พิมพ์หน้านี้
|
วอน ลมพัดพา เป็นเพลงที่พวกเราชอบกันมาก เพราะสละสลวย วงจังหันนำมาร้อง ....ซึ่งนัยว่าผู้แต่งคำร้องต้นฉบับได้เขียนไว้ก่อนจะผูกคอตายใต้ต้นไม้ แห่งหนึ่ง กลางทุ่งนา ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง...พี่งาดเพื่อนตัวเล็กซึ่งป่วยด้วยโรคคล้ายมะเร็งในกระดูก ซึ่งจะมีกระดูกงอกตามข้อต่อส่วนต่างๆ พี่งาดไม่เคยเลยที่เล่าความทุกร้อนของความเจ็บปวดในสังขารของตนให้เพื่อนๆฟัง มีแต่ความสบายใจและความสนุกเมื่ออยู่ใกล้พี่งาด เราจึงมักไปไหนต่อไหนด้วยกัน พี่งาดก็เหมือนเด็กหนุ่มวัยแสวงหา ผิดก็แต่ว่า ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตยืนยาวอีกเท่าไร แน่นอนไม่มีหญิงสาวคนไหนคิดจะเป็นแฟนพี่งาด ซึ่งพี่งาดก็รู้ตัวดี ถึงแม้คนเรามีสิทธิ์จะแอบชอบใครๆ แต่พี่งาดต้องคอยข่มใจ ซึ่งผมสังเกตุได้ พี่งาดชอบเปล่าขลุ่ย โดยเฉพาะในยามดึก บางครั้งในป่าเปลี่ยว บริเวณที่ผู้คนต่างพากันบอกว่าผีดุ แต่ด้วยความกลุ้มที่โปรเจคไม่เสร็จ มันกลุ้ม! และคิดไม่ออกไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร จะจำลองระบบได้อย่างไร มันระดับปริญญาเอกชัดๆ ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกว่า.คิดง่ายๆ วิธีที่คุณคิดมันระดับปริญญาเอกอยากจะจบหรือเปล่าไปหาวิธีใหม่...แต่ไม่ยักบอกว่าจะให้ทำอย่างไร คืนนั้น ในยามดึกราวตีสองกว่า ผมก็เลยออกเดิน และเดินไปเรื่อยๆคิดไปเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณที่เค้าว่ากันว่าผีดุ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย พากันเห็นโน้นเห็นนี้ แสงไฟสีส้มสาดถนนพอสลัวๆ มองไปรอบๆเป็นป่าละเมาะซึ่งอยู่ต่ำกว่าถนน บริเวณไม่กว้างใหญ่แต่ก็ไม่เล็กราวสิบไร่เห็นจะได้ รกชันและ มืดสนิท เมื่อสิ้นสุดแสงไฟ ผมเดินคิดไปเรื่อยๆอากาศรอบตัวเย็นลงจนรู้สึกได้เพราะถนนตัดผ่านป่า มีเสียงรีดเรไรร้องระงม บางครังก็มีเสียงนกร้องแกวกๆ ดังแหลมแล้วหายเงียบไป พร้อมกับความเงียบที่เข้ามาเยือน เหมือนรีดเรไรนัดกัน ไม่นานก็ดังขึ้นอีกและก็เงียบไปเป็นจังหวะ จริงๆผมเริ่มมีอาการวังเวงและเริ่มจะคิดเรื่องที่เค้าเล่ากันนิดๆ(ปากแข็ง อันที่จริงผมเริ่มจะกลัวๆบ้าง แบบกล้าๆกลัวๆทำนองนี้) สักพักผมก็ได้ยินเสียงขลุ่ยของพี่งาดลอยตามลมมา ผมดีใจดว่าเป็นพี่งาดแนน่ "อะไรกันจะมีใครบ้าเหมือนผมมาเดินเล่นในที่แบบนี้ตอนตีสอง " ผมเดินเร็วขึ้นไปยังต้นกำเนิดเสียง แต่ต้องแปลกใจ เพราะเสียงดังมาจากในป่าข้างล่างที่รกชัน ผมไม่แปลกใจนัก เพราะพวกเราชอบเข้าป่ากัน ผมเรียกพี่งาดๆดังๆ แต่ก็ไม่มีเสียงขานตอบ เสียงขลุ่ยยังคงดังอยู่ และผมแน่ใจเพลงโหยหวนรำพึงรำพันแบบนี้ เป็นเพลงที่พี่งาดชอบที่จะเป่าเสมอๆต้องเป็นพี่งาดแนน่ ผมเดินไปยังชายป่าข้างล่างเพื่อตามเสียงขลุ่ยเสียงนั่น กำลังว่าจะแวกหญ้ารกเข้าไป แต่ผมก็เริ่มได้สติ ไม่ใช่เพราะกลัวผีหรอก แต่ไม่แน่ใจหากไม่ใช่พี่งาดอาจจะไม่ปลอดภัย ผมก็ตัดใจเดินขึ้นมาที่ถนน แล้วเริ่มเดินต่อไปจนออกจากป่าละเมาะนั้น แต่มันทำให้ผมปล่อยวางและผ่านเรื่องกลุ้มในคืนนั้นมาได้ รุ่งเช้าผมถามพี่งาดว่าไปเปล่าขลุ่ยที่ในป่าละเหมาะหรือเปล่า แต่พี่งาดก็ปฏิเสธ ว่าเค้าไม่ได้ไป แต่ในใจผมคิดว่าต้องเป็นพี่งาดแนน่นอน ชอบเล่นอะไรแฝงๆหลอกพวกหนุ่มสาวที่แรงราคะมากกว่าความกลัวเรื่องผี มาพอดรักในป่าเปลี่ยว ไม่นานเราก็จบการศึกษาแยกกันไปสร้างสรรสังคมตามหน้าที่แห่งตน แล้ววันเหนึ่งเพื่อนโทรมา "ไอ้งาดมันตายแล้ว"ผูกคอตายด้วยผ้าขาวม้า ที่ข้างป่าละเมาะแห่งนั้น มีจดหมายที่จริงเป็นสมุดเล่มบางเนื้อความบรรยาย เรื่องที่ตนไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณของตาซึ่งเสียไปก่อนหน้านี้ และบทกลอน ซึ่งเป็นได้ว่าที่พี่งาดอดทนต่อสู้โรคภัย สภาพสังขานที่กระดูกงอกมาขัดข้อต่อ ทำให้เจ็บปวดเดินและขยับข้อไม่ได้ ต้องคอยผ่าตัดกระดูกที่งอกเรื่อยๆ ทั้งหมดเพื่อทดแทนและตอบแทน ผมหยุดงานและเดินทางมาที่มหาวิทยาลัยทันที เห็นเพื่อนต่างร้องให้ เพราะใครๆก็รักและสงสารพี่งาด ผมได้คุยกับพี่ชายพี่งาด ซึ่งการศึกษาไม่สูงเหมือนที่งาด ตามปะสาที่มีพ่อแม่ ตา ยายเป็นชาวนา กำลังติดต่อทางโรงพยาบาลเพื่อรับศพไปทำพิธีตามศาสนา พี่ชายพี่งาดเล่าว่า พ่อได้เสียก่อนพี่งาดเกิด พอไม่นานหลังจากที่แม่คลอดพี่งาด แม่พี่งาดก็เสียด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่งาดเป็นโรคนี้ ทำให้ผู้พี่ต้องไปอยู่กับป้า และพี่งาดก็อยู่กับตายาย เคยบอกอยู่เหมือนกันว่าถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องทำงาน พี่จะเลี้ยงเอง ซึ่งตอนหลังพอตาเสีย ก็ทำให้คิดมาก ไม่ได้ทดแทนบุญคุณไม่รู้จะอยู่เพื่อใคร ทุกวันนี้เป็นเวลาสิบกว่าปีทุกวันเกิดของผม ก็จะทำบุญให้พี่งาดด้วย เพราะทราบดีว่าการฆ่าตัวตายเป็นกรรมหนัก ที่ผ่านมาช่วงที่เค้ามีชีวิตก็เห็นชัดว่าพี่งาดนั้นรับกรรมเพียงไร ผมได้ทบทวนตัวเองเสมอ ว่าในช่วงเวลานั้นผมมักจะเล่าความมุ่งหวังเป็นความฝันที่จะสร้างสรรตนเองและสังคม ให้พี่งาดและเพื่อนๆฟัง อยู่เสมอ ผมอย่ากให้เพื่อนช่วยกันสร้างสรรสังคมสังคมที่เราอยากได้เริ่มจากเรานี้แหละ "จะเป็นเพราะผมหรือเปล่า ผมไม่รู้เลย" เพราะพี่งาดเป็นคนร่าเริง ไม่เคยแสดงความทุกข์หรือสิ้นหวังให้เห็น คนที่มีความฝันความหวัง ย่อมแตกต่างจากคนที่หวังและฝันไกลไม่ได้ คนเราก็มักจะประมาทคิดว่าชีวิตตนนั้นยืนยาว พอถึงเวลาจะตายก็เตรียมอะไรไม่ทัน ทำให้ใจเศร้าหมอง ทำให้วิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ไม่ดี
|
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||