พิมพ์หน้านี้
|
กฏหมายตรวจสอบอาคารไทย ใครเป็นคนคิด เพื่อนๆหลายคนคงไม่รู้จักกฏหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบอาคาร ผมจะแนะนำคร่าวดังนี้ เป็นกฏหมายที่สำหรับที่จะป้องกันโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการสร้างอาคาร โดยเฉพาะอาคารสูงซึ่งได้แก่อาคารที่สูงเกิน 23 ม. และอาคารขนาดใหญ่พิเศษ คือมีพื้นที่รวมกันเกิน 10000 ตร.ม. ตัวอย่างง่ายๆเช่น โรงหนังเมเจอร์ ที่รังสิตเป็นอาคารที่มีเนื้อที่เกิน 10,000 ถ้ามองดีๆในห้องดูหนังก็จะพบว่ามี สปริงเกอร์(หัวกระจายน้ำดับเพลิง)ติดตั้งไม่ครอบคุมตามกฏหมาย ไม่น่าจะสร้างตรงตามแบบ หากเกิดเพลิงใหม่ก็จะเป็นโศกนาฏกรรมขึ้น เหมือนโรงแรมที่พัทยาคนหนีไฟไม่ทันสำลักควันตายไปมาก หรือการออกแบบผิดพลาด จนเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้น เช่น โรงแรมถล่มที่โคราช หรือนำเสียที่ออกจากโรงงานหรือสถานประกอบการเกินมารตฐานทำลายสิ่งแวดล้อม เมื่อก่อนพอเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่รัฐก็จะอ้างว่า มีบุคลากรไม่เพียงพอ ในการตรวจสอบ ซึ่งก็จริง ดั้งนั้นพอเกิดบ่อยขึ้นสังคมก็ถามหาความรับผิดชอบ ก็เลยมีกฏหมายตรวจสอบ อาคารขึ้น โดยกรมโยธาธิการ ผู้ตรวจสอบอาคาร ต้องผ่านการอบรมก่อน จึงมีสิทธิ์สอบขึ้นทะเบียน มันดูเหมือนจะดีนะ 1.แต่สิ่งที่เกิดจริงคือ เป็น การหาเงินเข้าสภาวิศวกร หรือ สถาบันที่ให้การอบรม ซึ่งค่าอบรมแพงมาก ประมาณท่านละ 20,000 บาทต่อครอส แต่นั้นก็ไม่เท่าไร ผมเพียงจะบอกว่า การอบรมและเก็บเงินค่าอบรม นั้นถูกต้องหรือไม่มีสิทธิ์เก็บเงินหรือ และเงินนี้ ใครเป็นผู้ควรได้ประโยชน์ ตรงนี้ใครอยากดัง ก็ฟ้องมันต่อศาลปกครองเลยนะไอ้กรมโยธาหรือ สภาที่จัดอบรม และไม่น่าเชื่อว่า ไอ้มันสมองระดับวิศวกรจะยอมจ่ายเงินไปกับเรื่องเหล่านี้ และไม่คิดจะทำอะไรให้มันถูกต้องสมควรเค้าว่าเท่าไรก็เท่านั้น ประเทศคงจะเจริญหรอกนะ 2.กฏหมายให้เจ้าของอาคารหรือนิติบุคล ส่งรายงานการตรวจสอบโดยตรวจสอบใหญ่ทุกห้าปี และตรวจย่อยทุกปี มันทำให้เหล่าวิศวกรมีงานทำมากขึ้นซึ่งเป็นข้อดี แต่ความเป็นจริงคือ อาคารที่ผิดก็ผิดอยู่ เพราะเจ้าของเป็นคนจ้างถ้า ถ้ามันวุ้นวายไม่ผ่านกูก็ไม่จ้างมึง และเกิดการตัดราคาในหมู่ผู้ตรวจสอบด้วยกัน คือวิศวกรชั่วๆก็มี กูดูแบบถ่ายรูป ทำรายงาน ให้เสร็จๆไป 3.เจ้าหน้าที่รัฐบางคน ก็เปิดบริษัทตรวจสอบโดยเฉพาะกรมโยธา และ กรมโรงงาน จากที่เคยทำไม่ทันปัจจุบัน ถ้าได้เงินก็ทันหมด โดยสรุปมันเป็นการโยนความรับผิดชอบออกจากตัวเอง โดยกรมโยธา ประเทศกูช่างน่าสงสารจริงวะ รู้ไหมว่าสังคมเราจะดีขึ้นหากทุกคนรู้จักยืนยัดสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ผู้อื่นจะมองเราแย่หัวแข็งและเจ้าปัญหา ทุกวันนี้มันมีแต่พวกดีแต่ปาก อ่อนแอ และพร้อมจะอะลุมอะลวยกับสิ่งเลวเพื่อไม่ต้องยุ่งยาก สุดท้ายเราคงจะได้รับผลของการกระทำนั้น ร่วมกัน เพราะสังคมมันเลวลง และยิ่งเจริญยิ่งอยู่ยาก ยิ่งทุกข์ดิ้นรนหาเงินทอง ขาดความรื่นรมย์ ที่สำคัญคือขาดความเป็นเอกภาพในตัวเอง เพราะปากท้องที่ไม่สัมพันธ์พอดีกับธรรมชาติ ช่วยกันนะครับ เผื่อแผ่กับคนที่ด้อยกว่าและให้โอกาสคนดีแสมอๆ จะได้เป็นความเจริญที่ยิ่งเจริญยิ่งสุขใจ มีเหลือกินเหลือใช้ ประเทศไทยจงเจริญ สุดท้ายผมว่า ถ้ามองในแง่ ผลประโยชน์ที่จะได้รับ และมีอำนาจการต่อรองสูงควร พรรคเล็กที่เหลือควรจะ สนับสนุนประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ซึ่งอันที่จริง พรรคชาติไทยเองก็เป็นแกนสำคัญคือ พยายามจับคูกับพรรคที่มีอำนาจต่อรองลงมา และ ปล่อยให้ (บังคับให้)พปช.จัดตั้งกับพรรคเล็กๆเสียก่อน หากพรรคเล็กย่อม พปชก็คงเป็นรัฐบาล และแน่นอน
พรรคเล็กนั้นคงต้องฝ่าฝันกับบางอย่าง และตอนนี้เองที่ใบเหลืองใบแดงจะมีความอ่อนไหวมาก ซึ่งหากมากๆในด้านพปช และเป็นเหตุให้เสียไม่พอในการจัดตั้ง อย่างแนน่นอน ปลาไหลก็คงไหลไปทางพระแม่ธรณีแน่นอน แต่หากเป็นที่แนน่แท้ ว่าพปชเป็นรัฐบาลแนน่ ปลาไหลก็คงต้องกายเป็นพ่อค้า ต่อรองเก้าอี้ และแนน่นอน ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะเป็นฝายค้าน ทีนี้เราก็มีนายยกเป็นนอมินี น่าอาย แต่เราต้องยอมรับนะครับว่าเป็นเสียงของคนส่วนมาก จะผิดก็ไอ้น่าด้านนี้ละครับ แต่ผมว่า สูตร2 มีโอกาสเพียง20%แค่นั้น เพราะพรรคเล็กก็จะดูว่าปลาไหลจะไหลไปทางไหน ซึ่งแนน่ชัดว่าตั้งใจจะไหลมาทางพระแม่ธรณี ไม่อย่างงั้นไม่รอดูสถานการณ์หรอก และพรรคเล็กก็อาจจะไม่กล้า แต่ก็ไม่แนน่ถ้าพปชมาทาบทามและเสนอของดีให้ เพราะถ้าน้ำขึ้นไม่รีบตักแล้ว อาจจะไม่ได้ร่วมรัฐบาลเลยก็ได้ แต่แหม้ ใครก็อ่านออกพ่อปลาไหลไม่ขยับก็น่าจะไปทางปชปเสียมากกว่า ซึ่งอย่างไรถ้าเป็นเช่นนั้นก็ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลแนน่ สรุปปลาไหลไม่ขยับก็แนน่ชัดว่าต้องเป็นปชปแนน่นอน |