พิมพ์หน้านี้
|
เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขงแจงรัฐบิดข้อเท็จจริงผันน้ำ-สร้างเขื่อนน้ำโขง สืบเนื่องจากการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันการตัดสินใจของรัฐบาลไทย ที่จะดำเนินโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง และการสร้างเขื่อน 3 แห่งบนแม่น้ำโขง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผ่านทางรายการ สนทนาประสาสมัคร และมีการผลักดันให้ประเด็นการผันน้ำเข้าครม. มาตั้งแต่วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดเป็นกระแสข่าวโดยทั่วไปอยู่นั้น เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขงกว่า 100 รายนาม เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เรื่อง ขอทักท้วง และเรียกร้องความโปร่งใส และธรรรมาภิบาลในกระบวนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง ส่งถึงนายกรัฐมนตรี โดยสำเนาถึงสมาชิกคณะรัฐมนตรี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน และผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เลย อุบลราชธานี นครพนม มุกดาหาร
โดยมีเนื้อความในจดหมายดังนี้
409 ซอยโรหิตสุข ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320 โทร. 02-6910718-20
28 พฤษภาคม 2551
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช
เรื่อง ขอแสดงความห่วงใยและเรียกร้องธรรมาภิบาลในกระบวนการตัดสินใจ โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง
สืบเนื่องจากรายการ ''สนทนาประสาสมัคร'' ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ซึ่งฯพณฯ ได้กล่าวถึงการตัดสินใจดำเนินโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในประเทศลาวมายังประเทศไทย รวมทั้งโครงการไฟฟ้าพลังน้ำโดยการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง 3 แห่ง ที่จังหวัดเลย หนองคาย และอุบลราชธานี เพื่อจัดหาน้ำให้ภาคเกษตร หรือเพื่อการทำนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และทั้งสองประเทศลาวจะได้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง และอ้างว่า โครงการเหล่านี้จะสร้างผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยยกการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงของประเทศจีนมาเป็นตัวอย่าง และในระหว่างรายการ ฯพณฯ กล่าวย้ำหลายครั้งว่า บัดนี้เราตัดสินใจแล้ว และ ถ้าไม่คิดไม่กล้าตัดสินใจก็ไม่มีวันได้ทำ แต่รัฐบาลนี้คิดและตัดสินใจ แล้วจะลงมือทำ....
เรา เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขง และ เครือข่ายภาคประชาสังคม ตามรายนามข้างท้าย ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในภูมิภาคแม่น้ำโขงมายาวนาน มีความกังวลอย่างยิ่งต่อคำกล่าวของ ฯพณฯ ตลอดจนท่าทีของรัฐบาลไทยในภาพรวมที่มุ่งผลักดันโครงการบนแม่น้ำโขงที่กล่าวข้างต้น จะนำไปสู่การดำเนินโครงการเหล่านี้โดยรวบรัดและปราศจากการฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจอย่างเพียงพอ เราจึงใคร่ขอแสดงข้อห่วงใยและข้อเรียกร้องต่อ ฯพณฯ และรัฐบาล ดังนี้
แม้ ฯพณฯ จะได้กล่าวด้วยว่า จะทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งกฎหมายในประเทศของเราเอง.... ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงขั้นตอนต่างๆ อันได้แก่ การศึกษาความเหมาะสมของโครงการ การประเมินผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง ตลอดจนการปรึกษาหารือกับรัฐบาลและประชาชนในภูมิภาคแม่น้ำโขงที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและรอบด้าน แต่ท่าทีของ ฯพณฯ อาจส่งผลเป็นการชี้นำการทำงานตามขั้นตอนข้างต้นของหน่วยงานที่รับผิดชอบต่างๆ ในลักษณะที่มุ่งสนองนโยบายเชิงการเมืองและกีดกันภาคประชาสังคมออกไปในแต่ละขั้นตอน
รัฐบาลไทยในภาพรวมมีท่าทีที่กำลังรวบรัดโครงการ เห็นได้จากการที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายนพดล ปัทมะ) ได้เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์ เพื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลลาว ในการศึกษาความเป็นได้ของการก่อสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม (ที่จังหวัดอุบลราชธานี) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2551 โดยประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีไม่ได้มีส่วนรู้เห็น การลงนามนี้อาจเป็นการผูกมัดตนเองของฝ่ายไทยให้การพัฒนาโครงการดำเนินไปโดยปราศจากการเปิดเผยข้อมูล การมีส่วนร่วมตรวจสอบและตัดสินใจของภาคประชาสังคมไทย ถือได้ว่า เป็นกระทำที่ไม่โปร่งใสและขาดหลักธรรมาภิบาล เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยระงับการบรรลุความตกลงอื่นใดกับรัฐบาลลาว จนกว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ รวมทั้งการจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยข้อเท็จจริง โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงล้วนแล้วแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ การที่ ฯพณฯ อธิบายว่าเขื่อนเหล่านี้คือ Check dam คือเป็นเพียงฝายชะลอน้ำหรือฝายแม้ว เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องต่อสาธารณชน จากการศึกษาก่อนหน้านี้โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เขื่อนบ้านกุ่ม จังหวัดอุบลราชธานี มีกำลังผลิต 1,872 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าเขื่อนภูมิพลซึ่งเป็นเขื่อนที่มีกำลังผลิตสูงสุดของไทยประมาณ 3 เท่า หากมีการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม จะเกิดผลกระทบที่ใหญ่หลวงในหลายด้าน อาทิ อ่างเก็บน้ำของเขื่อนจะท่วมพื้นที่ดอน และหาดทรายของหมู่บ้านต่าง ๆ ตลอดระยะทางถึงประมาณ 110 กิโลเมตร จากอำเภอโขงเจียมไปจนถึงอำเภอเขมราฐ ซึ่งทุกหมู่บ้านสองฝั่งแม่น้ำโขง ชาวบ้านได้อาศัยการจับปลาและปลูกพืชผักเศรษฐกิจต่าง ๆ บนดอนหรือหาดเหล่านี้ในช่วงฤดูน้ำลด สร้างรายได้เพื่อซื้อข้าวมาบริโภค เนื่องจากมีพื้นที่ทำนาน้อยมาก หรือบางหมู่บ้านแทบไม่มีเลย ดังนั้น เขื่อนบ้านกุ่มจะทำลายอาชีพหลักของชุมชนทั้งฝั่งไทยอย่างน้อย 20 หมู่บ้าน ไม่ใช่เกิดผลกระทบเพียง 2 หมู่บ้านอย่างที่ ฯพณฯ กล่าวอ้าง รัฐบาลไทยต้องไม่เห็นผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงเป็นเรื่องเล็กน้อย ฯพณฯ กล่าวถึงโครงการเขื่อนบ้านกุ่มว่า จะทำให้น้ำท่วมหมู่บ้าน และกล่าวว่า ทางลาวบอกว่าท่วมหมู่บ้านลาว 7 หมู่บ้าน แต่ช่างมันเถอะ ทางไทยท่วม 2 อาจกระทบความรู้สึกของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ผลประโยชน์ของฝ่ายไทยไม่ควรตั้งอยู่บนความสูญเสีย ทั้งทรัพยากรและความเป็นมิตรระหว่างเพื่อนบ้านไทยและลาว และอาจส่งผลให้ภาพพจน์ของประเทศไทยกลายเป็นลบในสายตาประชาคมโลก รัฐบาลไทยควรทบทวนแนวความคิดของตนเกี่ยวกับการใช้แม่น้ำโขง การใช้เหตุผลแต่เพียงว่า จีนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ไทยกับลาวก็สามารถสร้างได้เช่นกัน ดีกว่าการปล่อยให้ไหลทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ นับเป็นความไม่ใส่ใจต่อผลกระทบจากโครงการเขื่อนทั้งหลาย ซึ่งรวมถึงเขื่อนบนแม่น้ำโขงในประเทศจีนที่เปลี่ยนแปลงกระแสน้ำในแม่น้ำโขงไปแล้วออย่างมาก และได้ก่อผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย มาตั้งแต่พ.ศ. 2536 ภายหลังจากที่จีนเริ่มใช้เขื่อนม่านวาน ซึ่งเป็นเขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงสายหลัก
แม่น้ำโขงเป็นระบบนิเวศน์ขนาดใหญ่ ซับซ้อนและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เห็นได้จากการสำรวจพบพันธุ์ปลามากกว่า 1,200 ชนิด ทำให้การประมงพื้นบ้านมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นของทั้งสี่ประเทศ รายงานของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC Technical Paper No.6 May 2002) ระบุว่า ปริมาณปลาและสัตว์น้ำอื่นๆที่จับได้ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างในปี 2544/2545 มีน้ำหนักรวมกันประมาณ 2,033,000 ตัน มีมูลค่าประมาณ 1,478 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือเกือบห้าหมื่นล้านบาท)
รัฐบาลใดๆก็ตาม จึงไม่ควรใช้แม่น้ำโขงโดยยึดหลักอธิปไตยในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยมุ่งใช้แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นคุณูปการต่อประชาชนของประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่างทุกประเทศ มากกว่าการคิดเพียงผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยใช้ตัวเลขรายได้เป็นตัววัดเท่านั้น
สุดท้าย เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตอบคำถาม แสดงจุดยืน เปิดเผยข้อมูลและความคืบหน้าในการศึกษาเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ที่กล่าวมา ในประเด็นที่กล่าวถึงในจดหมายฉบับนี้โดยเร่งด่วน ทั้งนี้ พวกเราจะติดตาม เผยแพร่คำตอบ และการดำเนินการใด ๆ ของรัฐบาล ผ่านทางเวทีและสื่อสาธารณะ เพื่อให้เป็นที่รับรู้กันทั่วไป รวมทั้งจะดำเนินการในฝ่ายภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุด
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
เครือข่ายประชาสังคมไทยเพื่อแม่น้ำโขง
โครงการพัฒนาและฟื้นฟูระบบนิเวศน์ลำน้ำพอง ขอนแก่น นักวิชาการ ดร.นิตยา กิจติเวชกุล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สำเนาถึง:
สมาชิกคณะรัฐมนตรี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เลย อุบลราชธานี นครพนม มุกดาหาร |