พิมพ์หน้านี้
|
เป็นการย้อนเวลากลับไปตอนต้นปี กับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ผมกลับบ้านในวันที่ 23 ธันวามคม 2550 ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้งใหญ่ที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ การเลือกกลับบ้านวันนี้ เหตุผลก็เพื่อกลับไปเลือกตั้ง และถือโอกาสอยู่บ้านพักผ่อนในวันปีใหม่ ปีหนึ่ง ผมกลับบ้านไม่บ่อยนัก นับครั้งได้เลย แต่แม้จะเป็นการกลับบ้านที่มีเวลาอยู่เพียงน้อยนิดนั้น แต่ก็ทำให้ผมมีความสุขมากมายนัก ผมลืมไปเลยว่าผมมีงานอะไรอีกหลายอย่างที่คั่งค้างไว้ที่กรุงเทพ การได้เข้าวัด ทำบุญที่บ้านเกิด ได้เห็นความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายแล้ว ผมก็อดยิ้มเล็กๆ กับตัวเองไม่ได้ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย ผมยังจำมาเป็นแบบอย่างของผมในทุกวันนี้ และรอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจ ผมก็ไม่เลยลืมที่จะเอาใช้ในทุกๆ วัน อาทิตย์กว่าๆ ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ผมมีความสุขทั้งทางกายและทางใจ ทางกายนั้นมีความสุขกับการได้กลับมาทานกับข้าวฝีมือแม่ที่แสนจะอร่อย สำหรับความสุขทางใจก็การได้เข้าวัด ทำบุญ และได้ปรนนิบัติหลวงปู่ ผมตัดสินใจกลับมากรุงเทพวันที่ 1 มกราคม 2551 ในตอนเย็น เพราะด้วยเอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้งว่า ปีใหม่ต้องเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ พร้อมกับตั้งความฝันให้ใหญ่กว่าเดิม ผมกลับมาสางงานเดิมที่ค้างเอาไว้ ค่อยๆ ไล่เก็บไปทีละงานๆ จนกระทั้งมาถึงวันที่ 3 มกราคม 2551 แต่แล้วก็มีเรื่องที่ผมก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องมีเรื่องที่ทำให้คนสองคนที่รู้จักกันมาต้องมีอันถึงกาลอวสาน เรื่องเล็กๆ แต่กลายเป็นประเด็นที่ใหญ่โต ความไม่เข้าใจในเหตุผลของแต่ละฝ่าย ได้ส่งผลให้เรื่องไม่สามารถจะลงเอ่ย ด้วยความสุขสวัสดิ์ แต่กลับเป็นเชื่อไฟให้อีกฝ่ายต้องลุกโซนเกินระงับเพลิงที่ร้อนระอุ งานที่รับมาทั้งหมดในมือผมนั้น มากพอที่จะทำให้ผมนอนน้อยกว่า 6 ชม. ต่อวัน งานเร่ง ทุกอย่างบีบรัด ผมหายใจไม่สะดวก แต่กลับอีกฝ่ายมองว่า ควรจะรับงานเพ่ิมมาเพราะเป็นงานพี่สาวที่รู้จักมักคุ้น และการกล่าวหาที่ไม่ยุติธรรมว่าผมไม่ติดต่อกลับไปหาลูกค้า ไม่สนใจลูกค้า ทำให้ตัวเองเสียหน้า ที่รับงานมาแล้ว ผมไม่สานต่อ ฟังดูเหมือนผมจะเป็นฝ่ายผิด แต่ก็ให้ผมได้อธิบายบ้าง งานที่ได้ไปคุยไว้นั้น ลูกค้าเหมือนจะไม่สนใจแล้ว ลูกค้าบอกจะติดต่อกลับมา แต่แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกลับมา ด้วยความที่ผมหัวฟูอยู่แล้ว ผมไม่ได้ติดต่อกับ และเมื่อเลยเวลานั้นมาหลายวัน ก็คิดเอาว่า ลูกค้าคงไม่สนใจที่จะมอบงานนั้นมาให้ทำแล้ว เรื่องมันแดงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่ออีกฝ่ายได้คุย MSN กับทางลูกค้าสอบถามถึงความคืบหน้า แล้วลูกค้าบอกว่า ผมหายไปเลยไม่ติดต่อกลับไป ผมแย้ง ว่าลูกค้าบอกจะติดต่อกลับมา แล้วก็เงียบไป ผมก็คิดว่างานนี้ cancel ไป แต่ถ้าบอกว่าผมหายไปเลยก็คง ใช่ เพราะงานผมยุ่งจนไม่อาจจะให้ความสนใจงานอื่นในขณะนั้นได้ ต่างคน ต่างยืนในพื้นที่ของตัวเอง สุดท้ายจบลงไม่สวย สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากประสบการณ์ตรงนี้มีค่าสำหรับผมมาก การมีเหตุและผลคือส่ิงที่สำคัญ อารมณ์ที่พุ่งพรวดพาดของอีกฝ่ายทำให้ผมได้เรียนรู้การรับมือในสถานการณ์อย่างนั้น มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งในตอนนั้นว่า คนไทยทำงานเป็นทีมไม่เป็น ก็ได้เข้าใจแล้วว่าทำไม เราเอาความเป็นส่วนตัว ความคิดเห็นส่วนบุคคลมาปนกับงาน ใช้วิธีของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ยอมรับเหตุผลที่เหมาะสม กลัวจะเสียหน้า กลัวว่าการยอมรับทำให้ตัวถูกลดคุณค่าลง ความคิดเหล่านี้แหละที่ทำให้ผมต้องระวังเอาไว้ บทสรุปของวันนั้น ผมกลายเป็นสัตว์สี่ขาหน้าเกียจของอีกฝ่าย แต่ผมกลับมองอีกฝายเป็นบันไดอีกขั้นที่ทำให้ผมก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หวาดหวั่นและเกรงกลัวต่อคำว่าอุปสรรค แม้ Office จะถูกปิดลงไป ความฝันของผมใช่จะหยุดอยู่แค่นั้น ผมยังรักและบูชามันเช่นเดิม พร้อมกับกอดมันให้แน่นกว่าเดิม เมื่อโชคชะตาเล่นตลก แต่ผมไม่ขำ
|
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||