พิมพ์หน้านี้
|
จวกรัฐบาล สมัคร ดันโครงการเขื่อนใหญ่ คือบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนข้ามขอบแดน วันนี้ (17 มิ.ย. 51) ภาคประชาชน นักวิชาการ ร่วมเสวนาความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ในกระบวนการพิจารณาโครงการขนาดใหญ่ในภาคเหนือ กรณี โครงการผันน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล, โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น, โครงการเขื่อนสาละวิน ณ ห้องประชุม บ้านธารแก้ว มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ จากกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งผลักดันโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในภาคเหนือหลายโครงการ โดยที่ขั้นตอนการผลักดันโครงการ ยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นที่กังวลอย่างยิ่งว่าโครงการต่างๆ ดังกล่าวจะนำมาซึ่งการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล สวนกระแสปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก เช่น ภาวะโลกร้อน และผลประโยชน์ไม่ได้เกิดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังจะเป็นการทำลายสิทธิชุมชน และละส่งเสริมให้เกิดการเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ดำเนินโครงการทั้งในประเทศไทย และในประเทศพม่าอย่างรุนแรง นายเสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ในขณะที่มีการพูดถึงวิกฤติของโลกด้านทรัพยากรและความอยู่รอดของชาวบ้าน โครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ต่างๆ นั้น กลับเป็นการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของระบบทุนนิยมทางพลังงาน เพราะที่ผ่านมามีวิธีการใช้สอยพลังงานอย่างฟุ่มเฟือย จนกระทั่งสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติเกิดวิกฤติ อย่างไรก็ตาม การสร้างเขื่อนผันน้ำมาเป็นพลังงานเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ดังนั้น จึงควรมีการรณรงค์ให้ข้อมูลประชาชนอย่างต่อจริงจังและต่อเนื่อง นายไพสิฐ พาณิชกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการสร้างเขื่อนใหญ่ดังที่รัฐบาลชุดนี้พยายามผลักดันนั้น เมื่อคลี่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดูแล้ว จะเห็นว่ามีทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลพม่า รัฐบาลจีน บริษัทและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่จะเข้ามาลงทุนสร้างเขื่อนด้วย ทั้งนี้ จะต้องมีการตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานภาคส่วนเหล่านี้ด้วย ว่าได้เข้ามาทำโครงการที่ตั้งอยู่บนหลักของธรรมาภิบาลหรือไม่ ในการรณรงค์เคลื่อนไหว จะต้องตั้งคำถามกับบริษัทต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการด้วยว่า การเข้ามาลงทุนสร้างเขื่อนของบริษัทในโครงการต่างๆ กับสิ่งที่ตัวบริษัทโฆษณาตัวเองว่าเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น เป็นการกระทำที่หลอกลวงหรือไม่ เพราะผมคิดว่ามีหลายบริษัทที่อ้างว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่ดี แต่ในทางปฏิบัตินั้นกลับไม่เป็นจริง นายไพสิฐ กล่าว นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEARIN) กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ที่จะได้รับผลกระทบจากการผันน้ำของโครงการเขื่อน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง หรือเป็นชาวกะเหรี่ยงที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ ทั้งนี้ ภาษาหลักที่ชาวบ้านใช้คือภาษากะเหรี่ยง เพราะฉะนั้นความเข้าใจในภาษาไทยจะน้อยมาก กล่าวคือ ถ้าพูดถึงโครงการโดยทั่วๆ ไป การที่ชาวบ้านคนไทยจะสามารถเข้าถึงข้อมูลก็ยังยากอยู่แล้ว แต่กรณีพื้นที่แถบชายแดนพม่าที่จะมีการสร้างเขื่อนนั้น ชาวบ้านยิ่งไม่เข้าใจภาษาไทยเข้าไปอีก ทำให้เกิดปัญหาการเข้าไม่ถึงข้อมูลทบทวีเป็น 2 เท่า ที่จริงนั้น หลักการดำเนินโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ตามที่คณะกรรมการเขื่อนโลกเสนอไว้ คือ โครงการใดที่จะส่งผลกระทบต่อชาติพันธุ์และชาวเผ่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับการแปลข้อมูลไปเป็นภาษาและรูปแบบที่ชาวบ้านสามารถเข้าใจได้ เช่น ข้อมูลที่เป็นรูปภาพ ไม่ใช่อยู่ๆ มาโยนหนังสืออีไอเอปึกเบ้อเริ่มให้ชาวบ้าน แล้วมาบอกว่าได้ให้ข้อมูลแล้ว ทำอย่างนั้นมันไม่มีใครสามารถเข้าใจ ซึ่งการให้ข้อมูลแก่ชาวบ้าน เป็นภารกิจที่เจ้าของโครงการต้องทำก่อนที่จะได้รับการยอมรับจากชุมชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ นางสาวเพียรพร กล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลต่อกรณีที่รัฐบาลจะมาอ้างว่าประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโครงการผันน้ำบริเวณเขตชายแดนไทย-พม่า ไม่มีสัญชาติไทย ชาวบ้านจึงไม่ควรมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์นั้น ตนเห็นว่าตามหลักสิทธิมนุษยชนแล้ว มนุษย์ทุกคน แม้ว่าจะไม่มีบัตรประชาชน หรือไม่มีสัญชาติ และไม่ว่าจะเป็นพลเมืองของรัฐใด ก็ล้วนมีสิทธิอย่างน้อยที่สุดในการที่จะรักษาชีวิตของตนเอง เพราะฉะนั้น โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่ลามาหลวง หรือโครงการเขื่อนแม่น้ำยมตอนล่าง ซึ่งจะไปสร้างอยู่หลังบ้านค่ายผู้ลี้ภัย ทำให้ต้องย้ายค่ายผู้ลี้ภัยออก หรือมีผลกระทบอะไรก็ตาม บุคคลในค่ายผู้ลี้ภัยก็มีสิทธิในการมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากลเป็นที่ตั้ง นางสาวเพียรพร กล่าวเสริมว่า จุดหนึ่งที่สำคัญและยังไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากก็คือ ประชาชนไทยที่ใช้ไฟฟ้าทุกคนถูกจับเป็นตัวประกัน โดยถูกบอกว่าถ้าหากไม่มีการสร้างเขื่อนในพม่าและสร้างเขื่อนในลาว พวกเราจะไม่มีไฟฟ้าใช้ ที่จริงแล้วพวกเราทุกคนต่างเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเพราะเราใช้ไฟฟ้าทุกวัน และจ่ายค่าไฟทุกเดือน ดังนั้นเรามีสิทธิที่จะตรวจสอบได้ว่า แหล่งพลังงานของเรามาจากไหน มาจากเลือดเนื้อของเพื่อนบ้านเราหรือไม่ หรือมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายไปหรือไม่ ในขณะที่ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ 75% เข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรม ส่วนอีก 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือสัดส่วนไฟฟ้าที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ ทำไม่ไม่ให้ภาคธุรกิจเอกชนหาพลังงานทดแทน และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่ เพราะที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าแต่ละแห่งต่างใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาล ส่วนตัวเชื่อว่ายังมีกระบวนการและทางเลือกอีกมาก ในการจัดการทรัพยากรไฟฟ้าที่มีอยู่ให้พอใช้ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนเพิ่ม นางสาวเพียรพร กล่าวย้ำ ตัวแทนเยาวชนบ้านท่าเรือ ต. สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า บ้านท่าเรือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนบริเวณแม่น้ำสาละวิน แต่ตอนนี้ตนกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย เหลืออีก 2 ปี ก็จะรับปริญญาบัตร แต่ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นกลับไปที่บ้านแล้วจะยังมีบ้านอยู่อีกหรือไม่ ชาวบ้านท่าเรือเรือเป็นชนเผ่าปกาเกอญอที่อพยพมาจากรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า มาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยที่ประเทศไทยเมื่อประมาณ 40-50 ปี มาแล้ว มีลูกหลานที่เกิดในประเทศไทย แต่ทั้งหมู่บ้านยังไม่มีใครได้รับสัญชาติ มีแค่บัตรสีเขียว บัตรสีฟ้า เรื่องโครงการสร้างเขื่อน ที่ผ่านมามีหน่วยงานรัฐเข้าเข้ามาให้ข้อมูลชาวบ้านว่าเป็นโครงการของในหลวง ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ชาวบ้านที่เคารพนับถือในหลวงก็ไม่เข้าใจ คิดว่าอาจจะดีเพราะเป็นของในหลวง ก็รู้จะทำยังไง ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่อยากให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นโดยที่คนบางกลุ่มสุขสบายบนความทุกข์ของชาวบ้าน ตัวแทนเยาวชนบ้านท่าเรือ กล่าวทิ้งท้าย .
ใบแถลงข่าว วันที่ 17 มิถุนายน 2551 รัฐบาลต้องเคารพสิทธิชุมชนและสร้างธรรมาภิบาลในโครงการขนาดใหญ่ จากรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ในภาคเหนือหลายโครงการ ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำฮัตจี โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำท่าซาง โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น และโครงการผันน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล (บางโครงการไม่ได้ตั้งอยู่ในประเทศไทยโดย ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำฮัตจี โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำท่าซาง ทั้งสองโครงการตั้งอยู่ในประเทศพม่า ใกล้ชายแดนไทยด้าน จ.แม่ฮ่องสอนและจ.เชียงใหม่ตามลำดับ) ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ทั้งหมดเหล่านี้ ได้ถูกผลักดันมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา และไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากติดขัดปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ปัญหาความไม่โปร่งใสและข้อบกพร่องในกระบวนการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปัญหาในกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนและธรรมาภิบาลของโครงการ รวมทั้งปัญหาการคัดค้านจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ กป.อพช. เหนือ และเครือข่ายองค์กรสมาชิกในภาคเหนือ ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์การผลักดันโครงการขนาดใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง มีความเห็นว่า การที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายนโยบายเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเร่งด่วนนั้น การเร่งรีบและเร่งอนุมัติงบประมาณของรัฐบาลเช่นนี้ กล่าวได้ว่าเป็นการทำลายหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี และจะเป็นการชี้นำให้หน่วยงานราชการละเลยการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่จำเป็นต้องปฏิบัติสำหรับการพิจารณาโครงการขนาดใหญ่ รวมทั้งไม่ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการแสวงหาทางเลือกการพัฒนาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง ดังตัวอย่างโดยสรุปดังนี้ กรณีโครงการผันน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการชลประทาน มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบโครงการผันน้ำน้ำยวมตอนล่าง-เขื่อนภูมิพล ใช้เงินลงทุน 43,898 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา ในขณะที่โครงการผันน้ำฯนี้ ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างถูกต้องและครบถ้วน ยังไม่มีกระบวนการประชาพิจารณ์ ยังไม่มีการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ ยังไม่มีกระบวนการแสวงหาทางเลือกการจัดกาน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างจริงจัง และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังไม่ผ่านการพิจารณา โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านแหล่งน้ำและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ดังนั้นการอนุมัติงบประมาณโครงการล่วงหน้าเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าเป็นการอนุมัติที่ขาดความโปร่งใส ไม่มีส่วนร่วมของประชาชน และขาดหลักการธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน กรณีโครงการเขื่อนสาละวิน ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำฮัตจี โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำท่าซาง เป็นเขื่อนที่ตั้งในประเทศพม่า โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)และบริษัทเอกชนไทยเข้าไปลงทุน และประเทศไทยจะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ โครงการเขื่อนสาละวินทั้งสองแห่งนี้ ถูกวิจารณ์มาโดยตลอดว่า จะเป็นโครงการที่เข้าไปส่งเสริมให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่าให้รุนแรงเพิ่มมากขึ้น และจะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในประเทศพม่าอย่างรุนแรง นอกจากนี้ในกรณีเขื่อนไฟฟ้าฮัตจี ซึ่งกั้นแม่น้ำสาละวินห่างจากชายแดนไทยลงไปเพียง 47 กิโลเมตร กฟผ.ได้กล่าวอ้างมาโดยตลอดก่อนหน้านี้ว่า เป็นโครงการเขื่อนไฟฟ้าในพม่า ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายไทย การที่นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในรายการ สนทนาประสาสมัคร เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2551 รายงานผลการเดินทางไปประเทศพม่า และได้สนับสนุนให้ดำเนินการการสร้างเขื่อนทั้งสองแห่งนี้ร่วมกับพม่านั้น จะยิ่งสร้างความชอบธรรมให้กฟผ.เพิกเฉยหรือละเลยในการปฏิบัติตามกรอบกฎหมายของประเทศไทยมากขึ้น ทั้งๆที่ในข้อเท็จจริงแล้ว เขื่อนไฟฟ้าฮัตจีได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรงในเรื่อง เขตแดนระหว่างประเทศบนแม่น้ำสาละวินจะเปลี่ยนแปลงไป, การสูญเสียอาชีพประมง และปัญหาการอพยพของประชาชนจากประเทศพม่าเข้าสู่ประเทศไทย แต่ในข้อเท็จจริงนั้น กฟผ.ได้ยอมรับในทางปฏิบัติแล้วว่า โครงการเขื่อนฮัตจีจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและจะต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายของประเทศไทยด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จาก การระบุไว้ในเอกสารแผ่นพับโครงการเขื่อนฮัตจี (ซึ่งถูกแจกจ่ายเผยแพร่ในอ.แม่สะเรียงและอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมา) ว่าเป็นเอกสารเผยแพร่ตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 และการตัดสินใจโครงการเขื่อนฮัตจี ขึ้นกับรายงานการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีเขื่อนแก่งเสือเต้น รัฐบาลที่ผ่านๆ มาได้ชะลอโครงการไว้มาตลอด เนื่องจากผลของการศึกษาวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าไม่คุ้มทุน ส่งกระทบต่อป่าไม้และชุมชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ข้อมูลทางวิชาการได้ชี้ชัดว่า บริเวณที่น้ำท่วมตั้งแต่จังหวัดสุโขทัยจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ เป็นที่ราบลุ่ม หรือพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำยม เป็นพื้นที่น้ำท่วมขังอยู่แล้วทุกปี ถึงแม้จะมีเขื่อนแก่งเสือเต้นก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ นอกจากนี้การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา ยังมีปัญหาที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในอีก 4 เรื่อง ได้แก่ ระบบนิเวศป่าไม้-สัตว์ป่า พื้นที่รองรับผู้ได้รับผลกระทบ สาธารณะสุข และเรื่องแผ่นดินไหว ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น จึงเท่ากับเป็นการตัดตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนและตัดตอนกระบวนการทางกฎหมายลงทั้งหมด ในปัจจุบันยังมีโครงการขนาดใหญ่ในภาคเหนืออีกหลายโครงการ อาทิเช่น โครงการผันน้ำแม่แตง-เขื่อนแม่กวงอุดมธารา(จ.เชียงใหม่), โครงการผันน้ำ กก อิง น่าน, โครงการผันน้ำโขงจากพม่าสู่ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำปิง, โครงการเหมืองลิกไนต์ (อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่) ซึ่งทุกโครงการต่างสร้างผลกระทบต่อชุมชน สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง และเมื่อรวมกับขนาดใหญ่อีก 4 โครงการที่นายกรัฐมนตรีเร่งผลักดันอยู่ในขณะนี้ หากทุกโครงการสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องเคารพต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ต้องเคารพต่อกฎหมายที่บังคับใช้อยู่แล้ว ก็จะเป็นการยากยิ่งที่เราจะคาดหวังให้สังคมไทยสามารถพัฒนาบนไปบนเส้นทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ในนามของ กป.อพช.เหนือและเครือข่ายองค์กรสมาชิกภาคเหนือ ใคร่ขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้ตระหนักและเคารพต่อสิทธิชุมชน สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารโครงการอย่างถูกต้องครบถ้วน และกระบวนการมีส่วนร่วมในตัดสินใจในโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ รวมทั้งหลักธรรมาภิบาลที่รัฐบาลต้องเคารพต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ที่ระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 57, 66, 67(ว่าด้วย สิทธิชุมชน สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ได้รับผลกระทบก่อนการดำเนินโครงการ) และ มาตรา 85 และการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติรักษาและส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมปี 2535 อย่างเคร่งครัด และการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ด้วยเช่นกัน เพื่อให้การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ ดำเนินไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และประชาชนทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการอย่างแท้จริง
ด้วยความสมานฉันท์
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ
|