• สุมาตรภูลายยาว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mart_mekong@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-26
  • จำนวนเรื่อง : 147
  • จำนวนผู้ชม : 20309
  • จำนวนผู้โหวต : 47
  • ส่ง msg :
mekongbook
เคารพในธรรมชาติ เคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม
Permalink : http://www.oknation.net/blog/mart
วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม 2551
เรื่องสั้น
Posted by สุมาตรภูลายยาว , ผู้อ่าน : 105 , 11:54:20 น.  
พิมพ์หน้านี้


เรื่องสั้น :
“ในหุบเขา”
สุมาตร ภูลายยาว
           
เสียงรถยนต์ดังมาจากท้ายหมู่บ้านเงียบลง หลังจากรถจอดสงบนิ่งริมลำห้วย เมื่อรถจอด เขาจึงลุกขึ้นยืนกระชับกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะกระโดดลงทางท้ายรถ หลังส่งผู้โดยสารเรียบร้อย เจ้าของรถก็บังคับรถพุ่งตัดลำห้วยกลับไปตามเส้นทางเดิม ในที่สุดรถก็พ้นสายน้ำแห้งขอดหน้าแล้งมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายต่อไป

ขณะเดินตามถนนไปสู่หมู่บ้าน เรื่องราวแต่หนหลังก็เดินทางมาสู่ห้วงคำนึงของเขา นานเท่าใดแล้วที่เขาจากที่นี้ไป วันนี้เขากลับมาอีกครั้ง ที่หมู่บ้านแห่งนี้-หมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำแห่งพรมแดน หมู่บ้านแห่งนี้แม้ไม่ไกลจากเมืองมากนัก แต่การเดินทางก็ใช้ระยะเวลาในการเดินทางราว ๔ ชั่วโมง ถนนเส้นเดียวอันเป็นถนนไปสู่หมู่บ้านต้องผ่านลำห้วย ในหน้าแล้งรถวิ่งไป-มาได้ แต่พอหน้าฝนถนนกลายเป็นหล่มเลน และกลายเป็นลำห้วยอันทรงพลังด้วยสายน้ำเชี่ยวกราก การเดินทางเข้าหมู่บ้านในหน้าฝนต้องใช้การเดินเท้าเพียงอย่างเดียว

ทหารพราน ๒-๓ นายนั่งอยู่ในกระท่อมปากทางเข้าหมู่บ้านมองมายังเขา คงเป็นเพราะผมยาวรุงรังใบหน้ารกครึ้มไปด้วยหนวดเครา เขาจึงดูแปลกตาสำหรับคนทั่วไป เขาเดินตามถนนไปเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง

สุนัขอยู่ใต้ถุนบ้านเห่าขึ้นมา เมื่อมันเห็นคนแปลกหน้ายืนอยู่หน้าบ้าน หลังได้ยินเสียงเห่าของสุนัข เจ้าของบ้านเดินออกมาจากในบ้าน และส่งเสียงไล่สุนัขให้เงียบเสียงลง หลังสุนัขเงียบเสียงลง เขาผู้กำลังเดินทางมาถึงก็กล่าวทักทายเจ้าของบ้าน เมื่อได้รับการเชื้อเชิญให้ขึ้นมาบนบ้าน เขาจึงเดินตามบันไดขึ้นมา เมื่อขึ้นมาบนชานบ้าน เขาก็ปลดวางสัมภาระบนบ่าลงตรงใกล้บันไดก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งตรงระเบียงบ้าน

การสนทนาระหว่างผู้มาใหม่ และเจ้าของบ้านก็เริ่มขึ้น หลังจากเจ้าของบ้านเดินเข้าไปในบ้าน และออกมาพร้อมกับกาน้ำร้อน หลังเจ้าของบ้านนั่งลง เรื่องราวแต่หนหลังระหว่างผู้มาใหม่กับเจ้าของบ้านก็เริ่มขึ้น

“ช่วงครูไม่อยู่หมู่บ้านเราเปลี่ยนไปเยอะ ปีนี้แล้งกว่า ๓ ปีก่อน ป่าหลังโรงเรียนแห้งจนโดนไฟไหม้ น้ำในห้วยก็น้อย หยะโพ่-ปลาที่เคยมีอยู่เต็มลำห้วยก็ไม่ค่อยมี อบต.ได้งบมาทำฝายกั้นห้วยด้านบนตรงโค้งหินแหงน เขาบอกจะกักน้ำไว้ใช้ ก็นโยบายแก้ปัญหาภัยแล้งนั้นแหละ ปลามันเลยไม่ค่อยมี เพราะมันขึ้นไปวางไข่ข้างบนไม่ได้”

“แล้วเรื่องนี้ ชาวบ้านเขาว่ายังไงกันบ้าง”

“ก็ไม่ได้ว่ายังไง เขามีงบมาเขาก็ทำ แต่พอทำเสร็จมันก็ใช้ไม่ได้หรอก ชาวบ้านจะทุบทิ้งก็ไม่กล้า เพราะกลัวโดนจับ”

“ถ้าใช้ไม่ได้ก็ปล่อยให้มันเป็นอนุสาวรีย์อยู่นั่นแหละครับ มันจะได้ประจานคนทำด้วย”

“ผมก็ว่าอย่างครูนั้นแหละ”

ชั่วขณะวงสนทนาดำเนินไป สายลมก็พัดโชยผ่านมาทางหน้าบ้านเป็นระยะ ตะวันคล้อยค่ำลงไปแล้ว แดดผีตากผ้าอ้อมกำลังเริ่มปรากฏเหนือฟ้าตะวันตก... 

ชั่วยามที่ผีเอาผ้าอ้อมออกตาก ลูกสาวคนเล็กของเจ้าของบ้านก็หอบหิ้วกระบุงข้าวสารที่เพิ่งตำเสร็จเดินไปยังลำห้วย เมื่อไปถึง เด็กหญิงก็เอาข้าวที่ตำเสร็จออกมาฟัด เด็กหญิงตัวเล็กยืนถือกระด้งอันใหญ่ฝัดข้าวอยู่ริมห้วยอย่างเนิบช้า-เนิ่นนาน ลมพัดเอารำข้าวร่วงลงบนผืนน้ำ ปลาในลำห้วยหลายตัวพากันแหวกว่ายมาฮุบกินรำข้าวอย่างสนุกสนาน ปลาพวกนี้ตัวใหญ่มากสำหรับลำห้วยเล็กขนาดกว้างไม่เกินสองเมตรในหน้าแล้ง

ตรงที่เด็กหญิงตัวเล็กยืนอยู่ บริเวณนั้นในความทรงจำของเขา คือเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลายาวเรื่อยไปตามลำห้วยประมาณ ๓๐๐ เมตร หน้าฝนน้ำในห้วยเป็นน้ำใหญ่ น้ำจึงเอ่อท่วมขึ้นมาเกือบถึงบ้าน ช่วงอยู่ในหมู่บ้านเมื่อ ๓ ปีก่อน เขาเคยติดเกาะอยู่ในหมู่บ้านมาแล้ว เพราะน้ำในลำห้วยสูงขึ้นมาก และไหลเชี่ยว การข้ามลำห้วยลงไปยังหมู่บ้านข้างล่าง เพื่อเข้าเมือง จึงเป็นเรื่องเป็นไปอย่างยากลำบาก
ลมแล้งพัดมาเฉื่อยช้า ใบไม้สีเหลืองร่วงกรูกราวลงจากต้นราวกับว่ามีมืออันใหญ่เขย่าลำต้นของมัน ตรงริมลำห้วยดอกงิ้วสีแดงร่วงหล่นลงบนผืนน้ำ ก่อนถูกสายน้ำพัดพาไกลออกไป ว่ากันว่าดอกไม้หน้าแล้งหลายดอกถูกสร้างมาเพื่อให้ความงามกับความแห้งแล้ง ในช่วงหน้าแล้งเช่นนี้คนในหมู่บ้านเริ่มลงมือถางไร่ เพื่อรอรับฝนแรกที่จะโปรยลงมาจากฟ้าในราวต้นเดือนพฤษภาคม เมื่อฝนแรกมาเยือนเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองก็จะถูกโปรยหว่านลงสู่พื้นดิน

หลังจากตะวันคล้อยต่ำจนใกล้ลาลับไปหลังหุบเขา ชาวบ้านหลายคนเริ่มเดินทางจากไร่กลับสู่บ้าน เสียงพูดคุย เสียงพร้ากระทบฟืน และเปลวไฟจากเตาไฟในบ้านแต่ละหลังก็ลอยล่องขึ้นสู่ท้องฟ้า
ลูกสาวของเจ้าของบ้านกลับมานานแล้ว ข้าวที่เธอนำไปฟัดในช่วงก่อนค่ำถูกหุงเพื่อมื้อค่ำสำหรับทุกคนในบ้าน หลังอาหารค่ำอันเรียบง่ายผ่านพ้นไป วงสนทนาระหว่างเขาและเจ้าของบ้านรวมทั้งชาวบ้านอีก ๒-๓ คนก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

“ครูหายไปนานเลย ผมจำครูแทบไม่ได้ แต่ก่อนไว้ผมยาว ตอนนี้ตัดผมสั้นก็เลยจำไม่ค่อยได้”
ชายคนที่นั่งถัดจากเจ้าของบ้านพูดขึ้นมาหลังจากอัดบุหรี่ขี้โยม้วนโตเข้าปอดลึกๆ แล้วพ่นควันขาวหม่นพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำ

“ผมก็จำพี่แทบไม่ได้เหมือนกัน ผอมไปเยอะเลย ทำงานหนักละสิ”

“ก็นิดหน่อยละครู เรามันคนจน ไม่ทำก็ไม่มีกิน ลูกเต้าก็เข้าโรงเรียนแล้ว”

วงพูดคุยตอนหัวค่ำลากยาวไปเรื่อยๆ จนดึกดื่น น้ำชาหอมกรุ่นจากกาต้มน้ำส่งควันพวยพุ่งถูกรินแจกจ่ายทุกคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า น้ำชาหมดไปหนึ่งกา คนร่วมวงสนทนาก็จากไปทีละคนสองคน ยิ่งดึกดื่นวงพูดคุยก็หดแคบลงตามลำดับ

“ครู คืนนี้นอนให้เต็มอิ่มนะ พรุ่งนี้ผมจะพาครูไปรำลึกความหลัง”

เจ้าของบ้านพูดกับเขาก่อนจะเดินหายเข้าไปในบ้าน หลังจากเจ้าของบ้านเข้าไปในบ้านแล้ว เขาก็นั่งแหงนหน้ามองฟ้า ดาวบางดวงบนท้องฟ้ากระพริบแสงระยิบระยับ เขานั่งอยู่เช่นนั้นเนิ่นนานก่อนจะลุกขึ้นมาผูกเปลสนาม และล้มตัวลงนอนหลับฝันถึงวันพรุ่งนี้ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

สัญญาณของวันใหม่เริ่มต้นขึ้น เมื่อไก่ส่งเสียงขันและควันไฟจากเตาไฟปรากฏขึ้น วันนี้เจ้าของบ้านจะพาเขาไปค้นหาเรื่องราวในอดีตที่หล่นหาย... 

“อยู่ในเมืองเสียนาน ครูคงนั่งรถจนเดินไม่ไหวแล้วละมั่ง” เจ้าของบ้านพูดกระเซ้าเย้าแหย่เขาตามประสาคนคุ้นเคย

“๓ ปีก่อนผมยังไปได้ วันนี้ผมก็ไปได้เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ เราก็กลับ”
เขาเห็นห่อข้าวและอาหารมื้อเที่ยงรวมทั้งน้ำดื่มถูกจัดเตรียมลงในย่ามอย่างเรียบร้อย เจ้าของบ้านคนนี้ยังคงรอบครอบเหมือนเคย ๓ ปีก่อนที่เขาและเจ้าของบ้านเคยเดินป่าด้วยกัน เขาจะเห็นความพร้อมจากเจ้าของบ้านอย่างนี้อยู่เสมอ

น้ำในลำห้วยใสจนมองเห็นดินและก้อนหินใต้น้ำ ฤดูแล้งแบบนี้ต้นไม้พากันผลัดใบ มองไปทางไหนก็แห้งไปหมดแทบทั้งป่า แต่ช่วงนี้ก็ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการหา ‘น้ำผึ้งเดือนห้า’ หากเปรียบเทียบการหล่นร่วงของใบไม้ในป่าเป็นเรื่องของการจากพราก ในการจากพรากนั้นธรรมชาติก็ได้สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาทดแทนสิ่งที่สูญหายไปเช่นกัน

“ช่วงนี้กะแนจอ-น้ำผึ้งป่าเยอะและอร่อยด้วย ดอกไม้ป่าหน้าแล้งออกเยอะ ผึ้งก็มีน้ำหวานกิน น้ำผึ้งป่าที่นี่มีคนจากบ้านอื่นมาซื้ออยู่บ่อยๆ ถ้าเราเจอเดียวผมจะขึ้นมาให้ครูชิมสักรัง” เจ้าของบ้านบอกกับเขาขณะเดินนำหน้าลิ่วๆ ไปตามลำห้วยอย่างคุ้นเคย

ห่างออกมาจากหมู่บ้านหลายชั่วโมงเดินเท้ามีที่ราบริมห้วยแคบๆ บางที่เป็นนา บางที่เป็นไร่ของชาวบ้าน เมื่อเดินทางหลายชั่วโมง เขาผู้ถอดทิ้งความคล่องแคล่วต้องหยุดพักเสียหลายครั้ง และเมื่อมาถึงตรงต้นมะขามป้อมริมฝั่งห้วย เขาก็ทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นมะขามป้อม

“เก็บมะขามป้อมกินกันก่อน รสชาติมันชุ่มคอดีจะได้ไม่หิวน้ำมาก” เจ้าของบ้านพูดขณะก้มเก็บลูกมะขามป้อมที่กระจายอยู่ตามพื้นดิน

เขาหยิบมะขามป้อมลูกกลมๆ รสเปรี้ยวๆ ฝาดๆ ลูกหนึ่งขึ้นมาใส่ปากก่อนจะเคี้ยวช้าๆ หลังจากนั้นก็กลืนบางส่วนลงท้อง และอมส่วนที่เหลือเอาไว้ในปาก ยิ่งอมไว้ในปากเนิ่นนาน มะขามป้อมรสฝาดกลับมีรสหวานขึ้นเรื่อยๆ

“ตรงนี้มีโป่งดิน เป็นโป่งอ้น มีตัวอ้นและพวกสัตว์ตัวเล็กๆ มากินดินที่นี่” เจ้าของบ้านพูดพลางชี้ให้เขาดูรูเว้าลึกเข้าไปในดินริมลำห้วยใกล้ต้นมะขามป้อม

ตลอดช่วงเช้าการเดินทางต้องเดินข้ามลำห้วยหลายครั้ง พอเหนื่อยก็นั่งพัก หายเหนื่อยก็ออกเดินทางต่อ ดอกไม้ป่าหน้าแล้งกลีบเบาหวิวร่วงลงสู่ผิวน้ำ ลอยตามน้ำไปติดรวมกันอยู่ที่แก่งหิน จิงโจ้น้ำดีดตัวช้าๆ อยู่บนผิวน้ำใสแจ๋ว น้ำนิ่งๆ แบบนี้ดูมันช่างขี้เกียจเหลือเกิน เจ้าแมลงน้อย-นี่คือจินตภาพที่ห่างหายไปจากเขาเนิ่นนานแล้ว และวันนี้มันก็ค่อยๆ เดินทางกลับมาอีกครั้งอย่างช้าๆ ภาพที่ปรากฏเหล่านี้ มันเหมือนเทปวีดีโอที่ถูกกรอกลับมาเพื่อฉายซ้ำ

 เมื่อเดินตัดตรงขึ้นไปจากลำห้วย เจ้าของบ้านก็พาเขาเดินขึ้นสู่ยอดภูเขาสูงชัน เพื่อข้ามไปยังอีกฟากของภูเขา ในที่สุดเมื่อข้ามยอดเขามาได้ก็มาถึงหนองน้ำ แต่หน้าแล้งอย่างนี้น้ำในหนองน้ำไม่มีแม้แต่หยดเดียว ตรงริมหนองน้ำแห่งนั้นมีต้นไม้ใหญ่กำลังออกดอกสีแดงปนขาวตามกิ่งก้านของมัน

“ต้นไม้ต้นนี้ชื่อต้นสะเจ้หน่า-เปลือกนี่กินแก้ท้องเสีย ดอกสีแดงเอาไปจิ้มน้ำพริก-อร่อย” เจ้าของบ้านเล่าพลางก้มเก็บดอกสีแดงใส่ลงไปในย่าม

“เอาไปกินกับน้ำพริกเย็นนี้”

“อย่างนี้บ้านผมเขาเรียกต้นกระโดน เอาไว้กินกับน้ำพริก ไม่คิดว่าที่นี้จะมี”

“ครู ต้นไม้ในป่ามันก็มีเหมือนๆ กันหมดแหละ ผมว่าเราพักกินข้าวกันก่อนไหม จะได้พักเหนื่อยด้วย หายเหนื่อยก็ค่อยไปต่อ”

เจ้าของบ้านพูดเสร็จก็ยกห่อข้าวออกมาวางบนพื้นดินและเริ่มลงมือเปิบข้าวกันท่ามกลางความเงียบงันของป่าหน้าแล้ง

หลังจากกินข้าวเสร็จเจ้าของบ้านก็ยื่นจอกไม้ไผ่ให้กับเขา ทั้งสองหมุนเวียนเปลี่ยนกันยกจอกไม้ไผ่ใบนั้น ๒-๓ ครั้ง ก่อนจะจัดแจงข้าวที่เหลือลงในย่าม พอของทุกอย่างลงไปอยู่ในย่ามเสร็จ การเดินทางก็เริ่มต้นอีกครั้ง ทั้งสองออกเดินลัดเลาะไปตามสันดอยเตี้ยๆ โดยมีลำห้วยเป็นฉากอยู่เบื้องล่าง ไม่นานนักทั้งก็มาถึงโป่งอีกแห่งหนึ่ง เจ้าของบ้านบอกกับเขาว่าโป่งแห่งนี้สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้

ลักษณะของโป่งเป็นโป่งน้ำซับมีโป่งนกอยู่ด้านล่าง เมื่อเดินเหยียบใบไม้เข้าไปใกล้ๆ เสียงดังกรอบแกรบของใบไม้ก็ทำเอานกฝูงใหญ่ที่กำลังกินน้ำอยู่กระพือปีกบินขึ้นสู่ยอดไม้ ถัดจากโป่งนกมานั้นก็เป็นโป่งสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ตรงโป่งนี้มีน้ำซึมออกมาจากพื้นดินเป็นทางยาวหลายเมตร ตรงบริเวณโป่งล้อมรอบไปด้วยใบบอน

ในที่สุดเขาและเจ้าของบ้านก็เดินออกจากโป่งแห่งนั้น และเดินมาจนถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อเดินลงจากสันดอยก็เห็นหลังคาของบ้านหลายหลังอยู่ไม่ไกล

เสียงเห่าของสุนัขทำให้คนที่อยู่ในบ้านโผล่หน้าออกมามอง เจ้าของบ้านเพื่อนร่วมทางของเขาเอ่ยทักคนนั้นคนนี้ก่อนจะพาเขาเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ซึ่งเป็นถนนไปสู่บ้านหลังหนึ่ง เสียงสุนัขใต้ถุนบ้านดังขึ้น เจ้าของบ้านที่อยู่ในบ้านโผล่หน้าออกมาดู และส่งรอยยิ้มมาให้พร้อมทั้งส่งภาษาถิ่นกับเจ้าของบ้านเพื่อนร่วมทางของเขาอย่างสนิทสนม

เนิ่นนานที่คนทั้งสองสนทนากันโดยมีเขานั่งนิ่งฟังในความไม่เข้าใจของภาษาอย่างเงียบๆ นานๆ ครั้งคนทั้งสองจึงจะหันหน้ามาพูดกับเขา เมื่อตะวันบ่ายคล้อยใกล้แตะยอดไม้ คนเดินทางทั้งสองก็ลาจากเจ้าของบ้านคนนั้นเพื่อเดินทางกลับบ้าน

“เพื่อนผมเองครู รู้จักกันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นนักรบอยู่ตามชายแดน เขาเข้ามาอยู่ที่นี้ได้ ๑๐ กว่าปี-เขาไม่มีบัตรประชาชนเหมือนผมจึงไม่กล้าไปไหน ตอนเจอครูเขายังถามเลยว่าเป็นใคร ๒ ปีก่อนโดนจับถูกปรับไปหลายพัน ก็นายอยากได้เงินนั่นแหละ นายไม่มีอะไรมากหรอก มีอย่างที่ไหนบอกว่าให้ไปอำเภอจะทำบัตรให้ แต่พอไปถึงกลางทางก็โดนจับ...”

ตะวันคล้อยค่ำลงไปแล้ว เมื่อแสงสุดท้ายของลับหายจากปลายฟ้า ทั้งสองก็เดินทางกลับมาถึงบ้าน อีกหนึ่งค่ำคืนของบ้านป่าในหุบเขา บนฟ้าเคียวคมของดวงจันทร์ข้างแรมกำลังเกี่ยวความงามของดาวเอาไว้ที่ละดวง เมื่อดวงดาวบนฟ้าค่อยๆ เลือนหายไป พระจันทร์ข้างแรมก็ต่ำลง และเริ่มลาแสง เสียงไก่ขันครั้งที่ ๒ ของค่ำคืนก็ดังขึ้นมา แต่วงสนทนายังคงอยู่ยาวด้วยเรื่องเล่าหลากหลายรสชาติ

“ป่าแถบนี้แต่ก่อนมีมีสัตว์เยอะ เสือ กระทิง หมี หมาป่า เก้ง สัตว์พวกนี้ไม่มีประเทศ เป็นสัตว์ไร้สัญชาติ ว่ายข้ามน้ำ-เดินข้ามเขามาหากินทั้งฝั่งไทย-ฝั่งพม่า อย่างกระทิงนี่แต่ก่อนลงมากินโป่งที่เราเพิ่งไปมา เป็นสัตว์นี่มันก็ดีไปอย่างนะครูไม่ต้องมีสัญชาติ ไม่ต้องมีบัตรประชาชน ไม่ต้องมีประเทศ อยากไปหากินฝั่งไหนก็ไป แต่เป็นคนนี่ไม่ได้โดนจับ

 ครู ชาวบ้านอยู่ในป่าอย่างพวกผมนี่เชื่อว่าป่าทุกป่ามีเจ้าของ โป่งก็มีเจ้าของ เขตโป่งถือเป็นเขตหวงห้าม ไม่ให้ปลูกสร้างบ้านเรือน สัตว์ป่าลงมากินโป่งทุกตัวก็เป็นสัตว์เลี้ยงของเจ้าของโป่ง เหมือนกับชาวบ้านเลี้ยงวัว-เลี้ยงควาย ชาวบ้านจะไม่ไปซุ่มยิงสัตว์ที่โป่งเด็ดขาด แค่คิดจะไปยิงก็ไม่ได้ ถ้ายิงได้ สัตว์ตาย คนยิงก็ตาย

นานมาแล้วนะครูเคยมีชาวบ้านเดินผ่านโป่งตอนกลางคืน เห็นเจ้าของโป่งมี ๓ ตา ตาที่ ๓ อยู่ตรงหน้าผาก เป็นไฟสีเขียว เดินไปมาแถวๆ โป่ง เคยมีชาวบ้านไปทำห้างซุ่มยิงสัตว์ตรงโป่งที่เราเพิ่งผ่านมาตอนเที่ยงวัน เจ้าที่แรงมากกลางคืนกำลังเฝ้ายิงสัตว์ ก็มองเห็นงูเลื้อยขึ้นมาบนห้าง เลยเอามีดฟัน แต่พอฟันเสร็จกลายเป็นว่าฟันตอกมัดห้างขาด คนนั้นก็เลยตกลงมาตาย อีกคนก็กำลังซุ่มโป่ง ก็เห็นผู้หญิงเดินมาข้างล่างชวนให้ลงมากินหมากด้วยกัน แต่เขาไม่ยอมลงมา จนเช้า ลงมาข้างล่างก็เห็นรอยเท้าเสือเดินวนเวียนไปมา”

เจ้าของบ้านเล่าเสร็จก็ขอตัวไปดื่มน้ำ ก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับกาน้ำชากาเดิม พอนั่งลง และรินน้ำชาใส่จอกไม้ไผ่จนเกือบเต็ม แต่แกก็ไม่ลืมหยิบเกลือใส่ลงไปในจอกน้ำชา-แกบอกว่า ความร้อนของน้ำชาจะได้ไม่ลวกลิ้น หลังเสร็จสิ้นจากการรินน้ำชาเรื่องเล่าก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

 “นอกจากโป่งแล้วยังมีต้นไม้ใหญ่บางชนิดในยามมันออกลูก-ลูกมันร่วงลงพื้นดิน สัตว์ป่าหลายชนิดมากิน ชาวบ้านเชื่อว่าต้นไม้ใหญ่นี้มีเจ้าของเช่นเดียวกับโป่ง ห้ามเฝ้าและห้ามยิงสัตว์ที่มากินผลไม้บริเวณต้นไม้เหล่านี้เด็ดขาด”

 สำหรับชาวบ้านในหุบเขา นอกจากพวกเขาจะสร้างกฎกติกาในการห้ามล่าสัตว์บริเวณโป่งขึ้นมาแล้ว พวกเขายังมีความเชื่อว่า สัตว์ป่าหลายชนิดอย่าง กระทิง กวางผา นกเงือก ชะนีเป็นสัตว์ที่ห้ามยิง เพราะถ้ายิงชะนีตายไปตัวหนึ่ง ชาวบ้านเชื่อว่าขุนห้วยจะโศกเศร้าไปเจ็ดขุนห้วย 

นอกจากชาวบ้านไม่ยิงสัตว์ที่กล่าวมาแล้ว พวกเขายังช่วยกันทำเขตป่าอนุรักษ์ และห้ามตัดไม้ในเขตอนุรักษ์โดยเด็ดขาด แต่เก็บผัก เก็บเห็ด เก็บยาสมุนไพรมาใช้ได้ แต่ยิ่งอนุรักษ์ชาวบ้านในหมู่บ้านยังถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทำลายอยู่ร่ำไป ไม่รู้ว่าการกล่าวหาเรื่องการทำลายป่าให้กับคนอยู่ป่าจะจบสิ้นลงเมื่อใด หรือว่าการการกล่าวหาเรื่องการทำลายป่าให้กับคนในป่าจะจบสิ้นลง เมื่อคนป่าคนสุดท้ายพ่ายแพ้ต่อกระแสภายนอกทั้งปวง และหมดลมหายใจไปอย่างช้าๆ กระนั้นหรือ

“ทุกๆ สรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของ ชาวบ้านจึงใช้ป่าอย่างเคารพ และรู้รักษา เพื่อให้ทุกๆ คนในชุมชนได้มีกินตลอดไป ถ้ามีมากก็แบ่ง มีน้อยจิ้ม มันจึงจะได้กินกันครบทุกคนนะครู...”

เขาไม่ได้ตอบอะไรกับเจ้าของบ้านเพียงพยักหน้ารับรู้เรื่องราวที่เล่าให้เขาฟัง เรื่องราวในค่ำคืนนี้ มันช่างไม่แตกต่างเมื่อ ๓ ปีก่อนแต่อย่างใด เรื่องราวที่เคยเป็นมา มันก็ยังคงเป็นไปอยู่เช่นเดิม แม้ว่าคนป่าคนสุดท้ายจะยังไม่พ่ายแพ้ในตอนนี้ แต่วงพูดคุยในค่ำคืนนั้นก็จบลงพร้อมกับน้ำชาจอกสุดท้าย
ลมเย็นจากชายป่าพัดกรูลอดช่องของฟากไม้ไผ่เข้ามาในบ้าน เขานอนขดแน่นนิ่งฟังเสียงลมที่พัดโชยมาอย่างเงียบๆ และน้ำตาของเขาก็ไหลพรากออกมาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว...

เขาสัมผัสลมเย็นของหมู่บ้านในหุบเขาอย่างดื่มด่ำอีกครั้ง เมื่อพรุ่งนี้มาถึงเขาก็จะเดินทางจากหมู่บ้านในหุบเขาเหมือนครั้งที่เขาเคยเดินทางจากไปอีกครั้ง และหลังการเดินทางจากไปในครั้งนี้ เรื่องราวในหุบเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรสุดจะคาดเดาได้ แต่ก็นั้นแหละ ความทรงจำทั้งสุข และทุกข์ที่เกิดขึ้นในหุบเขาก็จะยังคงอยู่กับเขาตลอดไป...


        


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
นารถ_บูรพา วันที่ : 28/07/2008 เวลา : 13.23 น.
http://www.oknation.net/blog/dinhinzai
 ต้องมุ่งหน้าหา ดวงตะวัน ....ไม่งั้นก็ "แพ้"  แม้แต่เงาตัวเอง

ยังมุ่งมั่นในแนวทางเช่นเคย น่าชื่นชม น่าชื่นชม ครับ
ความคิดเห็นที่ 5
ประกายพฤกษ์ วันที่ : 23/07/2008 เวลา : 15.46 น.
http://www.oknation.net/blog/khoncr

อ่านแล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 4
ประกายพฤกษ์ วันที่ : 23/07/2008 เวลา : 15.46 น.
http://www.oknation.net/blog/khoncr

อ่านแล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ภู_เชียงดาว วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 22.26 น.
http://www.oknation.net/blog/phuchiangdao

ในที่สุด,ก็เจอกับตัวเองจนได้ ha
ว่าแต่ว่าเรื่องไรรึ
แล้วสนพ.อาไรแอบเอาไปพิมพ์ละเนี่ย
ความคิดเห็นที่ 2
แก้มหอม วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 15.14 น.
http://www.oknation.net/blog/gamhom

ก๊อบไปอ่านแล้วครับ
แล้วจะมาเม้นท์ทีหลัง..สบายดีนะครับ
ความคิดเห็นที่ 1
กวีจร_ณ_โคราชา วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 12.13 น.
http://www.oknation.net/blog/kaweejorn
ดูถัวะ ดูถัวะ แก่ถึงทำกับฉันได้ ฉันเจ็บ จิตาย แก่ ก็ดาย ไม่ออนซอน

คารวะ นักเขียนเรื่องสั้น ครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31