอ ยืนยันอย่างหนักแน่นอย่างไม่หวั่นไหว เพราะเชื่อว่าหากเป็นประสงค์ของอัลเลาะห์ก็ไม่มีใครหนีพ้นลิขิตชีวิตไปได้ จึงไม่กังวลก็สิ่งที่ยังมาไม่ถึง อิสมาแอ ทิ้งท้ายว่า ไม่อยากให้ชาวไทยพุทธมองว่า คนมุสลิมทั้งหมด เป็นคนก่อเหตุนี้ขึ้นมา อย่ารังเกียจกัน อยากให้แยกแยะแต่ละเหตุการณ์ว่าใครร่วมอยู่ในกระบวนการนี้ ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากฆ่าใคร แต่สิ่งที่ควรมองคือต้นเหตุมากกว่ามันมาจากอะไรกันแน่ ไม่อยากให้ โยนบาปให้คนเพียงกลุ่มเดียว เพราะบางทีสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่อย่างที่คิด ขณะที่ นนทพร เล่าถึงเหตุผลที่พร้อมจะยืนหยัดอยู่บนผืนแผ่นดินปัตตานี ให้ฟังว่า หลังจากมาใช้ชีวิตที่ จ.ปัตตานี ทำให้มีความผูกพันกับ จ.ปัตตานี มาก และแม้ว่าตนจะไม่ใช่คนที่มีอายุมาก แต่ก็ถือว่าผ่านโลกมาระดับหนึ่ง และพอจะเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ จึงพยายามตั้งสติว่าให้แน่วแน่ และบอกกับตัวเองว่า ถ้าไม่ถึงที่ตาย ยังไงก็ไม่ตาย ฉันหลงรักจังหวัดปัตตานีมาตั้งแต่ เริ่มเดินทางมาอาศัยอยู่ มันเป็นเมืองที่เงียบสงบ สบาย น่าอยู่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงแม้ปัจจุปันจะมีเหตุการณ์ร้ายๆรายวัน ฉันก็ยังมองว่า จ.ปัตตานี น่าอยู่เสมอ มองไปทางไหนก็รู้สึกว่ามันคือบ้าน เราเคยชิน เราผูกพันธุ์ จะให้ทิ้งบ้านไปคงไม่ได้ จริงๆแล้วดิฉันไม่ใช่คนปัตตานี จะย้ายไปอยู่จังหวัดไหนก็ได้เพราะญาติๆอยู่ที่อื่นกันเยอะ แต่ดิฉันไม่ไป เพราะฉันตั้งใจว่า จะทำมาหากินอยู่ที่นี่ตราบจนสิ้นลมหายใจ นนทพร บอกถึงความรู้สึก นนทพร ที่ทำงานเกี่ยวกับการรับส่งสินค้าและพัสดุ เล่าต่อว่า ทุกวันจะมีคนนำของมาฝากส่งยังปลายทางทั้ง สงขลา ยะลา นราธิวาส หลายคนมองว่ามันเสี่ยงมากหากเราไม่ตรวจค้นให้ชัดเจนว่า ข้างในกล่องสินค้ามีอะไรกันแน่ ตนจึงเลือกรับเฉพาะคนที่ไว้ใจได้ รู้จักกัน หรือหากไม่รู้จักกัน ต้องมีคนที่รู้จักกับตนมายืนยันว่า ของสิ่งนี้สามารถที่จะนำขึ้นรถไปได้ หากจะมีคนแกล้งเอาระเบิดมาวางคงยากนะ เพราะพวกเราทุกคนช่วยกันดูแลตลอด ใครแปลกหน้า ผิดสังเกตุ เราจะรู้ทันที แต่ทุกวันนี้ไม่มี พวกเรายังคงทำงานกันได้ปกติ พนักงานที่นี่มีทั้งคนไทยพุทธ และ มุสลิม มีอะไรเราพูดคุยกัน เหมือนญาติ เหมือนเพื่อนสนิท มีทะเลาะกันบ้างนิดหน่อย แต่ไม่มีสักคนที่จะคิดร้ายถึงขั้น ฆ่าคนอื่น นนทพร เล่าถึงบรรยากาศในที่ทำงาน นนทพร เล่าอีกว่า หลายวันที่ผ่านมามีเพื่อนที่รู้จักกันโดนฆ่าตัดคอ แต่เขาพักอยู่นอกเมือง และเป็นพื้นที่ๆค่อนข้างเสี่ยงมาก พอทราบข่าวแล้วตกใจมาก แต่ไม่เคยกลัวถึงขั้นเก็บมาระแวงวิตก จนไม่เป็นอันทำมาหากิน หรือขนข้าวของหนีออกจากที่นี่ไป ทุกครั้งที่คนรู้จักกันมาปรึกษา บอกว่าอยากจะย้ายหนีเหตุการณ์ความไม่สงบ ทิ้งทุกอย่างไปสร้างอนาคตใหม่ แต่ตนได้บอกกับพวกเขาเหล่านั้นว่า ขนาดที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดฉันๆยังรัก ยังอยากจะอยู่ และที่นี่บ้านเกิดพวกเธอแท้ๆ จะทิ้งไปได้อย่างไร นนทพร เล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจ เหมือนกับผืนแผ่นดินปัตตานีเป็นเมืองเกิดของเธอ คนเราอยู่ที่ไหนตายได้ อยู่ที่นี่แหละสบายที่สุดแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปดู ปัตตานีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น มันน่าอยู่ขนาดไหน ทุกวันนี้พยายามคิดสิว่า มันยังน่าอยู่เหมือนเดิม อย่าไปกังวลจนกลัว ไม่เป็นอันทำอะไร คนอยู่กรุงเทพฯอยู่เชียงใหม่ อยู่ขอนแก่น หรือปัตตานี มันก็ตายกันทั้งนั้นถ้ามันถึงที่ กทม.ทุกวันนี้ก็มีวางระเบิด ไปที่ไหนๆก็อันตรายหมด ทำใจให้สบายๆ แล้วใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างปกติ ทุกอย่างมันอยู่ที่ความคิดและสติของเรา เชื่อเถอะค่ะว่า ปัตตานีน่าอยู่ที่สุดแล้ว นนทพร เล่าต่อ เธอทิ้งท้าย ให้หลายคนได้ขบคิดว่า ใครที่คิดจะย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานอยู่จังหวัดอื่น อยากให้คิดใหม่ เราอย่าทิ้ง จ.ปัตตานี ไปเลย อยู่ด้วยกัน ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าคิดว่าเราอยู่เพื่อรอวันตาย ขอให้คิดว่า อยู่อย่างมีความหวัง อยู่เพื่อรอว่าสักวัน ทุกอย่างจะดีขึ้น และกลับมาสวยงามดังเดิม. |
| เมื่อนักข่าวสาวอยากยิงปืน"191"จัดให้ | ||
ใครอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับ "ปืน" ไปจนถึง"การยิงปืน" และ"ผู้หญิง" เหมาะสมกับปืนชนิดไหน ต้องดูวิดีโอชุดนี้ |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |