• มารูโกะ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-24
  • จำนวนเรื่อง : 62
  • จำนวนผู้ชม : 21099
  • จำนวนผู้โหวต : 78
  • ส่ง msg :
บันทึกคนเดินช้า
คนตัวเล็ก เดินช้า สายตาสั้น
Permalink : http://www.oknation.net/blog/maruko
วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม 2550
วัดเชียงมั่น...เวียงเหล็กแห่งพญามังราย
Posted by มารูโกะ , ผู้อ่าน : 688 , 21:58:47 น.   | หมวดหมู่ : ไม่รู้ไปไหน...ไปวัดดีกว่า  
พิมพ์หน้านี้


ช่วงวันหยุดปีใหม่ผู้คนก็มักจะหลั่งไหลเดินทางกันออกนอกเมืองเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน บางส่วนก็ถือเป็นช่วงเวลากลับบ้านหลังจากต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่

หลายปีแล้วที่ฉันไม่ออกไปไหนในช่วงปีใหม่ ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่เฝ้าบ้านแต่อยากจะพักผ่อนยาวๆ เพราะการทำงานที่ต้องออกต่างจังหวัดทุกเดือนนั้น ทำให้เบื่อและอิ่มกับการเดินทางได้เหมือนกัน อีกอย่างคือเพื่อนที่เที่ยวด้วยกันต่างมีภาระส่วนตัวมากขึ้น จึงรวมตัวกันยากเต็มที ขนาดจะนัดกินข้าวสักมื้อยังเลื่อนแล้วเลื่อนอีก

การได้ไปต่างจังหวัดก็มักจะได้ของแถมไปด้วยคือการท่องเที่ยว แต่ก็จะวนเวียนอยู่กับวัดวาอารมซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะวัดสำคัญของแต่ละจังหวัด เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดพระธาตลำปางหลวง วัดพระธาตุหริภุญชัย ที่ไปบ่อยแต่ก็ไม่เคยเบื่อ แต่บางครั้งก็ขอหลบไปทำบุญที่วัดสำคัญอื่นๆ ที่อยู่จัดในทำเนียบสถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดเหมือนกันเพียงแต่ไม่โด่งดังเท่ากัน เมื่อไปถึงก็กราบพระ ทำบุญ ทำทาน แล้วก็ออกมาเก็บภาพงามๆ ในบริเวณวัด ที่งามทั้งงานจิตรกรรมและประติมากรรม

คนส่วนใหญ่ที่ขึ้นไปเที่ยวทางเหนือ โดยเฉพาะถ้าผ่านจังหวัดเชียงใหม่ต้องขึ้นไหว้พระธาตุดอยสุเทพ เพราะถ้าไม่ขึ้นไปก็เหมือนยังมาไม่ถึงเชียงใหม่ ความที่ไปเชียงใหม่หลายรอบก็ได้ไปกราบหลายหน แต่วัดสำคัญในเชียงใหม่ยังมีอีกหลายนัก บางแห่งอยู่ในเมืองใกล้ชิดชนิดผ่านไปผ่านมาบ่อยๆ เมื่อไปเชียงใหม่ครั้งหลังๆ จึงได้เลือกไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์ตามวัดเหล่านี้บ้าง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังค่ะ

สำหรับวัดแรกที่จะเสนอให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไปเยือนเชียงใหม่ และอยู่แต่ในเมือง แถมมีเวลาไม่มากแต่อยากกราบพระและชมวัดงามๆ ขอแนะนำให้ไป "วัดเชียงมั่น" ค่ะ

พระวิหารด้านหน้าพระเจดีย์

"วัดเชียงมั่น" หรือ วัดเชียงหมั้น วัดที่เก่าแก่ที่สุดในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นวัดแรกในเขตกำแพงเมือง ตั้งอยู่เลขที่ 171 บ้านเชียงมั่น ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง ใกล้กับโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เล่นบอกกันแบบนี้หลายคนอาจบอกว่าคงต้องบุรุษไปรษณีย์เท่านั้นที่จะไปถึง เอาเป็นว่าเริ่มจากข้ามสะพานนวรัฐมุงสู่ประตูท่าแพ จากนั้นก็เลี้ยวขวาไปตามคูเมืองมุ่งหน้าประตูช้างเผือก ก่อนถึงประตูช้างเผือกจะมีถนนราชภาคินัยให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลยค่ะ วัดเชียงมั่นจะอยู่ทางขวามือ

เล่าประวัติกันสักนิด (ยาวสักหน่อย) นะคะ

อ้อ ขอบอกก่อนนะคะว่าประวัติที่จะอ่านต่อไปนี้ได้มาจากการเก็บเล็กผสมน้อยทั้งแผ่นพับและข้อมูลทางอินเตอร์เนต ซึ่งมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย จึงเอามายำรวมกันได้ออกมาดังที่เห็น หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยกันนะตรงนี้เลยนะคะ และถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมหรือประสงค์จะแก้ไขส่วนใดที่ผิดพลาดก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ

ประวัติความเป็นมาของวัดเชียงมั่นที่ปรากฎในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และพงศาวดารโยนก คือ หลังจากที่พญางำเมือง พญาร่วง และพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ สำเร็จในปี พ.ศ.1839 แล้ว ทั้งสามพระองค์ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นตรงที่หอนอนบ้านเชียงมั่นซึ่งพญามังรายทรงสร้างเป็นที่ประทับชั่วคราว ในระหว่างที่ควบคุมการสร้างเมืองใหม่โดยให้ชื่อที่ประทับแห่งนั้นว่า "เวียงเล็ก" หรือ "เวียงเหล็ก" หมายถึง "ความมั่นคงแข็งแรง" ต่อมาเมื่อพญามังรายเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานแห่งใหม่ซึ่งเรียกว่า "เวียงแก้ว" (ปัจจุบันคือเรือนจำกลางเชียงใหม่) แล้ว ทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็กถวายแด่พระศาสนา โดยตั้งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกและพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า "วัดเชียงมั่น" หมายถึง "บ้านเมืองที่มีความมั่นคง"

ทั้งนี้ศิลาจารึกวัดเชียงมั่นพุทธศักราช 1839 จารึกไว้ว่า "ศักราช 658 ปีรวายสัน เดือนวิสาขาออก 8 ค่ำ ขึ้น 5 ไทยเมืองเปล้า ยามแตรรุ่งแล้ว สองลูก นาฑี ปลายสองบาทน้ำ ลัคคนาเสวยนวางค์ประหัส ในมีนยะราศี พญามังรายเจ้า พญางำเมือง พญาร่วง ทังสามคน ตั้งหอ นอนในที่ไชยภูมิ ราชมณเฑียร ขุดคือก่อตรีบูรทั้งสี่ด้านและก่อเจติยะทัดที่นอนบ้านเชียงมั่น ในขณะยาม เดียวนั้น ที่นั้นลวดสร้างเป็นวัด หื้อทานแก่แก้วทังสามใส่ชื่อว่าวัดเชียงหมั้น ต่อบัดนี้ ..." จึงนับได้ว่าวัดเชียงมั่นเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่

พระประธานภายในวิหาร

ต่อมาในปี พ.ศ.2094 เชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า วัดเชียงมั่นจึงถูกทอดทิ้งให้เป็นวัดร้าง พ.ศ.2101 เจ้าฟ้ามังทรา (สมเด็จพระมหาธัมมิกะราชาธิราช) แห่งพม่า ทรงมีพระราชศรัทธาในพุทธศาสนา โปรดให้พระยาแสนหลวงสร้างเจดีย์ วิหาร อุโบสถ หอไตร ธัมมเสนาสนะกำแพง และประตูโขงขึ้นที่วัดเชียงมั่น โดยมีพระมหาหินทาทิจจวังสะเป็นเจ้าอาวาส

พระพุทธรูปในซุ้มหลังพระประธาน

เมื่อถึงสมัยพระยากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.2324-2358) ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเชียงมั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่วัดนี้ได้ตกอยู่ในสภาพวัดร้างเมื่อครั้งที่ทำสงครามกอบกู้เอกราชคืนมาจากพม่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2319 ต่อมาในสมัยของเจ้าอินทวโรรส (พ.ศ.2440-2452) พระพุทธศาสนาแบบธรรมยุกนิกายได้เข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านนา เจ้าอินทวโรสจึงได้นิมนต์พระธรรมยุตมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเชียงมั่นเป็นครั้งแรก ภายหลังย้ายไปอยู่วัดหอธรรมและวัดเจดีย์หลวงตามลำดับ

นอกจากวัดเชียงมั่นจะเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองแล้ว เมื่อถึงเทศกาลสลากภัตร หรือ ทานก๋วยสลาก จะมีการทานข้าวสลากที่วัดนี้ก่อนแล้วจึงจะทำที่วัดอื่นๆ ต่อไป ในสมัยพญามังราย วัดเชียงมั่นยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกด้วย นอกจากนี้วัดเชียงมั่นยังเป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุจำนวนมาก

เอาล่ะค่ะประวัติก็ว่าไปแล้ว ต่อไปก็จะพาไปชมวัดโดยรอบค่ะ

เริ่มกันที่วิหารหลังแรก ซึ่งอยู่ด้านหน้าตรงทางเข้าวัดกันก่อนนะคะ พระประธานในวิหารเป็นพระปางมารวิชัย ด้านหลังของพระประธานมีพระพุทธรูปทองเหลืองปางอุ้มบาตร และมีซุ้มประดับกระจกสีซึ่งด้านในมีพระพุทธรูปอยู่อีก 1 องค์ (อันนี้ต้องขออภัยค่ะที่มิทราบนามของพระประธานองค์นี้) ส่วนด้านบนเพดานก็จะมีการประดับประดาสวยงามเป็นรูปกระต่าย (อยู่ในดอกไม้ 6 แฉก) และรูปนก (อินทรย์มั้ง?)

กระจกสีประดับเพดานวิหาร

ส่วนฝาผนังระหว่างช่องหน้าต่างก็มีภาพจิตรกรรมสีทองบนพื้นสีแดงสวยงามมากๆ ค่ะ ตัวอย่างที่นำมาให้ดูข้างล่างนี้เล่าเรื่องการสร้างเมืองและสร้างวัดของพญามังราย ทั้งเวียงกุมกาม และเมืองเชียงใหม่ รวมถึงวัดเชียงมั่นค่ะ

พญามังรายสร้างเวียงกุมกาม ในภาพจะเห็นเจดีย์ของวัดเจดีย์เหลี่ยมหรือวัดกู่คำค่ะ

พญามังรายกำหนดขนาดกำแพงเวียง

พญามังรายสมโภชเมืองเชียงใหม่

พญามังรายสร้างวัดเชียงมั่น

พิธีสรงน้ำพระเสตังคมณี และงานสมโภช

ออกจากวิหารหลังแรกเราก็เดินไปทางขวาก่อนค่ะ ไปวิหารอีกหลังหนึ่ง คือ วิหารจตุรมุข

"วิหารจตุรมุข" เป็นที่ประดิษฐานของ "พระเสตังคมณี" (พระแก้วขาว) อายุ 1800 ปี และ "พระศีลา" (ปางปราบช้างนาฬาคิริง) อายุตั้ง 2500 ปี ซึ่งพระพุทธรูปทั้งสององค์ท่านจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในลูกกรงเหล็กที่สร้างล้อมถึง 2 ชั้น คิดดูเถอะค่ะ ทุกวัดที่มีพระพุทธรูปสำคัญหรือโบราณวัตถุที่มีค่าสูง ต้องทำแบบนี้ทั้งนั้น คนเราสมัยนี้ไม่กลัวบาปกรรมกันเลยนะคะ

วิหารจตุรมุข

มกรคลายนาคที่ทางขึ้นวิหารจตุรมุข

พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักจากผลึกหินสีขาวขุ่น ขนาดหน้าตักกว้าง 4 นิ้ว สูง 6 นิ้ว ศิลปทวาราวดี ระหว่าง พ.ศ. 1100-1600 เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นด้วยผีมือปฏิมากรรมของช่างชาวละโว้ หรือขอม (ลพบุรี)

ภายในวิหารจตุรมุข พระแก้วขาวและพระศิลาอยู่หลังลูกกรง

ตามตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานล่วงแล้วได้ 700 ปี ในวันเพ็ญเดือน 7 พระสุเทวฤาษี ได้เอาดอกจำปา 5 ดอก ขึ้นไปบูชาพระจุฬามณียังดาวดึงษ์สวรรค์ และได้สนทนากับพระอินทร์ พระอินทร์ได้บอกกับพระสุเทวฤาษีว่า ปีนี้ในเดือนวิสาขะเพ็ญที่ลวะรัฏฐะ (ลพบุรี) จะสร้างพระพุทธรูปปฏิมากรรมด้วยแก้วขาว ครั้นสุเทวฤาษีกลับจากดาวดึงษ์สวรรค์แล้ว จึงไปเมืองละโว้ ขณะนั้นเจ้าเมืองละโว้และพระกัสสปเถระเจ้า ปรารถที่จะสร้างพระแก้ว แล้วขอพระวิศนุกรรมมาเนรมิตรเป็นองค์พระปฏิมากร สุเทวฤาษีและฤาษีอื่นๆ ก็ได้ประชุมช่วยในการสร้างพระด้วย เมื่อสำเร็จแล้วก็บรรจุพระบรมธาตุ 4 องค์ไว้ในพระโมลี (กระหม่อม) พระนลาด (หน้าผาก) พระอุระ (หน้าอก) พระโอษฐ์ (ปาก) รวม 4 แห่ง

เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระแก้วได้ประดิษฐสถานอยู่ที่เมืองละโว้สืบมาเป็นเวลานาน ครั้นเมื่อพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ถูกเชิญมาครองเมืองหริภุญชัย พระนางจึงขออนุญาติจากพระราชบิดานิมนต์พระภิกษุสงฆ์ สามเณรและพระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) มาเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ พระแก้วขาวจึงได้ประดิษฐาน ณ นครลำพูนเมื่อ พ.ศ.1204  เป็นเวลาหลายร้อยปีเป็นเสมือนตัวแทนอันยาวนานของประวัติศาสตร์หริภุญชัยเลยทีเดียว  ต่อมา พ.ศ.1839 พญามังรายได้อัญเชิญพระแก้วขาว มาประดิษฐานในที่ประทับของพระองค์ในปี พ.ศ.1824  ทรงเคารพสักการะบูชาเป็นพระพุทธรูปประจำประองค์ตั้งแต่นั้นมา และกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัยและนครเชียงใหม่ในยุคต่อมา ก็นับถือพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์นี้เช่นกัน

สำหรับฐานพระพุทธรูปนั้นสร้างเมื่อ พ.ศ.2471 นอกจากนี้ในตำนานเชียงใหม่ปางเดิมได้ระบุว่า ในพิธีสืบชะตาเมืองได้มีการอัญเชิญพระแก้วขาวแห่งวัดเชียงมั่นเข้าร่วมด้วย

องค์ซ้ายพระแก้วขาว องค์ขวาพระศีลา (แบบเบลอๆ)

พระศีลา เป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยหินชนวนดำ ฝีมือช่างปาละของอินเดียและแกะสลักตามคติเดิมของอินเดีย พุทธลักษณะของพระศิลา คือ ประทับยืนเยื้องพระองค์บนฐานบัวภายใต้ซุ้ม พระหัตถ์ขวาทอดลงเหนือหัวช้างซึ่งหมอบอยู่ พระหัตถ์ซ้ายยกในท่าประทานอภัยหรือแสดงธรรม พระอานนท์ยืนถือบาตรอยู่ด้านซ้าย

ตำนาน (อีกแล้ว) กล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานได้ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน พระเจ้าอาชาตศัตตุราช ผู้ครองนครราชคฤท์ (อินเดีย) มีพระประสงค์ที่จะสร้างพระพุทธรูป ทรงให้นำเอาดินจากท้องมหาสมุทรมาสร้างพระพุทธรูปปางเสด็จบิณฑบาตร ในเวียงราชคฤห์ ปราบช้างนาฬาคิริงด้วยพระเมตตา โดยมีรูปช้างนาฬาคิริงนอนหมอบอยู่ทางขวา และรูปพระอานนท์ถือถือบาตรอยู่ทางด้านซ้าย ทรงให้สร้างรูปทั้งสามนั้นในหน้าหินรูปเดียวกัน เมื่อสร้างพระพุทธรูปเสร็จ พระเจ้าอาชาตศัตตุราชาและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย พร้อมใจกันตั้งจิตอธิฐาน กล่าวคำอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ 7 องค์ให้เสด็จเข้าสถิตย์ในองค์พระพุทธรูปศีลา เมื่อพระบรมสารีริกธาตุทั้ง 7  พระองค์สถิตย์ตั้งอยู่ในองค์พระศีลาเจ้าแล้ว พระศีลาเจ้าก็ทรงสำแดงอิทธิฤทธิ์เสด็จขึ้นไปในอากาศ พระเจ้าอาชาตศัตตุราชทรงเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงทรงประดิษฐานพระศีลาในเงื้อมเขาที่สูง และทำแท่นบูชาไว้ข้างล่างสำหรับผู้ที่ต้องการมาสักการะบูชา

ต่อมาพระเจ้า 3 องค์มีพระนามว่า สีละวังโส เรวะโตและญานคัมภีระเถระ พากันไปนมัสการพระศีลาเจ้าที่เงื้อมเขา และขออาราธนาพระองค์เสด็จโปรดมหาชนในประเทศบ้านเมืองที่ไกลบ้าง พระเถระเจ้าทั้ง 3 องค์จึงขออนุญาตพระเจ้าอาชาตศัตตุราชนำพระศีลาไปยังเมืองหริภุญชัย เมื่อพระเถระเจ้ามาถึงเมืองนคร (ลำปาง) ก็อัญเชิญพระศีลาเจ้าประดิษฐานไว้ในเมืองนั้น เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนชาวเมืองเป็นเวลาหลายสมัย

เชื่อว่าพระเถระชาวสิงหล 4 รูป ได้นำพระศิลาพร้อมด้วยพระบรมสารีธาตุริกธาตุของพระพุทธเจ้ามามอบให้พญามังรายที่เวียงกุมกามเมื่อ พ.ศ.1833  สำหรับพระบรมธาตุ ได้รับการบรรจุไว้ในพระเจดีย์ของวัดกานโถมองค์หนึ่ง และอีกองค์หนึ่งบรรจุไว้ในพระโมลีของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ทรงสร้างขึ้น

ในสมัยพระเจ้าติโลกราชผู้ครองเมืองเชียงใหม่ มีรับสั่งให้ไปอาราธนาพระศีลาเจ้ามาประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ โดยประดิษฐานไว้ที่วัดป่าแดง วัดหมื่นสารและวัดสวนดอกไม้ตามลำดับ ในปีมะแมจุลศักราช 837 (พ.ศ.2019) ทรงอาราธณาพระศีลาเจ้ามาประดิษฐานในหอพระแก้ว ในราชวังของพระองค์ ครั้นถึงเทศกาลอันสมควรก็กระทำพิธีสักการะบูชาสระสรงสมโภชพระแก้วและพระศีลาเจ้าเป็นงานประจำปี ถ้าปีในแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็ทรงให้จัดการทำพิธีขอฝน สระสรงองค์พระศีลาเจ้า เมื่อสิ้นสมัยพระเจ้าติโลกราช พระราชบุตร พระราชนัดดาได้เสวยราชก็ทรงดำเนินตามราชประเพณีสืบๆ กันมา ภายหลังจึงได้รับการประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่นคู่กับพระเสตังคมณี

เมื่อกราบพระแก้วขาวและพระศีลาเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปดูพระเจดีย์กันดีกว่าค่ะ มองจากวิหารจตุรมุขจะเห็นวิหารหลังแรกและเจดีย์ช้างล้อมอยู่ทางซ้ายมือนะคะ

"เจดีย์ช้างล้อม" เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมผสมทรงกลมฐานช้างล้อม ประกอบด้วยเรือนธาตุและซุ้มจรนำ ตรงฐานเจดีย์ทำเป็นรูปช้างล้อม 16 เชือก คล้ายกับแนบฐานอยู่ ซุ้มจรนำของเจดีย์มีด้านละสามซุ้ม เหนือเรือนธาตุขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถาแปดเหลี่ยมรองรับองค์ระฆังกลม สร้างขึ้นในสมัยพญามังราย พ.ศ.1839 เมื่อพญามังราย พญางำเมืองและพญาร่วง สร้างวัดและเมืองเชียงใหม่เสร็จบริบูรณ์  จึงได้ก่อพระเจดีย์ขึ้นทับหอนอน (ราชมณเฑียร) และบรรจุพระบรมสารีรึกธาตุ พระเกศาธาตุทรงสูง (ทรงปราสาท)  สันนิษฐานว่าสร้างเลียนแบบเจดีย์ช้างล้อมของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่เมืองศรีสัชนาลัย และคงจะหมายถึงช้างที่ค้ำชูพระพุทธศาสนา เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์แบบแรกๆ ของล้านนาเลยล่ะค่ะ

คาดว่าเจดีย์นี้ได้พังลงมาในสมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ราชวงค์มังรายลำดับที่ 10 (ครองราชย์ พ.ศ.1985-2031) พระองค์จึงโปรดให้สร้างขึ้นใหม่ด้วยศิลาแลงในปี พ.ศ.2014

เจดีย์ช้างล้อม

เดินวนไปทางซ้ายผ่านเจดีย์ เราจะเจอกับหอไตรและพระอุโบสถค่ะ

หอไตร

ทางด้านหน้าหอไตรและพระอุโบสถ มีสวนสวยที่ได้รับการตกแต่งและดูแลอย่างดีค่ะ

"พระอุโบสถทรงล้านนา" ถือว่าเป็นพระอุโบสถที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาอีกแห่งหนึ่ง ที่สำคัญคือเป็นที่ตั้งของศิลาจารึกวัดเชียงมั่นซึ่งมีข้อความกล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่โดยพญามังรายด้วยค่ะ

ศิลาจารึกเป็นแผ่นหินทราย ขนาดกว้างประมาณ 0.60 เมตร สูง 1 เมตร จารึกเป็น ภาษาล้านนา (ฝักขาม) คือ อักษรสุโขทัยแปลง กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่และการสร้างวัดเชียงมั่น

พระอุโบสถ

หญ้าสีเขียวตัดกับสีทองอร่ามของพระอุโบสถ หอไตร และพระเจดีย์

สวยค่ะ...ชอบมุมสวนตรงนี้มากค่ะ

พาเที่ยวกันซะทั่ววัดแล้วนะคะ ถ้าผ่านเมืองเชียงใหม่ก็แวะไปขอพรกันได้ค่ะ แต่อย่าลืมว่าจะขอพรอะไรก็ต้องทำความดีด้วยนะคะถึงจะได้รับพรสมดังความตั้งใจ

ขอให้มีความสุขในเทศกาลปีใหม่ค่ะ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 23.10 น.
http://www.oknation.net/blog/SingMueSai
ชมรม OK NATURE @ Save Nature Save Life  



ความคิดเห็นที่ 2
มารูโกะ วันที่ : 30/12/2007 เวลา : 22.11 น.
http://www.oknation.net/blog/maruko

ขอบคุณค่ะคุณ chedtha ข้อมูลก็เก็บๆ มาจากแผ่นพับและอินเตอร์เนตนี่แหละค่ะ แต่รูปถ่ายเองนะคะ เวลาเข้าวัดอยู่ได้นานเป็นชั่วโมงถึงครึ่งวันเชียวค่ะ ไม่ได้ทำสมาธิ ฟังธรรมอะไรหรอกค่ะ แค่เดินถ่ายรูปทั่ววัดก็หมดเวลาแล้ว
ความคิดเห็นที่ 1
chedtha วันที่ : 30/12/2007 เวลา : 07.56 น.
http://www.oknation.net/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)

โหวตให้แล้วครับ

บทความนี้เป็นบทความที่ดีมาก มีรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการสร้างวัด
และ ภาพภายในวัด เหมือนได้ไปชมวัดด้วยตนเองเลย

ช่างหาข้อมูลได้ลึกดีแท้ๆ

ขอบคุณมากครับ สำหรับเรื่องและภาพ
วัดนี้สวยแปลกตากว่าทุกวัดที่เคยเห็นมา
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

TAIKO

การแสดง Taiko จาก Kotoku-in Temple (The Great Buddha) Kamakura, Japan

View All
<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31