พิมพ์หน้านี้
|
เซ็กซ์แลกเกรด อำนาจเพศในมหา"ลัย โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงจัดเสวนา "การคุกคามทางเพศในมหาวิทยาลัย...การแก้ไขและทางออก" นางมาลี พฤกษ์พงศาวลี ประธานโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มธ. กล่าวว่า อยากให้ทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมอาจารย์ล่วงเกินนักศึกษาหญิงในมธ. อย่างน้อย 2 รายล่าสุด ทั้งที่มธ.มีโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา เพราะปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดในหลายแห่งหลายที่ ไม่เฉพาะในมธ. สิ่งที่เปิดเผยมาเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของปัญหาที่เกิดขึ้น "แม้เรามีหลักสูตรสตรีศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา แต่ผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูง คือผู้ชาย ที่มีทรรศนะทั่วไปมองว่าบทบาทหญิงชายไม่สำคัญ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมหมาหยอกไก่ มือถือสากปากถือศีล สังคมอื่นรับไม่ได้ แต่ถูกทำให้เป็นเรื่องตลกโปกฮาในสังคมไทยอย่างมาก" ประธานโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา เล่าให้ฟังว่า เคยทำงานกับมูลนิธิเพื่อนหญิง พบมีการใช้อำนาจของครูต่อนักเรียนเยอะมาก เช่น ที่โคราชครูชวนเด็กผู้หญิงไปเรียนพิเศษที่บ้าน มีเด็กผู้ชายไปแอบดูพบครูอาบน้ำประแป้งให้เด็กแล้วมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก ครูกำลังจะเกษียณแล้ว 2 ฝ่ายต่างยอมความกันเพราะเห็นว่าครูแก่แล้ว แต่คิดว่าครูน่าจะทำกับเด็กต่อเนื่องมานานหลายราย หรือกรณีครูพละสอนวิธีการช่วยคนตกน้ำให้เด็ก ครูติดใจเด็กคนไหนก็จะไม่ให้สอบผ่าน พาไปสอนต่างหาก เด็กผู้ชายไปแอบดูพบว่าพาเด็กไปสอนใต้ต้นไม้ ทั้งเป่าปาก จูบปาก "ส่วนในมธ.ก่อนหน้ากรณีอาจารย์วิศวะ ก็มีหลายกรณีเกิดขึ้น เช่น กรณีนักศึกษาวารสารศาสตร์ มาเรียนคณะรัฐศาสตร์ คะแนนไม่ดี มาหาอาจารย์ที่ห้องพัก อาจารย์ชวนไปกินข้าวที่ท่าพระจันทร์ สั่งเบียร์มากินแล้วชวนนักศึกษาไปบ้าน จากนั้นให้เด็กทำมาสเตอร์ เบรชั่น โดยอาจารย์ลุกยืนถอดเข็มขัด เด็กจึงวิ่งหนีออกมา อาจารย์คณะวารสารฯ พาเด็กมาปรึกษา เป็นเด็กตัวเล็กหน้าตาแป๋วแหวว ซึ่งเด็กอาจอยู่ในช่วงความเป็นความตายเรื่องเกรด ไม่ได้คิดอะไร" นางมาลีกล่าว ถูกนักศึกษาร้องเรียน โดยอาจารย์มีวิธีการแยบยลจะชวนเด็กไปกินข้าว ดื่มเบียร์ และมีรายละเอียดอื่นๆ เด็กคนนี้จบแล้วกลับมาถามก็พบว่าอาจารย์ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม จึงไปร้องเรียนสภาอาจารย์ แต่ไม่มีใครสนใจ อย่างไรก็ตาม ต่อมาก็ถึงจุดชะตาขาดของอาจารย์เมื่อความจริงเปิดเผย เพราะน.ส. นัยนา สุภาพึ่ง ทนายความมูลนิธิเพื่อนหญิงขณะนั้น ไปพบอาจารย์ผู้หญิงพาเด็กผู้หญิงเพิ่งคลอดลูก เพราะเด็กไปขอร้องภรรยาอาจารย์รายนี้แต่ไม่ช่วยเหลือ จึงต้องดำเนินคดี ซึ่งเด็กไม่มีพ่อ เมื่อเจออาจารย์คนนี้อบอุ่นเป็นผู้ใหญ่ สาวๆ กรี๊ด เมื่ออาจารย์ชวนไปนอกเมืองก็ไปด้วย แต่กลับถูกอาจารย์ข่มขืนในรถ ซึ่งอาจารย์ให้ทนายมาบอกให้ทำแท้ง มูลนิธิได้ฟ้องคดีต่อศาล ทั้ง 2 กรณีเกิดสมัยคุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี เป็นอธิการบดี ตนได้ไปคุยกับท่านเกรงว่าจะไปทำกับนักศึกษาหลายรุ่นเป็นอันตราย จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย มีการดำเนินคดีในศาล "แวดวงมหาวิทยาลัยถือว่ามีความเก็บกดทางเพศ มักแสดงออกโดยการเล่าเรื่องตลกทางเพศบ่อยมาก เล่นเกมเกี่ยวกับสรีระร่างกายผู้หญิง จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาและเกินขอบเขต ดังนั้น อาจารย์และนักศึกษาต้องเรียนรู้ความสัมพันธ์ ไม่ให้เกิดจิตปฏิพัทธ์ต่อกัน ต้องระมัดระวัง อาจารย์มีอำนาจเหนือกว่า อย่าทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น นักศึกษาไปขอปรึกษาวิทยานิพนธ์ก็นัดไปที่ร้านอาหาร เรื่องแบบนี้เป็นแรงดึงดูดทางเพศ ถ้ายินยอมพร้อมใจก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเรื่องบังคับคงไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย วิชาชีพ อาจารย์ข่มขืนลูกศิษย์ มีกฎหมายอาญา ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ไม่เฉพาะทางช่องเพศ รวมทั้งทวารหนักหรือทางปากก็เข้าข่ายผิดหมด" นางมาลีกล่าว นางมาลี กล่าวว่า ปัญหาอาจารย์บังคับนักศึกษาทำอนาจารเพื่อแลกเกรด เชื่อว่าเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่นกัน เพียงแต่ไม่มีการเปิดเผย ที่รับทราบมาอีกเป็นเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่อาจารย์มักเล่นตัว ยักท่า และเสนอข้อต่อรองที่ตีความในเชิงเพศสัมพันธ์กับนักศึกษา รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เคยได้รับทราบอยู่เรื่อยๆ ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องสภาวะจิตใจที่ซับซ้อน มีแรงดึงดูดเพศตรงข้ามที่เชื่อมโยงไปถึงการใช้อำนาจคุกคามทางเพศ "การแก้ปัญหาต้องมีระบบกลไกดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง นักศึกษาต้องตระหนัก ที่สำคัญต้องเกิดการเรียนรู้บทบาทความสำคัญระหว่างหญิงชายที่เหมาะสม รวมถึงเพศที่สามด้วย โดยเฉพาะช่วงการปฐมนิเทศที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องการวางตัวที่มีขอบเขตระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา เพื่อไม่ให้ปัญหาการคุกคามทางเพศเกิดขึ้น" ด้าน นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า มูลนิธิทำงานปีที่ 27 เราไม่เห็นด้วยกับการรุนแรงทางเพศ เมื่อเกิดปัญหาผู้หญิง ก็โทษว่าเกิดจากตัวผู้หญิงแต่งตัวโป๊ สาเหตุเกิดจากความไม่เท่าเทียมกัน ทัศนคติให้ผู้ชายมีบทบาทเหนือผู้หญิง เราจะเห็นความรุนแรงทางเพศมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดขึ้นทุกที่ทั้งในบ้าน ที่ทำงาน ยานพาหนะ หากเป็นเพราะผู้หญิงแต่งตัวไม่ดีก็น่าจะเกิดบางจุด รองลงมาเป็นสถานที่ราชการ โรงเรียน วัด ที่เปลี่ยวน้อยมาก ที่ต้องระวังคือคนใกล้ตัว คนใกล้ชิดที่ใช้อำนาจเหนือกว่ามากระทำ นายจะเด็จ กล่าวว่า ปัญหานักเรียน นักศึกษา ถูกกระทำทั้งโดยนักเรียนนักศึกษาด้วยกันเองและโดยครูอาจารย์ กรณีมธ.อาจารย์กับลูกศิษย์ใกล้ชิดกัน อาจารย์จะอาศัยอำนาจบังคับ เป็นปัญหาใหญ่มาก กฎหมายข่มขืนก้าวหน้ามากขึ้น ไม่ให้สามีข่มขืนภรรยา หรือคนเพศเดียวกันก็ข่มขืนกันไม่ได้ แต่สถานการณ์ยังรุนแรง ต้องไปแก้ทัศนคติคนในสังคม มีหลักสูตรเรื่องเพศ ความเท่าเทียมทางเพศในมหาวิทยาลัย ซึ่งยังมีน้อย โรงเรียนแทบไม่มีเลย ลูกสาวตนอยู่โรงเรียนในกทม. ยังสอนผู้ชายเป็นผู้นำ ผู้หญิงเป็นผู้ตามอยู่ ดังนั้น หลักสูตรความเท่าเทียมต้องมีทุกมหาวิทยาลัย "ข้อเสนอเฉพาะหน้า มธ.มีคณะสังคมสง เคราะห์ ควรมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพราะปัญหาอาจมีอีก อาจารย์ไม่ให้เกรด นอกจากนั้น มีโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ที่มีศูนย์พึ่งได้ ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในมธ.ได้ มธ.ต้องทำวิกฤตเป็นโอกาส เป็นต้นแบบ สอนหลักสูตรความเท่าเทียมทางเพศ ปรับทัศนคตินักศึกษาปริญญาตรีปี 1 ทุกคณะ ทั้งหญิงชาย รวมทั้งสร้างเครือข่ายนักศึกษาชายที่เคารพผู้หญิง ปรับวิธีคิดไม่ให้ผู้ชายไปทำร้ายผู้หญิง ต้องทำให้มหาวิทยาลัยคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้หญิง ซึ่งหลักสูตรสตรีศึกษามีเพียง 2 มหาวิทยาลัยที่มี ทั้งที่ผู้หญิงมีกว่า 30 ล้านคน ควรพัฒนาเป็นคณะได้แล้ว" น.ส.นุ่มนวล ยัพราช นักวิจัยสายแรงงาน โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย กล่าวว่า กรณีอาจารย์บังคับให้นักศึกษาอมนกเขา เป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ จากสภาพสังคมทั่วไปในด้านกว้าง เหมาะเจาะกับการอนุรักษนิยมด้านเพศของสังคมไทย ที่โครงสร้างด้านกว้างสังคมไม่มีความเท่าเทียมกัน ข้อเสนอทางออกต้องเชิดชูวัฒนธรรม เลิกรับน้องผ่านความรุนแรง อาจารย์ต้องมีสหภาพ แรงงานของตัวเอง ปัญหาความรุนแรงนั้นผู้ชายไม่ใช่ตัวปัญหา แต่เป็นปัญหาที่โครงสร้างสังคม ต้องยกเลิกกรอบทางเพศที่อนุรักษนิยม เช่น ให้มีสิทธิ์ทำแท้งเมื่อท้องไม่พร้อม นายอนุธีร์ เดชเทวพร อุปนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า ข่าวที่เกิดในมธ. เป็นการใช้อำนาจบังคับนักศึกษา เป็นการข่มขืนใจ อาจารย์เป็นผู้ตัดสินความเป็นความตายของนักศึกษา ชี้เกม เป็นความตึงเครียดของนักศึกษา การจัดการปัญหาต้องมีจริยธรรมคุณธรรมของอาจารย์ ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าทุกคนจะมีมากแค่ไหน ดังนั้น ต้องมีระบบการตรวจสอบการให้เกรดของอาจารย์ ให้มีความโปร่งใส ใช้กับอาจารย์ทุกคนทุกวิชา อาจยุ่งยากแต่คุ้มค่า เป็นการป้องกันปัญหา ส่วนปัญหาโครงสร้างการศึกษา การเข้ามหาวิทยาลัยถูกจำกัดวงให้คนบางส่วน ทำให้เกิดความตึงเครียดในการเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อเข้าแล้วต้องประคับประคองทุกวิถีทางให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง เด็กบางคนตั้งใจเรียนแล้วแต่เจออาจารย์ไม่ดีในการให้เกรด เปิดช่องให้มีการใช้อำนาจเพิ่มขึ้น "ที่ผ่านมาพบว่าวิชาเดียวกัน อาจารย์สอน 2-3 คน เกณฑ์ให้เกรดก็ต่างกัน อาจารย์มีทั้งดีไม่ดี ส่วนใหญ่เราก็ต้องแห่ไปลงอาจารย์ดีๆ ไปลงอาจารย์ไม่ดีก็แย่ไป ดังนั้น วิชาเดียวกันควรมีเกณฑ์เดียวกัน รวมทั้งหาวิธีควบคุมอำนาจอาจารย์ ผมเสนอให้มีความโปร่งใสในการให้คะแนน และแก้ปัญหาเกณฑ์การสอนของอาจารย์ต้องมีมาตรฐานเดียวกันทุกมหาวิทยาลัย สร้างระบบให้ทุกคนได้เรียนหนังสือเท่าเทียมกัน น่าจะเป็นทางออกได้" |