วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม 2551
เปิดพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ ฉบับพิฆาต ปปช. กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ
Posted by
มาลีรัตน์
,
ผู้อ่าน : 424
, 23:07:46 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เปิดพิมพ์เขียวร่างรัฐธรรมนูญฉบับพิฆาต ปปช., กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เอ็นทรี่ ก่อนหน้านี้ได้เขียนเรื่องความเป็นมาของการอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ของพรรค พปช. จบด้วยถามหาความรับผิดชอบหรือท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลว่าเป็นอย่างไร? หายไปไหน? วันนี้ เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกเข้าไปอีก จึงขอพูดถึงเนื้อหาของพิม์เขียวร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๑ (ปีใส่เองค่ะเพราะต้องเป็นปีนี้แหละ) ที่พรรคพปช. ยกร่างแล้วเสร็จพร้อมกับส่งให้พรรคร่วมรัฐบาลนำกลับไปพิจารณานั้น เนื้อหาคงหมวด ๑-๒ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ไว้ ส่วนหมวดที่ ๓-๑๒ นำของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาใช้ รวม ๓๑๓ มาตรา เท่ากับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ตัวเลขมาตราและเนื้อหาตรงกันหมด เพียงเท่านี้ มาตรา ๒๓๗ และ ๓๐๙ ของ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากก็หายไปโดยปริยาย การที่มาตรา ๒๓๗ หายไป หลังจากแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ คดียุบพรรคจะสิ้นสุดไปทันที แถมยังเป็นช่องให้ กรรมการบริหารพรรค ทรท.๑๑๑ คน คืนชีพอีกด้วย (อันที่จริงผู้เขียนน่าจะสนับสนุนมากๆ เพราะอยู่ในข่ายผู้ได้ประโยชน์ เพราะเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตย-ซึ่งเป็นพรรคที่อยู่ในข่ายถูกยุบ- ถ้ายุบกรรมการบริหารพรรคก็ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ๕ ปี-เมื่อแก้ รธน.ตามนี้ผู้เขียน จึงได้ประโยชน์โดยตรง) เมื่อมาตรา ๓๐๙ หายไป ก็เปิดช่องให้ตีความอำนาจ-สถานะของ คตส.ว่า คตส.มีความชอบธรรมหรือไม่ในการตรวจสอบสำนวนคดีที่ผ่านมา รวมทั้งหาก คตส.ต้องนำส่งสำนวนให้ศาลพิจารณานั้นจะสามารถทำได้เองหรือไม่ เพราะคตส.เป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นตามคำสั่งการปฏิวัติ ดังนั้น อาจจะมีการยื่นตีความการทำงานของคตส.ตามมา ซึ่งจะส่งผลให้มีการได้เปรียบในรูปคดี และทำให้น้ำหนักสำนวนคดีที่คตส.ดำเนินการตรวจสอบมาเปลี่ยนไป ก็จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวที่ถูกดำเนินคดีอยู่ได้เปรียบทางคดีทันที (หากไม่มี คตส.กระบวนการตรวจสอบปกติไม่สามารถดำเนินได้ เพราะอำนาจการแทรกแซง) วันนี้ เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเดินหน้าแบบทวีความเร็วเป็นหลายเท่าเมื่อส่ง ชัย ชิดชอบ เป็นประธานรัฐสภา ระหว่างที่คดียุบพรรคก็ยื้อกันไปเรื่อยๆ นอกจาก ๒ มาตราข้างต้นแล้ว ที่แสบไปกว่านั้นก็คือ บทเฉพาะกาลซึ่งมีอยู่ ๓๗ มาตรานั้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการรื้อองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ว่าฯ สตง. ที่น่าสนใจคือ ภายใน ๑๘๐ วันหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ กกต.-ป.ป.ช.ต้องพ้นตำแหน่ง รวมทั้งผู้ว่าสตง. มาตามดูบางมาตราในบทเฉพาะกาลกัน มาตรา ๑๖ ให้กรรมการการเลือกตั้งซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นกรรมการการเลือกตั้งต่อไปจนกว่าจะได้บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งตามวรรคสอง ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๒๕ ให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อไป จนกว่าจะได้บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามวรรคสอง ให้ดำเนินการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๒๖ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไป และให้คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้บุคคลดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามวรรคสอง ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน การที่วรรคสองของมาตราเหล่านี้ ระบุให้กำหนดอายุการทำงานของ กกต. ,ป.ป.ช. และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชุดปัจจุบัน มีวาระเหลือเพียง ๑๘๐ วันนั่น มาดูกันว่าทำไม เพราะอะไร เหตุผล เห็นกันชัดเจน คือ การต้องการสรรหาใหม่ภายใน ๑๘๐ วัน ก็เพื่อจะสรรหาคนของตนมารับตำแหน่งต่อนั่นเอง (ตามกระบวนการสรรหาที่กลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐-ที่มีตัวแทนพรรคการเมืองเป็นกรรมการสรรหาด้วย โดยเลือกกันเองให้เหลือ ๔ คน และทุกครั้งก็จะได้เฉพาะฝ่ายรัฐบาลเป็นกรรมการสรรหา) สำหรับ ป.ป.ช. และผู้ว่าการ สตง.นั้นยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของคตส.โดยตรง เพราะผู้ว่าการ สตง. และกรรมการ ป.ป.ช.บางคน ทำหน้าที่ใน คตส.ด้วย ที่สำคัญ ภายหลัง คตส.หมดอายุงานในวันที่ ๓๑เดือนมิถุนายนนี้ งานทุกอย่างที่ค้างอยู่จะต้องโอนไปอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามบทเฉพาะกาลที่กล่าวมาข้างต้น ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เพราะการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ระบุให้มีตัวแทนพรรคการเมืองเป็นกรรมการสรรหา ฝ่ายรัฐบาลจะส่งคนของตนเองเข้ามา เหมือนในสมัยก่อน ซึ่งก็จะทำให้ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ทำงานอย่างอิสระไม่ได้ ซึ่งก็จะเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการเมืองตามมา (รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ได้ตัดอำนาจฝ่ายการเมืองไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมสรรหาองค์กรอิสระ เช่น มาตรา ๒๓๑ เรื่องสรรหา ก.ก.ต.มาตรา ๒๔๖ วรรคสาม การสรรหา ป.ป.ช.) นอกจากนี้ ยังมีศาลรัฐธรรมนูญตามบทเฉพาะกาลร่างพิมพ์เขียว มาตรา ๑๙ ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อให้ได้มาซึ่งตุลาการรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ จนกว่าจะได้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งต้องไม่เกิน ๖๐ วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ (รธน.๒๕๔๐ ระบุมี ๑๕ คน ขณะที่ รธน.๒๕๕๐ มี ๙ คน) การสรรหาก็ต้องทำตาม มาตรา ๒๕๗ ของ รธน.๒๕๔๐ ซึ่ง กำหนดวิธีการสรรหาไว้ว่า ให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหนึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา คณบดีคณะนิติศาสตร์หรือเทียบเท่าของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ ๔ คน ผู้แทนพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็น ส.ส.พรรคละ ๑ คน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ ๔ คน เป็นกรรมการ ทำหน้าที่สรรหารายชื่อ เป็นสองเท่าเพื่อให้วุฒิสภาลงมติเลือก (วิธีนี้ พรรคการเมืองเลือกกันกี่ครั้งก็มีเฉพาะตัวแทนฝ่ายรัฐบาลจึงสามารถแทรกแซงกระบวนการสรรหาได้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ รธน.๒๕๔๐) ผู้เขียนมีความเห็นว่า กฎหมายทุกอย่างเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งที่อาจไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมือง ช่วงนั้นๆ ก็ต้องดำเนินการแก้ไขได้ ในภาวะวิกฤติของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ไม่อยากเห็นการเผชิญหน้าอันจะนำไส่ความรุนแรง ผู้เขียนขอเสนอทางเลือก ดังนี้ ๑. รอให้กระบวนการยุติธรรมเสร็จสิ้นก่อน รอให้พ้นระยะเวลาการพิจารณาคดีที่กำลังดำเนินการอยู่ในกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้ แล้วจึงดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เอาเรื่องดีๆทั้งจาก รธน.๒๕๑๗ ,๒๕๔๐,๒๕๕๐ มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากให้ที่สุด ส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคพลเมืองในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน จะดีกว่าไหม? ๒. หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญช่วงนี้จริงๆ คงมาตรา ๒๓๗,มาตรา ๓๐๙ ไว้ได้ไหม จะได้ตอบคำถามด้วยความภาคภูมิใจว่า ไม่ต้องการแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มนักการเมืองเท่านั้น ๓. หากยังดึงดันกันต่อไป ผู้เขียนเรียกร้องให้ ส.ว.ร่วมกันศึกษา นำมาตรา ๑๒๒ ที่บัญญัติว่า ส.ส.และ ส.ว. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และนำมาตรา ๒๗๐ ที่ บัญญัติว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ..... ผู้ใดมีพฤติการณ์.... ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ...... วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้.." มาดำเนินการยื่นถอดถอน ส.ส.ที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ตน ๔. ช่วยกันเผยแพร่ความรู้ ร่วมกันทักท้วงทุกรูปแบบเท่าที่จะทำได้
สุดท้าย อยากจะบอกว่า ผู้เขียนไม่ได้ทำตัวป็นองครักษ์พิทักษ์ รธน.๒๕๕๐ เพราะมีหลายเรื่องที่ไม่ชอบ เช่น ที่มา ส.ว. แต่อยากถามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กระดี้กระด้าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนักหนานั้นว่า คุณผ่านการการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ส.ส.ได้ประมาณเกือบ ๖ เดือนแล้วนับจากวันเลือกตั้ง แต่วันนี้ยังไม่สามารถตั้งกรรมาธิการสามัญประจำสภา เพื่อทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน ทำหน้าที่ควบคุม กำกับดูแล การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ถามว่า ทำไมต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเสมือนคลอดคุณมา ถ้ายังไม่แก้รัฐธรรมนูญวันนี้ แก้ปีหน้า ใครจะล้มหายตายจากอย่างนั้นหรือ? ยิ่งได้ดูพิมพ์เขียวของร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๑ ก็ยิ่งอยากถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ? ทำไมต้องขายความเป็นอิสระของตัวเองปานนั้น แก้ไขเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? จริงๆแล้วความตั้งใจตอนเริ่มต้นเขียนเรื่องนี้ ประสงค์แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้รับมาจากสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลบางคนเท่านั้น แต่เมื่อเขียนไป เขียนไป ต้องยอมรับว่า ยิ่งรู้ ยิ่งเข้าใจ ยิ่งห่วง จึงออกมาเป็นแบบนี้ ผู้เขียนพร้อมและน้อมรับความคิดเห็นทุกอย่างจากเพื่อนร่วมชุมชนแห่งนี้ อยากรู้ อยากเข้าใจ ความคิดเห็นของเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆร่วมชุมชนนี้ ช่วยอ่านกันด้วยนะคะ..... ขอบคุณบล็อกเกอร์กิตตินันท์ที่ช่วยทำแผนภูมิให้ ขอบคุณทุกแหล่งข้อมูล
|