วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม 2551
พรรคร่วมรัฐบาลหายไปไหน? ทำอะไรอยู่?
Posted by
มาลีรัตน์
,
ผู้อ่าน : 522
, 09:55:01 น.
พิมพ์หน้านี้
|
พรรคร่วมรัฐบาลหายไปไหน? ทำอะไรอยู่?  สมัยเด็กๆผู้เขียนมีโอกาสท่องตำราว่า รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ แค่นี้จริงๆ ไม่รู้ว่าเนื้อหาเป็นอย่างไร มีผลต่อเราอย่างไร ไม่รู้ ไม่เห็นทั้งนั้น อย่าว่าแต่จะให้เข้าใจเลย ได้จับรัฐธรรมนูญครั้งแรกก็ประมาณวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 สิบกว่าปีมานี้เอง พอได้จับก็แยกหมวดหมู่ทำความเข้าใจเป็นเรื่องๆ แม้จะตีความถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ได้ตระหนักว่า รัฐธรรมนูญมีความสำคัญมากเพราะเป็นแม่บทของกฎหมายทุกฉบับที่ออกมาใช้บังคับเราทุกคน ต่อมาในปี 2539 มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 211 นั่นหละ ผู้เขียนจึงมีบทบาทในการช่วยประสานให้สมาชิกรัฐสภาลงมติ ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 99 คน โดยมาจากจังหวัดละ 1 คน และมาจากนักวิชาการ สาขารัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ 23 คน หลังจากนั้นเมื่อคุณบรรหารยุบสภาวันที่ 27 กันยายน 2539 กลุ่มผู้หญิงได้เตรียมจัดเสวนา เพื่อทำความเข้าใจการร่างรัฐธรรมนูญ และผลักดันให้ผู้หญิงมีโอกาสเข้าร่วมร่างรัฐธรรมนูญ โดยจัดเสวนาในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2539 พร้อมกับร่วมก่อตั้งเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญในวันเดียวกัน ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหว เสนอประเด็นที่ต้องการ ร่วมสัมมนา ร่วมเกาะติดการร่างรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 อันเรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จนมาถึงเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 (ขอเว้นการกล่าวถึงสาเหตุ) จากนั้นนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญ โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) มีกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แล้วนำมาเป็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2550 สุดท้ายเป็นการลงประชามติของประชาชนทั้งประเทศว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งประชาชนลงมติรับร่างด้วยคะแนนเสียงกว่า 14 ล้านเสียง ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผู้เขียนและ อดีต ส.ว.2543 หลายสิบคนก็มีส่วนร่วมนำเสนอสิ่งที่เราเห็นว่าดีๆ มีความเคลื่อนไหวสนับสนุนและคัดค้านในหลายประเด็น ที่สำคัญ ผู้เขียนมีโอกาสออกไปจัดเวทีเสวนาประมาณ 32 เวที ในขอบเขตทั่วประเทศ แม้จะมีหลายมาตราที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่ชอบใจ และแม้ว่าผู้เขียนจะเป็นนักการเมือง แต่ยินดีสนับสนุนเรื่องการตรวจสอบนักการเมืองทั้งกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งโดยสุจริต และการตรวจสอบนักการเมืองระหว่างดำรงตำแหน่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 มีจุดเด่นมากในเรื่องเหล่านี้ ในเวทีเสวนา ทีมเรา(ขบวนผู้หญิงกับการปฏิรูปการเมือง) นำมาตราต่างๆในรัฐธรรมนูญให้ประชาชนอ่านและแบ่งกลุ่มเสนอความคิดเห็น ผู้ร่วมเสวนาชอบใจมาก ทั้งในหมวดสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของประชาชน และการตรวจสอบนักการเมือง  หลังการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ประกาศว่าจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 เดือนก่อนรัฐบาลจะครบวาระ ผู้เขียนคิดว่าดี อย่างน้อยก็ใช้ไปครบวาระของส.ส. แต่เมื่อคุณยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา ถูก กกต.มีมติให้ใบแดง คุณสมัคร กลับประกาศว่าจะแก้ไขรัฐธรรรมนูญ มาตรา 237 เพียงมาตราเดียวทันที แม้จะมีคนเขียนถึงกันมากแล้ว แต่เพื่อความสมบูรณ์ของบทความนี้ ผู้เขียนขอขยายความตามความเข้าใจของคนธรรมดาสามัญว่า มาตรา 237 เป็นมาตราสำคัญเพื่อป้องกันกระบวนการทุจริตในการเลือกตั้ง จึงระบุไว้ว่า หากกรรมการบริหารพรรคทำทุจริตในการเลือกตั้ง ต้องยุบพรรคการเมืองนั้น โชคดีที่การเขียนรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีการบันทึกเจตนารมณ์ไว้ ผู้ชำระเจตนารมณ์มีอาจารย์เดโช สวนานนท์ รองประธานสสร.คนที่สองเป็นประธาน มีนักประวัติศาสตร์ มีนักวิชาการคนสำคัญหลายคน ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเพียงท่านเดียวสะท้อนถึงกรรมาธิการทั้งชุดว่ามีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเพียงใด ก็คือคุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ตามดูบันทึกเจตนารมณ์ของมาตรานี้ รัฐธรรมนูญนี้ ต้องการให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบร่วมกัน ถ้าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค เพียงแต่ปล่อยปละละเลยให้ทำผิด ต้องถูกยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ด้วยความหวังว่าจะทำให้เกิดความเกรงกลัวไม่กล้าทำผิด แต่ก็ปรากฏจากหลักฐานและนำมาสู่การวินิจฉัยของกกต.ว่ามีกรณีทำผิดตามมาตรานี้จาก 3 พรรค คือ พรรคชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย และ พลังประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอน กระบวนการพิจารณาคดีซึ่งอาจถูกตัดสินให้ยุบพรรค การเสนอให้แก้ รธน.มาตรา 237 ทันที หลังจากคุณยงยุทธ ถูกวินิจฉัยให้ใบแดง จึงคิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก เพื่อหวังผล ให้พรรคพลังประชาชนพ้นจากการถูกยุบพรรคนั่นเอง จึงเป็นประเด็นการใช้อำนาจ เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด ทำให้ตัวเองได้ประโยชน์ มากกว่าแก้ไขเพื่อความถูกต้องดีงามของบ้านเมือง หลังจากนั้น ส.ส.พรรคพลังประชาชน ก็เคลื่อนไหวประกาศจะแก้ มาตรา 309 เพิ่มขึ้นรวมเป็น 2 มาตรา เนื้อหาของมาตรา 309 ที่บัญญัติสรุปได้ว่า บรรดาการใดๆที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ นัยสำคัญของมาตรา 309 คือ รับรององค์กรต่างๆ และกระบวนการการทำหน้าที่ขององค์กรนั้นๆ ที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.), คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ, คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ภารกิจสำคัญ คือ การสอบสวนคดีทุจริตสมัยรัฐบาลทักษิณของ คตส.และปปช. ส่วน กกต.ก็กรณีมีมติให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา เมื่อมีการแก้ไขมาตรา 309 ก็จะทำให้การทำงานขององค์กรเหล่านั้น เป็นโมฆะ ไปด้วย ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะถูกดำเนินคดีทุจริตต่างๆ รวมไปถึงอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เพราะเมื่อกระบวนการตรวจสอบเป็นโมฆะ บุคคลดังกล่าวก็จะได้เปรียบในกระบวนการยุติธรรม ได้ประโยชน์เต็มที่ ผ่านไปแต่ละวัน แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปแบบโยนหินถามทาง มีการจะแก้เพิ่มเป็น 5 มาตรา เมื่อถูกทักท้วงมากๆ ก็บอกว่าจะแก้ทั้งฉบับโดยนำ รธน. 2540 มาใช้เป็นหลัก มีการมอบหมายให้ รมว.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชูศักดิ์ ศิรินิล เตรียมร่างรธน.ฉบับพิมพ์เขียวแล้วยกเลิก ล่าสุดก็ส่งพิมพ์เขียว ร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคพลังประชาชน ยกร่างเสร็จแล้วส่งให้พรรคร่วมรัฐบาลพิจารณา เดี๋ยวจะตั้ง สสร. วันต่อมาบอกว่าให้ ส.ส.แก้ไปเลย เดี๋ยวใช้กรรมาธิการในรัฐสภา ทั้งหมดนี้ทำให้เข้าใจเจตนาชัดเจนขึ้นว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อใคร? วันนี้ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร? ไม่ใช่สาระหลัก การหยิบยก รัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ขึ้นมา ก็เป็นการ อำพราง เจตนาที่แท้จริง และ ลวง ให้บุคคลภายนอกเข้าใจผิด หลงประเด็นว่าจะแก้อย่างไร?จึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง เพราะแท้ที่จริง มาตรา 237 และ 309 ต่างหากที่เป็นเป้าหมายสำคัญว่าจะต้องถูกแก้ไข วันนี้ ผู้เขียนยังไม่หมดศรัทธา ยังไม่ท้อ แม้บางแวบของความคิดจะเบื่อ อะไรจะเกิดก็เกิด บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว ให้พังกันไปข้าง แต่จิตสำนึกด้านดีก็จะคอยฉุดรั้งเอาไว้ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ติดตามบล็อกนี้มา คงสังเกตเห็นว่าผู้เขียนยังไม่เคยเขียนเรื่องรัฐธรรมนูญเลยทั้งๆที่มีความในใจมากมาย วันนี้ สถานการณ์อึมครึมมากขึ้น ผู้เขียนไม่เคยเห็นด้วยกับการรัฐประหารไม่ว่าด้วยข้ออ้างใดๆ แต่ผู้เขียนก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์พวกมากลากไป พากันแสวงหาประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรม แก้กฎหมายเพื่อตนและพวกพ้อง พากันทำผิด ฉุดกันลงห้วย ลงเหว จึงขอมีส่วนร่วมในการกระตุกเป็นลายลักษณ์อักษร มาทวงถามความจริงใจของพรรคร่วมรัฐบาล เหตุแบบนี้ เรื่องแบบนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ 2551 อยู่ในมือพวกท่านแล้ว มันมามาเร็วกว่าที่คาด: เป็นไปเพื่อใคร? ช่วยหาคำตอบ แล้วแสดงเจตนาอย่างตรงไปตรงมา และด้วยความจริงใจ ด้วยความรับผิดชอบต่อคำถามของพวกท่านที่มีก่อนเข้าร่วมรัฐบาล อย่าให้พลเมืองไทยต้องถามหาว่ามีพรรคร่วมรัฐบาลไหม? หรือวันนี้ประเทศไทยมีพรรคเดียว หัวหน้าพรรคคนเดียวบริหารประเทศ ก็บอกมา เราจะได้เตรียมความคิดอีกแบบ .....
**************
|