พิมพ์หน้านี้
|
ตอนที่ ๒ เทคนิคการเขียนภูมิหลังงานวิจัย เรียน เพื่อนๆผู้อ่านที่รักครับ วันนี้ผมขอนำเสนอเทคนิคการเขียนภูมิหลังงานวิจัยครับ ได้ค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่ม พอสรุปได้ว่าการเขียนภูมิหลังงานวิจัย ต้องเขียนให้ครบ ๕ ประเด็นครับ หรือเขียนเป็น ๕ ย่อหน้าครับ ๒. ภูมิหลัง (ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา) ๒.๑ ประเด็นที่ควรเขียนในภูมิหลัง ๒.๑.๑ ประเด็นความสำคัญของตัวแปรตามที่เลือกมาศึกษา ๒.๑.๒ ประเด็นสภาพปัญหา และที่มาของปัญหาที่พบในกลุ่มประชากร ก. มีผู้วิจัยไว้แล้ว (ต้องอ้างอิงผลการวิจัย) (ไม่ควรอ้างงานวิจัยระดับเดียวกันกับเราครับ) ข. ผู้วิจัยสำรวจเอง (ต้องแสดงผลการสำรวจ) ค. ผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญเขียนไว้ (ต้องอ้างอิงเอกสาร) (ควรเป็นระดับรศ. ขึ้นไปครับ) ๒.๑.๓ ประเด็นแนวทางการวิจัย ที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัย แนวทางที่ ๑ ต้องการอธิบายหรือทำความเข้าใจ กับตัวแปรตามที่เลือกมาศึกษา แนวทางที่ ๒ ต้องการอธิบายผลของตัวแปรอิสระ ที่มีต่อตัวแปรตามโดยใช้วิธีทดลอง ๒.๑.๔ ประเด็นคำถามการวิจัยที่ต้องการหาคำตอบ ๒.๑.๕ ประเด็นเมื่อได้คำตอบแล้วจะเชื่อมโยงกับงานวิจัยที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร และนำไปใช้ประโยชน์ในแง่ใดกับใครและหน่วยงานใดบ้าง (ที่มา : เทคนิคการเขียนเค้าโครงงานวิจัย, ชูศรี วงศ์รัตนะ, ๒๕๔๙) ครูแมน ภาพแสดงประเด็นที่ใช้ในการเขียนภูมิหลัง ตัวอย่างการเขียน (งานวิจัยของครูแมนเองครับ) หัวข้องานวิจัย การศึกษารูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะทางสำหรับบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การกำหนดกติกา การค้า การลงทุนและการรวมกลุ่มทางธุรกิจ มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีและอาศัยความรู้เป็นฐานในการพัฒนา ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมพร้อมทั้งการสร้างระบบ กลไก และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้สามารถปรับตัวก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็วและเท่าทัน เพื่อเป็นรากฐานที่มั่นคงในการสร้างขีดความสามารถ และการแข่งขันของประเทศ ภาคการผลิตนับว่าเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศทั้งในด้านการจ้างงานและด้านผลผลิต มีการจ้างแรงงานสูงถึง 7.43 ล้านคน ณ.สิ้นปี 2546 นอกจากนี้ผลผลิตของอุตสาหกรรมการผลิต ยังมีมูลค่ามากกว่าร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประชาชาติ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2547) อุตสาหกรรมการผลิตจึงต้องมีการปรับตัวและมีความต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อผลิตสินค้าให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ดังนั้นสถานประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมมการผลิต ดังกล่าวจึงได้ขยายกำลังการผลิต โดยเพิ่มเครื่องจักรกลการผลิตที่ทันสมัยมีกำลังการผลิตสูงขึ้น และเป็นเครื่องจักรกลการผลิตที่มีระบบการทำงานความซับซ้อน มีความละเอียดสูง ประกอบด้วย ระบบส่งกำลังเครื่องกล ระบบไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ระบบนิวแมติกส์ ไฮดรอลิกส์ ระบบหล่อลื่น และระบบควบคุมการทำงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องมีผู้ใช้เครื่องที่มีความชำนาญในการใช้งานอย่างถูกต้องตามวิธีการที่ผู้ผลิตเครื่องจักรกำหนด และต้องได้รับดูแลด้วยระบบการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น พนักงานผู้ใช้เครื่องจักร จึงเป็นบุคลากรที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการใช้เครื่องจักรให้เต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมการบำรุงรักษาเครื่องจักร เพื่อให้เครื่องจักรมีความพร้อมที่จะใช้ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีปริมาณผลิตสูง สามารถผลิตได้ทันต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งระบบการบำรุงรักษาโดยทั่วไป มีแนวคิดและจุดมุ่งหมายที่สอดคล้องกัน คือ ต้องการให้ผู้ใช้เครื่องมีส่วนร่วม ในการดำเนินกิจกรรมการบำรุงรักษาร่วมกับฝ่ายซ่อมบำรุง เนื่องจากผู้ใช้เครื่องจะเป็นผู้ที่พบเห็นความผิดปกติของเครื่องจักร เช่น การทำงานที่บกพร่องของเครื่องจักร ความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพสินค้าที่ผลิต และความเสื่อมของเครื่องจักรก่อนใคร รวมทั้งได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการที่เครื่องจักรเสียหายหรือหยุดทำงาน ดังนั้น เพื่อให้ผู้ใช้เครื่องสามารถดำเนินกิจกรรมการบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามวิธีการที่ผู้ผลิตเครื่องกำหนด สถานประกอบการจึงต้องมีการจัดหลักสูตรการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาความรู้ และทักษะในการบำรุงรักษากับผู้ใช้เครื่อง อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ สอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของผู้มีงานทำ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติระหว่างปีพุทธศักราช 2548 ถึง 2550 ดังที่ได้แสดงไว้ในภาพที่ 1-1
ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ ภาพที่ 1-1 แสดงผลการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ที่มีงานทำ ในปีพุทธศักราช 2548 ถึง 2550 จากภาพที่ 1-1 เห็นได้ว่า ผลการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ที่มีงานทำ ในปีพุทธศักราช 2548 ถึง 2550 มีจำนวนของผู้ที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถ จำนวน 8.0 ล้านคน 5.9 ล้านคน และ 6.4 ล้านคน ตามลำดับ มีผู้ที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถในหลักสูตรช่างอุตสาหกรรมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 คือ ร้อยละ 28 ร้อยละ 27.7 และ ร้อยละ 27 รองลงมาคือ หลักสูตรคหกรรม หลักสูตรเกษตรกรรม หลักสูตรคอมพิวเตอร์ และอื่นๆตามลำดับ รูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ในระยะที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นบทบาทของภาครัฐที่เน้นการพัฒนาในเชิงตั้งรับ และด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่นบุคลากร งบประมาณ และการบริหารจัดการ จึงทำให้การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในอุตสาหกรรม ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ที่มีความหลากหลายตามสาขาอาชีพได้ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2548) สอดคล้องกับรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ (Final report) เรื่อง โครงการศึกษาเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรม (มูลนิธิสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2547) ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ภาคการผลิตนับว่าเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ปัจจัยสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต คือ ด้านกำลังคน หรือกำลังแรงงานทั้งคุณภาพและปริมาณ การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องก้าวเข้าสู่การพัฒนาที่เป็นแรงงานใช้ฝีมือ หรือมุ่งเน้นการพัฒนาแรงงาน ให้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความเชี่ยวชาญ หรือความชำนาญเฉพาะทางเป็นสำคัญ เพื่อเป็นการยืนยันสภาพปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการวิจัย จากกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อการพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะะทาง สำหรับบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งประกอบด้วยสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ จำนวน 15 แห่ง และสถานศึกษา จำนวน 1 แห่ง ในจังหวัดสระบุรี รวมกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา จำนวน 24 ตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตในจังหวัดสระบุรี มีความต้องการในการพัฒนาบุคลากรผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้เครื่องจักรเป็นจำนวนมาก ดังรายละเอียดที่ได้แสดงไว้ในภาพที่ 1-2
ภาพที่ 1-2 แสดงผลการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานผู้ใช้เครื่องจักรของกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตในจังหวัดสระบุรี จากภาพที่ 1-2 เห็นได้ว่า ผลการสำรวจกลุ่มโรงงานอุสาหกรรมการผลิต ในจังหวัดสระบุรี พบว่ามีความต้องการพัฒนาขีดความสามารถด้านการบำรุงรักษาเครื่องจักร ให้กับพนักงานผู้ใช้เครื่องเป็นจำนวนมาก โดยโรงงานขนาดกลางที่มีจำนวนพนักงาน 51-200 คนมีความต้องการเป็นอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 51 โรงงานขนาดใหญ่ที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 201 คนขึ้นไปมีความต้องการเป็นอันดับ 2 คิดเป็นร้อยละ 29 และ โรงงานขนาดเล็กที่มีจำนวนพนักงานน้อยกว่า 50 คน มีความต้องการเป็นอันดับ 3 คิดเป็นร้อยละ 20 ตามลำดับ ผลการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นวิทยากรภายในของสถานประกอบการได้ มีรายละเอียดดังที่ได้แสดงไว้ในภาพที่ 1-3
ภาพที่ 1-3 แสดงผลการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของ ผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นวิทยากรภายในของกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตในจังหวัดสระบุรี จากภาพที่ 1-3 เห็นได้ว่ากลุ่มโรงงานอุสาหกรรมการผลิตในจังหวัดสระบุรี มีความต้องการพัฒนาขีดความสามารถในการเป็นวิทยากรภายใน โดยมีความต้องการพัฒนาวิทยากรภายในไม่เกิน 5 คน เป็นอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 37 มีความต้องการพัฒนาวิทยากรภายในมากกว่า 10 คนขึ้นไป เป็นอันดับ 2 คิดเป็นร้อยละ 34 และ มีความต้องการพัฒนาวิทยากรภายในระหว่าง 5-10 คน เป็นอันดับ 3 คิดเป็นร้อยละ 29 ตามลำดับ ผลการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับ ความเป็นไปได้ของการวิจัย เรื่อง การพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะทาง สำหรับผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต มีรายละเอียดดังที่ได้แสดงไว้ในภาพที่ 1-4
ภาพที่ 1-4 แสดงผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการศึกษาวิจัย จากภาพที่ 1-4 เห็นได้ว่า ความคิดเห็นของกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการศึกษาวิจัย เพื่อหารูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถสำหรับพนักงานผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต ของจังหวัดสระบุรี มีค่าเฉลี่ยด้านการดำเนินการศึกษาวิจัย เท่ากับ 4.27 มีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.68 มีค่าเฉลี่ยด้านการสนับสนุนงานวิจัย เท่ากับ 4.32 มีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55 และมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.29 มีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.61 ซึ่งอยู่ในระดับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง หมายถึง กลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการศึกษาวิจัย ดังกล่าว มีความเห็นสอดคล้องกันว่ามีความเป็นไปได้ในการดำเนินงานศึกษาวิจัยจนบรรลุผลสำเร็จได้ และยินดีสนับสนุนการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ รวมทั้งได้ให้คำชี้แนะประกอบเหตุผลที่พอสรุปได้ดังนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันสถานประกอบการในจังหวัดสระบุรีส่วนใหญ่ ยังคงใช้รูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักร ในรูปแบบเดิม คือ การใช้วิทยากรจากภายนอก ปัญหาที่พบ คือ การฝึกอบรม ที่เนื้อหาและสื่อเป็นของที่วิทยากร ไม่ตอบสนองความรู้และทักษะที่ต้องการได้ ประกอบกับข้อจำกัดด้านเวลา และงบประมาณของสถานประกอบการ จึงไม่สามารถจัดการฝึกอบรมให้กับพนักงานผู้ใช้เครื่อง ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากได้ กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา จึงมีความเห็นสอดคล้องกันว่า วิธีการที่จะใช้พัฒนาขีดความสามารถสำหรับบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต ควรเป็นวิธีการพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะทางในการพัฒนาความรู้และทักษะการบำรุงรักษา เพื่อให้สามารถใช้และบำรุงรักษาเครื่องจักรได้ อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินการพัฒนาพนักงานผู้ใช้เครื่องที่มีจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอ และเป็นรูปแบบการพัฒนาที่มีความยั่งยืน ต่อไป แนวทางการวิจัยที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัย การศึกษาค้นคว้าเอกสารในด้านการบำรุงรักษาเครื่องจักร เป็นต้นว่า การบำรุงรักษาด้วยตนเอง (Self Maintenance SM) การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance PM) และการบำรุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม (Total Productive Maintenance TPM) นั้น จะเป็นการบำรุงรักษาที่มุ่งเน้นให้ผู้ใช้เครื่องจักรมีส่วนร่วมในกิจกรรมการบำรุงรักษา โดยเฉพาะการดูแลรักษาเครื่องจักรที่ตนเองใช้ ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายซ่อมบำรุงแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังคำกล่าวของ ธานี (2548: 141) ซึ่งกล่าวไว้ว่า . . . การบำรุงรักษาด้วยตนเอง เป็นการทำกิจกรรมบำรุงรักษาในลักษณะของกิจกรรมกลุ่มย่อย โดยแต่ละกลุ่มมีหน้าที่ดูแลรักษาเครื่องจักรของตนเอง ภายใต้ความคิดที่ว่า ไม่มีใครเข้าใจเครื่องจักรได้ดีเท่ากับผู้ใช้เครื่อง ไม่มีใครคอยสังเกตสิ่งผิดปกติได้ดีเท่ากับผู้ใช้เครื่อง ไม่มีใครคอยดูแลรักษาเครื่องจักรได้ดีเท่ากับผู้ใช้เครื่อง และที่สำคัญหากเครื่องจักรเกิดความเสียหายขึ้น ไม่มีใครได้รับผลกระทบมากเท่ากับผู้ใช้เครื่อง . . . การพัฒนาขีดความสามารถสำหรับบุคลากร ผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีหลายวิธีการด้วยกันตัวอย่างเช่น การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Class Room Training) การฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน (On The Job Training) กิจกรรมจับคู่เพื่อคอยดูแลให้คำแนะนำ (Buddy) และกิจกรรมพี่เลี้ยง (Coaching) เป็นต้น (เสาวลักษณ์, 2550) และการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม มีรูปแบบการดำเนินงาน 3 ลักษณะ คือ รูปแบบการพัฒนาแบบใช้ทรัพยากรจากภายนอก รูปแบบการพัฒนาโดยใช้ทรัพยากรภายใน และรูปแบบการพัฒนาแบบใช้ทรัพยากรร่วมกัน หรือแบบมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน (มนวิภา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ, 2550) จากการศึกษางานวิจัย เรื่อง ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมหลัก (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2548) ผลการวิจัยพบว่า ต้องมีการกำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการพัฒนากำลังคน ให้สอดคล้องความต้องการของอุตสาหกรรมผลิตและบริการ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลัก ในอีก 5 ปี (2548-2552) เพื่อช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ ประเด็นคำถามที่ผู้วิจัยต้องการหาคำตอบ คือ การศึกษารูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะทางสำหรับบุคลากร ผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต ประกอบด้วย แผนแบบการดำเนินงาน กรอบแนวคิด กระบวนการ ขั้นตอนและวิธีดำเนินงาน หลักสูตร วัสดุการฝึกอบรม และแบบประเมินที่มีความเหมาะสม เพื่อใช้ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการบำรุงรักษาสำหรับพนักงานผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต ลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากร ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และมีความยั่งยืนต่อไป คำตอบที่ได้จากการวิจัยที่เป็น รูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะทาง สำหรับบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต จะเป็นประโยชน์กับสถานศึกษา ที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต นำไปใช้สำหรับจัดและดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถในการบำรุงรักษาสำหรับพนักงานผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต และใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาสาขาอื่นต่อไป รวมถึงเชื่อมโยงกับงานวิจัย เรื่อง ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้วิจัยไว้เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548 เสนอผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความต้องการ ในการพัฒนาขีดความสามารถเฉพาะทาง ของบุคลากรผู้ใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต เป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ เพื่อใช้ปรับปรุงกลยุทธ์ในการพัฒนาสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อุตสาหกรรมเซรามิค อุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ต่อไป |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||