"น้องหญิง" ในฐานะผู้พาน้องๆ ทั้งหมดมารอให้บริการลูกค้า ย้อนเส้นทางชีวิตว่า พ่อแม่มีอาชีพขายเลือดหมู แต่พ่อติดการพนันอย่างหนัก ทำให้ครอบครัวไม่ค่อยมีความสุขเท่าที่ควร แม้เธอจะโตเป็นสาว พ่อก็ยังไม่ทิ้งลาย พอเธอเรียนอยู่ปี 2 ย่าได้โอนที่ดินให้ พ่อก็เอาไปขายได้เงินมาหลายแสน ช่วงแรกยังต่อเติมบ้าน ซื้อรถ ตามปกติ แต่ตอนหลังก็เล่นพนันจนหมดตัว
จากนั้นบ้านและรถก็โดนยึดหมด จนต้องย้ายมาอยู่บ้านน้า ส่วนแม่ก็ยังไม่ยอมทิ้งพ่อ แต่เลือกที่จะทิ้งเธอและน้องชายอีก 2 คน...อย่างไม่ไยดี!?
น้องหญิง เล่าว่า ตอนนั้นเธอและน้องชายอีก 2 คน ลำบากมาก ก่อนหน้านี้เคยได้เงินใช้สัปดาห์ละ 500 บาท ไม่รวมค่ารถไปกลับ แต่พอไม่มีเงินจึงต้องดิ้นรนช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอด กระทั่งมาเจอกับแฟนของน้องชาย อายุแค่ 14 ปี ซึ่งเคยทำอาชีพนี้มาก่อน จึงแนะนำให้ลองทำ
"พอแฟนน้องชวน หนูก็สนใจเพราะเห็นว่าไม่เสียหายอะไร ก่อนหน้านี้เคยเสียตัวให้แฟนตั้งแต่ ม.4 เลยคิดว่าต้องทำเพราะความจำเป็นบังคับ แถมทำงานตรงนี้ยังได้เงินเยอะ และไม่เหนื่อยอะไรมาก อยากได้เงินวันไหนก็ทำงาน ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ต้องทำ"
น้องหญิง อธิบายรูปแบบการทำงานว่า "ส่วนมากหนูจะรับแขก สัปดาห์ละไม่เกิน 5 วัน ทำงานครั้งละ 3 ชั่วโมง แขกเสร็จเมื่อไรก็เลิก ถ้าอยากทำต่อก็ว่ากันอีกที ที่หลับนอนก็หาเอาม่านรูดแถวปากเกร็ด เสียค่าโรงแรม 250 บาทต่อชั่วโมง เวลาเข้าม่านรูด แขกไม่ค่อยกล้าเบี้ยวเงินเพราะถ้าหนูโวยวาย รับรองเป็นเรื่อง"
"มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยรับแขกหน้าตาดูไม่ได้เลย แถมยังตัวใหญ่น่ากลัวมาก ตอนนั้นไปกับเพื่อน 2 คน ทีแรกก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะมีเงินรึเปล่า พอเขาจับไต๋ออกว่าเราไม่ค่อยเชื่อใจ เลยรีบควักเงินออกมากองนับได้ 2 แสนบาท หนูก็เลยยอมเขาแบบ 2 รุม 1 เพราะเงินตัวเดียว"
บางทีรู้สึกท้อมาก โดยเฉพาะเวลาเจอแขกทำทารุณ หรือไม่สุภาพ ต้องขอตัวกลับบ้าน ตัดใจไม่เอาเงินดีกว่า เวลาแขกติดต่อหนู จะติดต่อได้ทางโทรศัพท์ ไม่ต้องผ่านนายหน้าเลยไม่โดนหักเงิน แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ผ่านนายหน้า มักโดนหักค่าตัวเยอะ เขาชอบอ้างว่าคนโน้นคนนี้ติดต่อมาอีกที เลยหักกันเป็นทอดๆ จนแทบไม่เหลือสักบาท
นายหน้าที่ดีๆ ก็มี เช่น ป้าคนหนึ่งอยู่แถวปากเกร็ด เขาจะติดต่อแขกดีๆ มีทิปหนักๆ ให้ โดยเฉพาะพวกนักการเมืองจะให้หนักเป็นพิเศษ ส่วนอีกคนชื่อ "เหมียว" เป็นนายหน้าแถวสะพานควาย
"เหมียว" เขาจะพาพวกหนู ซึ่งเป็นเด็กนักศึกษาจากหลายสถาบันไปให้ผู้ชายคนหนึ่งดูตัว เราชอบเรียกกันว่า "คุณอา" คุณอาจะคัดตัวเด็กที่พี่เหมียวหามาให้ ใครคัดตัวไม่ผ่านจะได้ 500 บาท ส่วนใครผ่านจะได้ 1,000 บาท คุณอาจะเลือกเด็กหน้าตาไม่สวยมาก โดยเฉพาะเด็กที่ฐานะยากจน เพื่อส่งเสียให้เรียนต่อ
สำหรับข้อหาฐานเป็นธุระจัดหา...ตั้งตัวเป็น "แม่เล้า" นั้น น้องหญิง ปฏิเสธว่า
"หนูอายุแค่ 23 ปี เด็ก 17-18 ปี ที่ไหนมันจะเชื่อหนู อย่างมากก็แค่ชักชวนเพื่อนๆ ที่เจอกันตอนร่วมงาน แลกเบอร์เผื่อเวลามีลูกค้าแนะนำกัน ใครเดือดร้อนก็ช่วยเหลือ แต่ก็รู้ดีว่าแก้ตัวไม่ขึ้น เพราะเงินล่อซื้อมันคามือหนูอยู่ แต่ยืนยันได้ว่าเด็กทุกคนไม่มีใครถูกบังคับ ทุกคนเต็มใจหมด"
น้องหญิง เล่าว่า ชีวิตเด็กที่ถูกจับแต่ละคนน่าสงสารมาก บางคนพ่อแม่ตายหมด ต้องเลี้ยงดูน้องสาวที่เป็นใบ้ตามลำพัง เลยต้องขายตัวตั้งแต่ ม.ต้น เพราะความจำเป็นบีบบังคับ
"ผู้หญิงที่ไหนอยากจะเสียตัวให้ผู้ชายที่ไม่ใช่คนที่ตัวเองรักฟรีๆ ล่ะพี่ หนูเองก็มีแฟน ก่อนที่จะถูกจับเขาไม่เคยรู้ว่าหนูขายตัว แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว หนูก็เสียใจเหมือนกัน แต่ทำไงได้ในเมื่อเราไม่มีเงิน อีกอย่างพี่สาวที่เป็นญาติกันเขาเพิ่งเรียนจบกำลังตกงาน หนูเลยต้องแบ่งเงินให้เขาใช้ แถมต้องให้น้องชายอีก 2 คนด้วย ใครขออะไรหนูให้หมดเพราะเงินมันได้ง่าย แม้ว่าหนูต้องฝืนใจทำงานบ้างในบางครั้ง"
น้องหญิง แฉด้วยว่า บ่อยครั้งแขกของเธอมักอ้างว่า เป็นตำรวจระดับผู้กำกับหรือสารวัตร แต่เธอไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเป็นตำรวจ "จริง" หรือ "ปลอม" เพราะแต่ละคนจะเก็บงำชื่อเสียงเรียงนามอย่างมิดชิด กลัวเรื่องจะลามมาถึงตัวเอง!
ลัลลาถามว่า กลัวเพื่อนที่เรียนด้วยกันรู้ความจริงไหม? น้องหญิง ตอบว่า กลัวเหมือนกัน แต่คงไม่มีใครรู้เพราะหน้าตาไม่ได้สวยอะไรมากนัก ไม่เหมือนเด็กมหาวิทยาลัยเอกชนดังๆ ที่มีแต่สวยๆ ทั้งนั้น ด้วยความเจียมตัวเลยต้องยอมทำงานเฉพาะย่านปากเกร็ดบ้านตนเองเท่านั้น
"หนูไม่รู้เหมือนกันว่า สถาบันที่หนูเรียนอยู่ จะมีใครทำอาชีพเดียวกันหรือเปล่า เพราะคงไม่มีใครยอมเปิดตัว แต่สำหรับหนู ป่านนี้เพื่อนคงรู้หมดแล้ว เสียดายอุตส่าห์ส่งตัวเองมาจนใกล้จบ แต่พอเจอคดีแบบนี้ก็จบกัน"
เธอ บอกด้วยว่า เพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนดังๆ มีเสี่ยเลี้ยงเยอะแยะ ได้เงินดีด้วย แค่ไปเดินควงแขนกันตามห้างก็ได้เงินครั้งละ 2,000-3,000 บาท ถ้ามีอะไรกันก็ยิ่งได้เยอะ พวกนี้ต้องเอาเงินไปซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง พยายามอัพตัวเองเพื่อให้ดูดี ถูกใจแขกกระเป๋าหนักอยู่ตลอด
สำหรับบทสัมภาษณ์น้องหญิง ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่เขาพูด มันเกิดกับชีวิตเขาจริงๆ หรือเพียงแค่แต่งเติมให้รู้สึกว่า "จำเป็นที่ต้องประกอบอาชีพนี้" ยังมีนักศึกษาสาวอีกหลายคนที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อนความสบาย ยอมเป็นบ้านเล็กของบรรดาเสี่ยทั้งหลาย ให้เขาซื้อคอนโดและรถหรูให้ขับ .... มันเป็นค่านิยมไปแล้วค่ะ อยากได้อยากมี อยากแข่งขันกันใช้ของแพงๆซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีเลย คงโทษผู้ปกครองของเด็กไม่ได้ เพราะบางคนเกิดมาในพื้นฐานครอบครัวที่ดี แต่มาเสียเพราะความเป็นตัวเอง ..... ใครจะรู้ บางทีคนรอบข้างของคุณอาจจะกำลังประกอบอาชีพนี้อยู่ก็เป็นได้นะค่ะ