พิมพ์หน้านี้
|
คุณพ่อก้านมะยม คุณพ่อของผมมีอาชีพรับราชการครับ ระบุชัดในบัตรประจำตัวว่า อาจารย์ใหญ่ ก่อนหน้าจะรู้แน่ว่าพ่อเป็นครู ผมจำได้ว่าพ่อทำงานเป็น ภารโรง ซึ่งนั่นเป็นคำบอกเล่าของแม่ที่ถ่ายทอดมายังผมโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือนายหน้าคนไหน ด้วยวัยเด็กขนาดประถมศึกษาตอนต้น ผมจึงเชื่อสนิทใจ ว่าพ่อเป็นภารโรงจริงๆ (ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าภารโรงคืออะไร) และถึงแม้เป็นสิ่งที่แม่พูดพร้อมอาการกลั้วหัวเราะ กับกลุ่มเพื่อนๆก็ตาม สถานที่ที่ผมใช้เป็นเวทีพูดกับใครต่อใครบ่อยที่สุด และอย่างเต็มปาก เต็มคำว่า พ่อทำงานเป็นภารโรงครับ!! คือ สำนักงานที่แม่ทำงานอยู่ ด้วยเหตุ ที่โรงเรียนของผมอยู่ใกล้กับที่ทำงานของแม่ เด็กประถมในตอนนั้นอย่างผม จึงตามติดแม่มานั่งเล่น วิ่งเล่น เดินเล่น (แต่นอนหลับจริง) ที่สำนักงาน ทุกวันจะเว้นก็แค่วันหยุดราชการ ประโยคอวดอ้างสถานะของพ่อข้างต้น จึงตกหล่นเรี่ยราดอยู่ทุกพื้นที่รอบอาณาบริเวณสำนักงานแห่งนี้ พ่อเป็นภารโรงครับ!!! จำได้ยิ่งกว่าแม่น ผมพูดอย่างชัดเจน รวดเร็ว และทุกครั้งที่พูดจบ ผมยิ้มกว้าง ☼ เมื่อผมโตขึ้น เข้าสู่ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ผมสามารถ บอกกับใครต่อใครได้เต็มปาก และอย่างถูกต้องเสียทีว่า พ่อเป็นครูใหญ่ (มันฟังดูดีกว่าอาจารย์ใหญ่ในบัตรประจำตัวเป็นไหนๆ) มันเท่นะ มันฟังดูพิเศษ ยิ่งใหญ่ เสริมสร้างความรู้สึกยืด ให้กับทุกสัดส่วน ของผู้บอกเล่าเป็นอันมาก สงสัยอยู่ว่าผมรู้สึกอย่างนั้นได้อย่างไร? ทั้งที่ไม่เคยไปโรงเรียน ที่พ่อทำงานเลยแม้สักครั้ง ไม่เคยเห็นพ่อสอนหนังสือเด็กๆสักหน ไม่เคยเห็นการประชุมครู หรือทำกิจกรรมใดๆก็แล้วแต่ในโรงเรียนทุกโรง กับพ่อซึ่งเป็นครูใหญ่ และคงเพราะความเป็นครูของพ่อ ท่านจึงนำเอา แบบปฏิบัติ ของครูมาใช้กับผมในหลายๆเรื่อง ที่โดดเด่นเหลือหลายจนผมจำได้ไม่มีวันลืม คือ รสไม้เรียวของครู เปล่าหรอกครับ พ่อไม่เคยตีผมด้วยไม้เรียว หรือไม้หวายขนาดเท่า นิ้วกลางของมนุษย์ตัวโตเต็มวัย แต่ที่พ่อใช้กระหนาบน่องของผม ทุกครั้งที่ผมทำตัวเป็นสิ่งมีชีวิต ที่ชอบกระโดดออกนอกกรอบของคำว่า เด็กดี ( ไม่ดื้อรั้น ขยันอ่านหนังสือ ช่วยพ่อแม่ทำงาน ทำการบ้านทุกครั้งที่มี รักษาสมบัติส่วนตัวเป็นอย่างดี เช่น ยางลบ ดินสอ ไม้บรรทัด และ ฯลฯ ) คือ กิ่งก้านขนาดยาวไม่เกินศอกครึ่ง และเส้นรอบวง ไม่โตกว่าสายไฟของหม้อหุงข้าว แต่รสสัมผัสบนผิวกาย ที่มันทิ้งไว้นั้น มัน..ช่าง.. ปวด แสบ แปลบ ร้อน ร้าว ผมพูดได้เต็มปากว่า มันคือสัญลักษณ์ของความซาดิสท์ ยิ่งกว่าศึกอัศวินดำ ไม่อยากเจอแต่หนีไม่พ้น ไม่อยากทน แต่ต้องกัดฟัน มันคือ กฎ กติกา มารยาท และมันเป็น อีกหลายนิยามที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตวัยเด็ก ที่ครอบคลุมระยะ เวลาในวัยประถมศึกษาของผมทั้งหมด ผม คุณ และใครอีกหลายคน เรียกมันว่า ก้านมะยม และผมมีความทรงจำฝังแน่นกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ ถึงขนาดแม้กระทั่ง เวลาเคลื่อนมาถึงปัจจุบัน ผมก็ไม่เคยล่วงล้ำไปในอาณาเขตของ มะยมอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยืมกิ่งก้านยาวเรียวของมะยมมาตีเด็ก การรูดใบอ่อนมาชูรสอร่อยในแกงเลียง การปลุกประสาทให้สะดุ้งไหว กระเด้งพ้นจากความง่วงงุน ด้วยรสเปรี้ยวซ่านจัดจ้านของลูกมะยม ทั้งชนิดสดจากต้นหรือในแบบดองเค็ม แม้กระทั่งหลบเร้นกาย ใต้ร่มเงาของมะยมใหญ่ ยามแดดร้อน ผมโดนพ่อตีด้วยก้านมะยมตั้งแต่ประถมหนึ่งจนถึงประถมห้าผมล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของมะยมมาหนึ่งครั้ง เป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิต มะยมสูงใหญ่ขนาดอนุญาตให้เด็กปีนได้สบายๆ ในความทรงจำ ของผมนั้น หยัดต้นยืนเด่นอยู่บนลานดินข้างบ้านสองชั้นของครอบครัว ใกล้กันกับมะยม มีส้มโอเป็นหมัน (ไม่เคยมีลูกให้กินเลยตลอดอายุขัย) หนึ่งต้นที่สูงพอกัน จากนั้นถัดออกไป รายรอบด้วยกล้วยหลายกอ มะละกอหลายต้น ปลูกเคล้าคละปะปนด้วยสมุนไพร ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว หน้าและหลังบ้านมีมะพร้าวอีกขอบรั้วละสามต้น ร่มรื่นน่าอยู่ไหมครับ? ยังไม่หมดเท่านี้ ไม้ดอกสารพัดทั้งชนิดดอกงามและดอกหอม เราก็มี เยอบีร่า , คุณนายตื่นสาย , เทียน , กุหลาบ , มะลิ , กล้วยไม้ เบญจมาศ,ดาวเรือง , การเวก , สายหยุด กระทั่งในบางฤดู ยังเพิ่มความลานตาด้วยพวงพู่ย้วยสวยของข้าวโพด ที่เพิ่งแทงฝัก ผมไม่ทราบหรอกครับ ว่าในตอนนั้น ผมรู้สึกรัก ถนอม หวงแหน พันธุ์ไม้สารพัดสกุลเหล่านี้หรือไม่ และหากจะกระชับให้ตรงประเด็น คือ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกอะไรบ้างไหม กับเพื่อนร่วมรั้ว ที่เห็นจนชินตาบรรดานี้? นอกจากชอบวิ่งเล่นในแดนดงของพวกเขา ผลุบตรงโน้นโผล่ตรงนี้ แล้วก็แวะคลึงกระเปาะเมล็ดของต้นเทียน ที่เต่งเต็มที่ เพื่อรอดูวินาทีที่กระเปาะแยกตัวปล่อยเมล็ดสีดำเล็กๆ ร่วงพรูลงดิน เพื่อโตเป็นต้นเทียนดอกสวยต่อไป นอกจากต้นเทียนก็มีพู่ข้าวโพดที่ผมชอบจับเล่น ไม่เว้นกอกล้วยขนาดใหญ่ที่ผมกระโดดทิ้งตัวใส่อยู่เนืองๆ ประมาณว่าผมยึดเอาแทบทุกต้นเป็นเพื่อนเล่นหมดเลย ละไว้เพียงหนึ่ง คือ มะยมต้นนั้น ผมโกรธมันมาก ความคับแค้นของผมแล่นลามตั้งแต่ปลายรากแก้ว ยันยอดใบอ่อน ผมไม่รู้ว่าใครไปปลูกมันไว้ ไม่เคยใส่ใจว่า มันจะโตไปถึงไหน ลูกดกหรือไม่ และรสชาติของมันจะหวาน อย่างที่แม่เคยคุยให้ฟังจริงหรือเปล่า ผมไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น รู้แต่ว่ามันจี๊ด...ส์ เพราะมันทำให้ผมเจ็บ เมื่อผมดื้อ ทำเป็นหูตึง ไม่กินข้าว เล่นเพลินไม่ยอมเข้าบ้าน ทำของเล่นกระจัดกระจาย ดินสอหาย ลืมไม้บรรทัด การบ้านไม่เสร็จ ฯลฯ พ่อจะปลิดก้านมะยมมาครั้งละเต็มกำมือหลวมๆ รูดใบออกช้าๆ เลือกมากระชับในอุ้งมือทีละก้าน ก่อนออกคำสั่ง ยืนหันหลัง มือ กอด - อก หลังจากนั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างผม ก้านมะยม และแรงมือพ่อ นับไม่ถ้วนครั้งที่น้ำตาหลากไหล แหกปากร้องไห้ด้วยแสบเนื้อน่อง นานวันเข้า ผมมองต้นมะยมข้างบ้าน ด้วยความรู้สึกโกรธ โกรธ และโกรธ เป็นความโกรธสะสม ชนิดฝากประจำ ซ้ำยังอุดมด้วยดอกเบี้ย มันถูกหยอดเก็บในกระปุกอารมณ์ของผมทุกครั้งที่โดนหวด เจ็บมากหยอดมาก แต่ถึงเจ็บน้อยก็ยังหยอดมากอยู่ดี เพราะมันโกรธ จนเข้าเนื้อเสียแล้ว ไม่มีทางผันเป็นอื่น ผมเคยวิ่งไปหลบหลังแม่ ก็เพราะเมื่อประสบการณ์ของการโดน เพิ่มมากขึ้น ผมเริ่มคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ว่าการกระทำใดของผม จะส่งผลให้พ่อเดินรี่ไปที่ต้นมะยม และเมื่อเหตุนั้นเกิด ผมจะฉวยจังหวะวิ่งปร๊าดไปหาแม่ และกระชับสองมือแน่นที่ชายผ้าถุง หนึ่งปากก็ลนลานร่ำร้อง ขอความคุ้มครอง สองเท้าเต้นเร่าๆขอความเมตตา. ได้ผลครับหวังผลได้สูง.. ประมาณเก้าจุดเก้าเก้าในสิบครั้งที่ผมไม่รอด แม่ยังช่วยไม่ไหวแล้วเด็กประถมอย่างผมจะหวังพึ่งใครได้อีก นอกจากตัวเอง ดังนั้น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย ผมจึงคว้ามีดพร้าเดินหน้า เข้าหามะยมต้นนั้น ในบ่ายวันที่พ่อไม่อยู่บ้าน เมื่อได้ระยะ ผมก็กระหน่ำ คมพร้าลงไปที่โคนต้นมะยม สุดเหนี่ยวเต็มเรี่ยวแรงของเด็กสิบเอ็ดขวบ สำนวน รงค์ วงษ์สวรรค์ บอก.. ในรอไม่เกินนาน พ่อกลับถึงบ้าน ในที่เกิดเหตุ พ่อเห็นต้นมะยมนอนแอ้งแม้ง ใบร่วงเกลื่อนกลาด เนื้อไม้ขาวเว่อกระจุยกระจาย ซึ่งใครมาเจอคงเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็น แรงงานเด็ก ด้วยจากสภาพบอบช้ำนั้นมีรอยฟันนับไม่ถ้วนแผล แถถากไปมากินพื้นที่กว้างเกือบศอกจากจุดตัดโค่น หลังจากล้มมะยมคู่ปรับต้นแสบลงได้ ผมวิ่งจี๋ขึ้นห้องนอนใส่กลอน กดล็อคลูกบิดปิดประตูแน่นหนา ใจเต้นตูมตามกลัวพ่อจะโกรธ และตามมาลากตัวไปลงโทษด้วยก้านมะยมเหมาต้น แค่สี่ถึงห้าก้านก็แทบวายปราณ ถ้ามากันหมดตั้งแต่โคนถึงยอด แม่คงต้องคลอดลูกคนใหม่แหงๆ ขณะที่นั่งขดตัวเหงื่อไหลอยู่มุมห้องปลายเตียงนอน ผมคิดไปเรื่อย ว่าถ้าผมเป็นพ่อ ผมจะไม่ลงโทษลูกเจ็บๆแบบที่พ่อทำแบบนี้ แต่จะใจดี กับลูกมากๆ ไม่ดุถ้าลูกวิ่งเล่นไกลบ้านไปสักหน่อย และยังรวมถึง ถ้าลูกแกล้งหูตึงหรือขี้เกียจทำการบ้าน ไม่เหลาดินสอ ทำยางลบหาย หาไม้บรรทัดไม่เจอ ก็ทุกเรื่องที่ทำให้ผมโดนตีนั่นล่ะถ้าผมเป็นพ่อเสียเองนะ ผมจะไม่ทำอย่างที่พ่อทำแน่นอน ขอสัญญาด้วยเกียรติของลูกเสือสำรอง อา-เค-ร่า เราจะทำดี เราจะไม่ตีลูก ผมไม่ทราบว่าตอนที่พ่อเรียนชั้นประถม พ่อได้เรียนวิชาลูกเสือ หรือเปล่า แต่คิดว่าคงจะไม่ เพราะไม่อย่างนั้น พ่อคงไม่ตีผม ด้วยก้านมะยมอยู่เรื่อยๆ นั่งไปนานเข้าก็ยิ่งกลัวมากขึ้น อีกประเดี๋ยว ถ้าแม่เรียกให้ลงไปกินข้าว ผมจะทำไง? วิ่งหนีดีไหม? หรือจะค่อยๆย่องไปแอบตรงส่วนไหนของบ้าน .ผมรู้สึกมือเย็นเท้าเย็น ริมฝีปากสั่น มองเห็นภาพตรงหน้าไม่ชัด เพราะเริ่มง่วง แต่ผมจะหลับไม่ได้ ถ้าหลับไปแล้วเกิดพ่อเข้ามาในห้องได้ ผมจะวิ่งหนีอย่างไร? ผมพยายามถ่างตาให้กว้างจะได้ไม่หลับ แต่ที่นอนตรงหน้านี้ก็น่านอนเหลือเกิน หมอนข้างขี้ดำของผม อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือถึงนี่เอง ผมชอบนอนกอดหมอนข้างมาก มันนุ่มๆหยุ่นๆ และเย็นๆ ในเวลากลางคืน ถ้าผมเว้นระยะ การกอดมันไปสักพักแล้วกลับมากอดใหม่ หมอนข้างใบเก่ง จะเปลี่ยนเป็นเย็นน่ากอดขึ้นอีกเป็นกอง แม้สภาพของมันจะหมอง คล้ำ ดำด่าง (ผมไม่ชอบหมอนข้างที่สวมปลอกหมอน) บิดเบี้ยว และบอบบาง (ผมกอดมันมานานหลายปีติดกัน รัดและฟัดเล่นในหลายโอกาสจนเนื้อนุ่นหน่ายหนี) แต่บนเตียงนอนนี้ มันคือความสุขสบายที่บอกไม่ถูกของผมจริงๆ จึงไม่แปลกที่แม้จะต้องเดินทางไปค้างคืนที่บ้านญาติ ทั้งในและต่างจังหวัด ผมก็ต้องพกหมอนขี้ดำประจำตัวใบนี้ไปด้วยทุกครั้ง และนี่ก็เป็นอีกเรื่อง ที่ทำให้พ่อร่ำๆจะระบำก้านมะยมในมือ ยังดีที่แม่ปรามไว้ ผมจึงรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ครั้งนี้ล่ะ? ผมจะต้องเจออะไร? ในอีกไม่กี่อึดใจ ก่อนเปลือกตาของผมจะปิดลง กอดหมอนคู่ใจไว้ และหลับไหลอย่างแสนสุข ทิ้งพ่อ ความกลัว ไว้เบื้องหลัง รวมทั้ง . มะยมต้นนั้น. Madman ไอ้บ้า
|