พิมพ์หน้านี้
|
อันเนื่องมาจากความเสียใจและเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ร่วมทริปกับชาวบางโอเคในทริปนอกกรอบของคุณศุภศรุต ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8-11 พ.ค. 51 นี้ จึงขอรำลึกถึงการเดินทางโดยการเอาเรื่องเล่าเก่าๆ มาลงอีกรอบพร้อมภาพประกอบอีกเล็กน้อยค่ะ เรื่องประวัติศาสตร์สาระและและภาพสวยๆ ขอให้ไปอ่านและชมกันจากบล็อกคุณศุภศรุตนะคะ ท่องเที่ยว สวรรค์แห่งเทวราชา ชวนสำรวจ ป่า.....ปราสาท กลางไพรสณฑ์ สำหรับที่นี่เน้นแต่ความรู้สึกล้วนๆ ค่ะ ส่วนข้อความที่เป็นตัวเอนนั้นไซร้ไปลอกเค้ามาเก็บไว้อ่านเองเลยแถมมาให้ด้วยค่ะ ถ้าไม่ขยันอ่านจะข้ามไปดูรูปอย่างเดียวก็คลิกที่นี่ค่ะ
22-25 ตุลาคม 2547 กลางปี 2547 ฉันกับเพื่อนคุยกันเรื่องโปรแกรมเที่ยวของพวกเราในปีนี้ ในประเทศก็ยังมีที่อีกมากมายที่ยังไปไม่ถึง แต่การเดินทางที่สะดวกขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านทำให้นึกอยากจะก้าวข้ามเขตแดนไปบ้าง เมืองแรกที่คิดได้คือหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกที่ใครๆ ก็บอกว่าเหมือนเมืองไทยในอดีต แต่สุดท้ายแล้วเรากลับเลือก เสียมเรียบ มาเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อตกลงใจได้ก็ตามมาด้วยการมองหาทัวร์ที่น่าไว้วางใจ เพราะเหตุที่ได้ยินบ่อยๆ ว่านักท่องเที่ยวถูกปล่อยเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารักที่เสียมเรียบเสมอๆ โทร. ไปคุยกับ TKT ปรากฏว่าช่วงวันปิยะมหาราชเต็มจนไม่สามารถรับได้อีกแล้ว ลองหาอีกหลายแห่งจนมาลงตัวกับฟอเรสทัวร์ ซึ่งรับปากรับคำเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่เกิดเรื่องอย่างที่เรากังวลใจ จะมีสต๊าฟคนไทยและไกด์เขมรอย่างละ 1 คน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราตลอดการเดินทาง
22 ตุลาคม 2547 กรุงเทพฯ-เสียมเรียบ ฉันกับเพื่อนลากกระเป๋าเดินทางมาถึงสวนลุมพินีเป็นสองคนแรกตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ กำหนดเวลานัดคือตีห้าครึ่ง นั่ง ยืน เดิน จนฟ้าเริ่มสว่าง รถบัสใหญ่พร้อมสต๊าฟมาถึงประมาณ 6 โมงกว่า (ช้ากว่ากำหนด) ลูกทัวร์ 2-3 คนที่มาถึงหลังจากเราเข้าไปเจรจาทักทาย ฉันกับเพื่อนเดินไปสมทบ เราถูกขอให้เลือกที่นั่งในครึ่งหลังของรถ เพราะมีกลุ่มใหญ่จะนั่งด้วยกันด้านหน้า แม้ว่าฉันจะบอกว่าเมารถก็ได้รับการยืนยันอย่างแข็งขันว่า ไม่ได้ เรารีรอดูจนกระเป๋าถูกติดป้ายและส่งขึ้นรถแล้วจึงขึ้นไปหาที่นั่ง เลือกได้ด้านหลังถัดจากประตูข้างมา 1 เบาะ จากนั้นก็สังเกตว่าคนที่ตามขึ้นมาซึ่งไม่ไช่ลูกทัวร์คณะใหญ่เลือกที่นั่งด้านหน้าได้ โดยสต๊าฟไม่ได้ขึ้นมาดูแลบนรถ และเนื่องจากกลุ่มใหญ่ที่ว่ามาช้ากว่ากำหนดมาก กลุ่มเล็กๆ ทั้งหลายจึงพากันเลือกที่นั่งได้ตามสบายรวมถึงเราสองคนก็ย้ายที่นั่งด้วย กลุ่มใหญ่ขึ้นมาสต๊าฟก็เอ๋อไปเล็กน้อย เป็นอันว่าคลุกรวมกันไป กว่าล้อจะหมุนก็ประมาณ 7 โมง (บางที่การตรงเวลาของเราก็ไม่ได้ช่วยอะไรถ้าคนกลุ่มใหญ่เค้าเลือกที่จะช้า) สต๊าฟ 3 คนแนะนำตัว แจกเอกสารและอาหารเช้า มีสาวน้อยคนหนึ่งมากับสต๊าฟคอยช่วยหยิบของเล็กๆ น้อยๆ ฉันเข้าใจไปเองว่าเป็นสต๊าฟใหม่เพราะไม่คล่องแคล่วนัก ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าการเดินทางครั้งนี้มีลูกทัวร์กลุ่มใหญ่ประมาณ 20 กว่าคนซึ่งสต๊าฟขอเรียกว่ากลุ่มคุณเป็ด และกลุ่มเล็กๆ จากหลายทิศทางขอเรียกว่ากลุ่มแจม ฟังดูพิลึกกับชื่อกลุ่มที่เราได้รับ เหมือนไปขอเค้าเที่ยวอย่างนั้นแหละ เราก็จ่ายเงินนะจะแบ่งกลุ่มทำไม (ฉันยังไม่เข้าใจนักกับการแบ่งแยกนี้ แต่ก็เริ่มไม่ชอบใจกับบริการแบบนี้ซะแล้ว) ไม่เอาน่าคิดมากเดี๋ยวเที่ยวไม่สนุก เค้าจะเรียกอะไรก็ปล่อยไปแล้วกัน จากนั้นสมาชิกบนรถก็พักผ่อนสายตากันตามอัธยาศัย จนถึงตลาดโรงเกลือ ก่อนลงรถข้อมูลใหม่ก็ตามมา จะมีการแบ่งสมาชิกไปขึ้นรถ 2 คันหลังจากผ่านแดน โดยกลุ่มคุณเป็ด 1 คัน กลุ่มแจม 1 คัน (เข้าใจการแบ่งแยกขึ้นมาอีกนิด) เราได้รับพาสปอร์ตคืนเพื่อผ่านแดนจากคุณฟ้าที่มารอรับเราที่ด่าน ก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนแหล่งการพนัน ประตูทางเข้าที่มียอดเป็นรูปปราสาทนครวัดเบื้องหน้าขัดกับตึกสมัยใหม่ใหญ่โตด้านหลัง ลองคิดเล่นๆ น่าจะเลือกรูปหน้าที่ปราสาทบายนมาจะดีกว่าไหม เพราะพระพักตร์ทั้งสี่ด้านจะได้คอยดูแลประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุขมากกว่านี้ แต่พระองค์ก็คงไม่อยากเห็นดินแดนแห่งบาปนี้สักเท่าไร จากนั้นคุณฟ้าก็พาพวกเราไปขึ้นรถ ฉันจับตาดูรถเข็นกระเป๋าด้วยกลัวจะตกสำรวจอยู่แถวนี้ ขึ้นบนรถก็ถูกแบ่งอีกรอบ โดยขอให้เราชาวกลุ่มแจมเลือกนั่งฝั่งใดฝั่งหนึ่งของรถเพราะจะมีกลุ่มย่อยอีกสิบกว่าคนมาขึ้นรถคันเดียวกับเรา แล้วคำชี้แจงก็ตามมาว่าเป็นลูกทัวร์ของบริษัทอื่นอีก 4-5 บริษัทที่ฝากพ่วงมาด้วย กลายเป็นกลุ่มแจม+กลุ่มย่อย ความรู้สึกไม่ดีเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ข่มใจเพิกเฉยซะ -ในตอนหลังได้คุยกับพี่ที่มาจากทัวร์อื่นและเคยเดินทางกับฟอเรสทัวร์เล่าให้ฟังว่าพฤติกรรมเช่นนี้เค้าโดนมาแล้วในทริปเที่ยวทะเล ซึ่งบรรทุกสัมภาระและผู้โดยสารเกินและมีเสื้อชูชีพไม่เพียงพอ เค้าเอ่ยปากเตือนก็ไม่สนใจฟัง ไม่คิดว่าเปลี่ยนบริษัทแล้วก็ยังมาเจอกันอีก- คุณฟ้า (ยังอยู่กับเราในวันนี้) แนะนำให้รู้จักกับไกด์หนุ่มชาวเขมรนาม สาลี่ (Sally) เห็นครั้งแรกรู้สึกถูกชะตา พูดได้ทั้งไทย-อังกฤษ-ฝรั่งเศส ในวันหลังได้คุยกันก็รู้ว่าภูมิหลังครอบครัวค่อนข้างดี การศึกษาถึงปริญญาตรี เคยจับปืนในช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็ก และมุ่งมั่นอยากจะเป็นนักการเมือง (เสียดายมีลูกสองซะแล้ว 555) การเดินทางสู่เสียมเรียบประมาณ 150 กิโลเมตร เป็นไปอย่างเชื่องช้าด้วยสภาพของถนนลูกรังสีส้มอมแดงขรุขระ แต่ความเขียวขจีของท้องทุ่งนาหน้าฝน และท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆสีขาว บ้านเรือนประปรายรายทางก็พอทำให้เพลิดเพลินจนลืมความเมื่อยล้าไปได้บ้าง ขโยกเขยกกันจนมาถึงร้านพกายพรึกเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน คนเยอะมากส่วนใหญ่ก็คนไทยเรานี่แหละ อาหารรสชาติพอทานได้ หลับๆ ตื่นๆ กันอีกหลายรอบในที่สุดก็มาถึงเสียมเรียบในเวลาเกือบห้าโมงเย็น เป็นเวลาเลิกงานการจราจรจึงค่อนข้างวุ่นวายไปด้วยรถจักรยานยนต์ การดูพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็งถูกเลื่อนเป็นวันที่ 24 แทนที่ด้วยการพาชมบรรยากาศยามใกล้ค่ำรอบโตนเลสาบ ร้านอาหารริมน้ำแทบทุกร้านจะมีแปลผูกไว้ให้ลูกค้านอนเล่นข้างๆ โต๊ะ กินไปนอนไปอะไรจะสบายขนาดนั้น สงสัยว่ารสชาติและความสะอาดยังไม่เข้าขั้นบรรดาทัวร์ทั้งหลายจึงยังมิกล้าพาลูกทัวร์มาดื่มด่ำกับวิถีชีวิตแบบนี้ วันนี้จบลงด้วยความเมื่อยล้า คุณฟ้าขอเก็บพาสปอร์ตไว้เพื่อตรวจลงตราขาออก ไม่มีใครโต้แย้งเพราะคิดว่าคุณฟ้าคือสต๊าฟที่จะอยู่กับเราตลอดทริป หลังจากนัดหมายเวลาในวันรุ่งขึ้น เราก็เข้าสู่ความสงบส่วนตัวอย่างรวดเร็วใน Star-Royal Hotel
23 ตุลาคม 2547 บันทายสรี-กบาลสเปียน-แปรรูป-พนมบาเค็ง ตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส หลังอาหารเช้าทุกคนทะยอยมารวมตัวกันเริ่มคุ้นหน้ากันบ้างแล้วด้วยว่าเมื่อวานกินฝุ่นมาด้วยกันตลอดทาง ไกด์สาลี่มาแต่เช้า ฉันมองหาคุณฟ้า สุดท้ายพบว่าพวกเรากลุ่มแจมและกลุ่มย่อยพักอยู่ที่นี่โดยไม่มีทั้งคุณฟ้าและพาสปอร์ต ที่สำคัญไม่รู้ว่ากลุ่มคุณเป็ดและสต๊าฟพักอยู่ที่ไหนอีกด้วย (แต่ไกด์สาลี่คงรู้) แปดโมงเช้าตามเวลานัดกลุ่มคุณเป็ดซึ่งมีสต๊าฟอยู่ด้วยยังมาไม่ถึง และได้รับรู้ว่าต้องรอรถกลุ่มคุณเป็ดมารับเพื่อนอีก 4 คนที่ต้องมาพักอยู่กับเราเพราะโรงแรมเต็ม แปดโมงครึ่งพวกเราขอให้ไกด์พาออกไปก่อน แต่สาลี่ผู้มีความรับผิดชอบ (มากกว่าเจ้าของทัวร์) ตอบปฏิเสธเพราะเป็นห่วงอีก 4 คนที่ต้องคอยกันตามลำพัง แล้วกลุ่มคุณเป็ดก็มาถึง รถบัส 2 คันจึงแล่นตามกันไปทำบัตรเที่ยวชมโบราณสถานแบบ 3 วัน ในราคา 40 เหรียญสหรัฐฯ บรรยากาศบนรถค่อนข้างครึกครื้นจากการนำทีมของไกด์สาลี่ที่ต้องทำทุกอย่าง (ไม่มีสต๊าฟ) ขอบคุณน้ำใจงามๆ ที่มีให้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าบนรถหรือจุดท่องเที่ยวมีคำบรรยายให้ฟังตลอดทาง ความรู้มากมายหลั่งไหลเข้าสู่หูซ้าย ทะลุออกหูขวา ก้าวขึ้นรถก็เสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟนม มุ่งหน้าออกนอกเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร เพื่อชม รัตนชาติแห่งศิลปขอม
ปราสาทบันทายสรี เป็นปราสาทที่สร้างจากหินทรายสีชมพูที่ยามนี้มองเห็นเป็นสีแสดปนสีเขียวของตะไคร่น้ำ รวมถึงคราบฝุ่นดำจากกาลเวลาประกอบกันเป็นปราสาทโบราณอย่างลงตัว หน้าบันและทับหลังของปราสาทบันทายสรีจำหลักลวดลายอ่อนช้อยสวยงามมากมาย หลายภาพถูกบันทึกผ่านกล้องถ่ายรูป และอีกหลายรูปที่บันทึกไว้ในความทรงจำ บอกตามตรงว่าอยากเก็บภาพให้มากที่สุดแต่บางครั้งผู้คนที่เดินขวักไขว่ก็เป็นอุปสรรค บางภาพที่อยู่ในใจจึงไม่มีบันทึกไว้เป็นภาพถ่าย ปรางค์ประธานของปราสาทมี 3 ยอด นางอัสราที่นี่มีลีลาอ่อนช้อยชวนหลงใหล ลายจำหลักที่นี่เป็นแบบนูนสูงจนเกือบจะลอยตัว ปราสาทบันทายสรี อยู่ที่เมือง อิศวรปุระ ริมแม่น้ำเสียมเรียบ ห่างจากตัวเมือง 30 กิโลเมตร สร้างในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน ราวปี พ.ศ.1510-1550 เป็นเทวสถานในศาสนาพรหมร์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แบ่งเป็น 2 ส่วนคือบรรณาลัยและปราสาท บรรณาลัย 2 หลังสร้างอยู่ซ้ายขวาของปราสาท 1. ลายสลักพระอินทร์ทรงช้างเอรวรรณสามเศียร - ซุ้มประตูทางเข้าทิศตะวันออก 2. ทับหลัง นรสิงหอวตาร 3. ทับหลังอุมามเหศวร 4. หน้าบันทศกัณฑ์เขย่าเขาไกรลาส - บรรณาลัยหลังซ้ายมือ 5. หน้าบันกามเทพแผลงศร - บรรณาลัยหลังซ้ายมือ 6. หน้าบันพระกฤษณะสู้กับพระอินทร์ - บรรณาลัยหลังขวา 7. หน้าบันพระกฤษณะฆ่าพญากงส์ - บรรณาลัยหลังขวา 8. ทวารบาลและนางอัปสร - ทวารบาลจะมีเฉพาะปราสาทประธานองค์กลาง นางอัปสราถูกสลักไว้ที่ปราสาทองค์ซ้ายและองค์ขวา การมาบันทายสรีส่วนใหญ่จะมากันตอนเช้า เพราะระยะทางค่อนข้างไกล ถ้าออกเช้าแสงอาทิตย์เป็นใจส่องมาต้องปราสาทเห็นเป็นสีแสด
ไม่ไกลจากปราสาทบันทายสรีมีบึงบัวแสนสวย รถจอดใกล้สะพานที่ทอดลงสู่บึงตรงไปยังอาคารไม้หลังย่อมหน้าตาคล้ายอาคารในอุทยานแห่งชาติบ้านเรา เพื่อแวะเข้าห้องน้ำก่อนเดินทางไกล ความสะอาดพอใช้ได้ หน้าอาคารมีป้ายระบุชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่มีบัตรไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่ถ้าไม่มีจ่ายมาซะดีดี 2000 เรียล ส่วนชาวเขมรก็ต้องจ่าย 500 เรียลนะจ๊ะ เป็นดังนี้ทุกที่ไป
เคลื่อนขบวนอีกครั้งบนถนนลูกรังขรุขระมากกว่าเดิมมุ่งหน้าสู่กบาลสะเปียน ระหว่างทางไกด์สาลี่มีหน้าที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างคือเป็น navigator ลงไปสำรวจหลุมบ่อบนเส้นทางที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ เพื่อให้คนขับสามารถหลบหลีกการตกหล่มเดี๋ยวทัวร์จะล่มกันซะก่อน พูดถึงคนขับฉันเริ่มสังเกตเห็นหน้าเหลี่ยมๆ ว่าเหมือนนายกทักษิณ แกเลยได้ชื่อเล่นในหมู่พวกเราเพิ่มมาอีกชื่อ
เส้นทางสู่กบาลสะเปียนหลังจากลงรถต้องเดินขึ้นเขาไม่ชันนักอีกประมาณครึ่งชั่วโมง (2 กิโลเมตร) ตลอดหินทรายใต้ธารน้ำที่เห็นอยู่ตรงหน้าปรากฏภาพสลักของศิวลึงค์คู่กับฐานโยนีขนาดใหญ่และขนาดเล็กนับพันองค์ ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ฯลฯ ใต้ตะกอนดินริมน้ำที่ฉันเดินเหยียบย่ำอยู่นี้จะยังมีภาพสลักแอบซ่อนอยู่อีกไหมนะ เดินตามสายน้ำที่ลอดผ่านแผ่นหินลงมาเป็นน้ำตก มีชาวกัมพูชาทั้งเด็กและผู้ใหญ่เล่นน้ำกันน่าสนุก สายน้ำศักดิ์สิทธิ์จากฝีมือวิจิตรของช่างในอดีต
อากาศใต้ร่มเงาไม้ริมธารน้ำเย็นสบายน่านอน แต่แดดนอกร่มไม้แรงไปสักหน่อย แม้จะตื่นตาตื่นใจกับฝีมือและความอดทนในการแกะสลัก แต่รอยเว้าแหว่งที่ปรากฏเด่นบนโขดหินบางจุดที่โผล่ให้เห็นก็ชวนให้เสียดายสมบัติของชนชาติที่ควรหวงแหน ป่านนี้ไปปรากฏอยู่ที่แห่งใดหนอ กบาลสะเปียน อยู่ห่างจากปราสาทบันทายสรีประมาณ 12 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1593-1609) ทรงมีพระประสงค์ให้สายน้ำนี้ศักดิ์สิทธิ์เมื่อไหลผ่านรูปศิวลึงค์และเทพเจ้าต่างๆ 1. รูปสลักสิวลึงค์และฐานโยนีใต้น้ำ - ขนาดใหย่ที่สุดอยู่ช่วงต้นน้ำ กลับลงมาจากกบาลสะเปียนเกือบบ่าย อาหารกลางวันจึงอร่อยเป็นพิเศษ ข้าวกะเพราไข่ดาวในถุงพลาสติก ส้ม 1 ลูก ที่ใส่มาในกล่องบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติ ไม่แน่ใจว่าเป็นใบมะพร้าวหรือใบตาล ใช่ว่าเมืองไทยจะไม่มีแต่ก็ไม่ได้เห็นมานานแล้ว ฉันเก็บกลับมาบ้านด้วยความทะนุถนอมแต่ตอนนี้หาไม่เจอซะแล้ว ระหว่างทานอาหารมีเด็กๆ มาขายน้ำดื่ม น้ำอัดลม รวมถึงของที่ระลึก น้ำเปล่ามีบริการบนรถตลอดทางอยู่แล้วจึงซื้อน้ำอัดลมกันเป็นส่วนใหญ่ เสื้อยืดคอกลมที่มีลายนครวัด นครธม เป็นที่สนใจกันมาก มีไซด์ผู้หญิงตัวเล็กอย่างฉันด้วย เสียดายที่ไม่ได้ติดกลับมาเลย เพราะหวังน้ำบ่อหน้ามากเกินไป วันสุดท้ายเดินตลาดมีแต่ตัวใหญ่ฟรีไซด์ บ่ายสองกว่าๆ กลับสู่เส้นทางบนโลกพระจันทร์อีกครั้ง ก่อนเข้าเมืองเราแวะเที่ยวปราสาทอีก 3 แห่ง ที่ปราสาทบันทายสำเหร่ พระอาทิตย์ลับยอดปราสาทไปแล้วตอนเราเดินเข้าไป แบตเตอรี่กล้องก็กระพริบเตือนแล้วเตือนอีก รูปที่ปราสาทแห่งนี้จึงได้มาเพียง 4 ภาพและค่อนข้างมืดเพราะไม่ได้เปิดแฟลช
นักวาดรูปตัวน้อยนามว่า PEK เข้ามาคุยกับเรา เป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ เพื่อนฉันเลือกซื้อภาพของเธอ 2-3 ภาพ มือเล็กๆ ยื่นกระดาษแผ่นน้อยที่มีรูปวาดดอกไม้แบบเด็กๆ ให้ฉันกับเพื่อนอีกคนละแผ่นเป็นที่ระลึก มิตรภาพเกิดขึ้นได้ง่าย และยังไม่จางจากใจ เสียดายที่แบตเตอรี่มีไม่พอสำหรับสำหรับรูปแห่งความหลังกับเธอคนนี้ อนาคตจิตรกรน้อยในดินแดนแห่งนี้จะเป็นอย่างไรหนอ ปราสาทบันทายสำเหร่ 1. สะพานนาค เสานางเรียง 2. ศิวนาฏราช - หน้าบันปรางปราสาททั้งสี่ด้าน สมบูรณ์ที่สุดคือทิศเหนือ มีเทวดาร่ายรำและวงมโหรี 3. นางอัปสรศิลปะนครวัด - ปรางค์ประธานด้านทิศตะวันออกและตะวันตก 4. บรรณาลัย และสะพานนาค ปิดท้ายวันนี้ด้วยอาหารรสชาติหวานนำของชาวกัมพูชา มีปลาหลายชนิด ความสนิทสนมของสมาชิกในรถมากขึ้นอีกนิด (ความไม่ชอบใจสต๊าฟของกลุ่มแจมและกลุ่มย่อยเพิ่มขึ้นอีกหน่อย) ไกด์สาลี่ส่งเราที่โรงแรมเดิมและไม่ลืมนัดเวลาในวันรุ่งขึ้น
24 ตุลาคม 2547 นครธม-ปราสาทตาพรม-นครวัด-พนมบาเค็ง วันนี้แล้วที่เราจะได้ชมพระพักต์ของพระอวโลกิเตศวร
สมาชิกสองคันรถค่อนข้างตรงเวลา เพราะวันนี้จะเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต้องใช้เวลามาก ตรงดิ่งสู่ประตูทางด้านทิศใต้ของนครธม รถจอดให้เราได้ลงชื่นชมโคปุระและสะพานนาคราช คนเยอะจนแยกแทบไม่ออกว่าตั้งใจจะถ่ายรูปใคร โคปุระที่มียอดเป็นพระพักตร์ 4 ด้าน บ้างก็ว่าเป็นพระอวโลกิเตศวร บ้างก็ว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สะพานนาคราชที่ด้านหนึ่งเป็นรูปยักษ์ และด้านหนึ่งเป็นรูปเทวดา กำลังยุดนาคเพื่อกวนเกษียรสมุทร หลายตนแตกหักเสียหาย หลายตนถูกย้ายสถานที่ หลังจากแปลงร่างเป็นนางอัปสราที่เกิดขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทรอยู่สักพัก เราก็ข้ามสะพานลอดผ่านโคปุระเข้าสู่ด้านในเพื่อขึ้นรถเข้าสู่ปราสาทบายน
รวมพลกันได้ที่ลานด้านหน้าปราสาทบายนเพื่อรับฟังการบรรยายของไกด์สาลี่ก่อนที่จะพาเราเข้าชมส่วนต่างๆ ของปราสาท ระเบียงปราสาทเต็มไปด้วยรูปสลักนูนต่ำบอกเล่าเรื่องราวของการเดินทัพทำศึกทั้งทางน้ำและทางบก ในกระบวนทัพที่ยิ่งใหญ่แต่ก็มิได้หลงลืมแม้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพราะศิลปินได้แทรกภาพความเป็นอยู่ของเหล่าไพร่พลยามว่างจากการศึกไว้อีกด้วย
เดินลึกเข้าไปสู่ตัวปราสาทพระพักตร์อันมโหฬารปรากฏเด่นชัด เค้านับกันไว้ได้ถึง 54 ยอด 216 หน้า แต่ที่สมบูรณ์เหลือมาถึงปัจจุบันคงไม่ถึงแล้ว สมาชิกที่เกาะกันฟังบรรยายภาพที่ระเบียงเริ่มแยกตัวไปตามมุมต่างๆ พระพักตร์ที่สมบูรณ์ที่สุดถูกกันไว้สำหรับถ่ายภาพที่ระลึก ฉันกดชัตเตอร์ไปเกือบร้อยรูปที่ปราสาทบายน น่าเสียดายที่สถานที่ใกล้เคียงอยู่ระหว่างการบูรณะเราจึงได้แต่นั่งรถวนชมแบบฉาบฉวยแล้วตรงไปที่ปราสาทตาพรมกันดีกว่า
ปราสาทบายน
ปราสาทตาพรม ความงามของตัวปราสาทหรือความมหัศจรรย์ของรากต้นสะปงกันนะที่ดึงดูดผู้คนให้เข้าชม ที่แน่ๆ หนังเรื่อง Tumb Rider ก็ทำให้วันนี้เราต้องเข้าคิวเพื่อรอถ่ายภาพกับมุมมหาชนใกล้ทางออก ปราสาทแห่งนี้มีความซับซ้อน และดูขลังกว่าทุกแห่งที่ผ่านมา ฉันเดินหารากไม้ที่ทอดรากคล้ายกรอบรูปขนาดใหญ่ที่เคยเห็นในหนังสือ อสท. เมื่อหลายปีก่อน ยื่นกล้องให้ไกด์สาลี่ช่วยกดชัตเตอร์ให้หน่อย กลับมาดูรูปภายหลังไม่ปรากฏภาพใดๆ น่าเสียดายจริงๆ หลังจากมุดเข้ามุดออกตามซอกโน้นซอกนี้แล้วเราก็เดินมาพบกับญาติของตาพรมที่ได้รับอนุญาตให้ผูกขาดขายของที่ระลึกอยู่ภายในปราสาทแห่งนี้ ราคาของจึงแพงกว่าภายนอกหลายบาทอยู่
ปราสาทตาพรม กำแพงชั้นนอกสุดกว้าง 650 เมตร ยาว 1,000 เมตร ตัวปราสาทจริงๆ อยู่ในกำแพงชั้นในกว้าง 220 เมตร ยาว 250 เมตร
เราหยุดพักจากอาหารตาชั่วคราวเพื่อไปอิ่มอร่อยกับอาหารปากที่ร้านอาหารจีนในเมือง เสียดายที่ตลอดทั้งทริปฉันจำชื่อร้านอาหารได้แห่งเดียวคือพกายพรึก อาหารจีนที่ร้านนี้อร่อยทีเดียว แต่ความกังวลใจมันมีมากกว่า แบตเตอรี่กล้องกระพริบเตือนหลายครั้งแล้วเห็นทีคงใกล้ขาดใจตาย ก็เพิ่งเคยใช้กล้องดิจิตอลกับเค้าเป็นครั้งแรก ไม่รู้แม้ระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่จึงไม่ได้เตรียมสำรองไว้ ฉันกับเพื่อนชวนกันออกมายังร้านถ่ายรูปใกล้ๆ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าคงไม่มีความหวัง สุดท้ายตัดสินใจซื้อกล้องกระดาษมา 1 ตัว ทั้งที่ไม่เคยใช้ ไม่มั่นใจในคุณภาพ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เก็บหลักฐานกลับมาเมืองไทย
หลังอาหารมุ่งหน้าสูนครวัด รถจอดที่ทางเข้าด้านหน้าทิศตะวันตก สมาชิกแตกกระจายทันทีที่ลงจากรถเพื่อหามุมถ่ายภาพมหาปราสาท น่าเสียดายที่ไม่ปรากฏเงาสะท้อนของยอดปราสาททั้งห้าบนพื้นน้ำเบื้องหน้า เพราะเรายังไม่ได้เข้าสู่บารายด้านใน ฉันได้ภาพสุดท้ายจากเจ้ากล้องดิจิม่อนตรงนี้ เดินผ่านสะพานนาคราช ระเบียงที่เต็มไปด้วยรูปสลัก เราเดินวนซ้ายตามไกด์สาลี่ไปเรื่อยๆ คำบรรยายชัดเจนไม่มีตกหล่น ภาพจำหลักที่นี่เป็นมันวาวจากฝีมือของนักท่องเที่ยวรุ่นก่อนๆ แต่ก็ทำให้ภาพจำหลักดูแตกต่างจากที่ปราสาทบายน โชคดีที่ทางกัมพูชานึกได้ก่อนที่จะสาย รั้วกั้นเล็กๆ ระยะห่างจากภาพจำหลักเกินเอื้อมถึงจึงพอจะช่วยป้องกันพวกมือบอนได้บ้าง ด้วยจำนวนภาพจำหลักที่เห็นอดคิดไม่ได้ว่าชนเขมรโบราณช่างมีช่างฝีมือมากมายเหลือเกิน ตลอดเวลาแห่งการสู้รบที่ปราสาทแห่งนี้กลับมีการสร้างสรรค์ผลงานวิจิตร แต่ไม่ว่านักรบหรือศิลปินผู้สร้างปราสาทก็คงเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ทรมานไม่แพ้กัน ที่ระเบียงชั้นกลาง ไกด์สาลี่ไม่ได้รีบร้อนพาเราเข้าสู่ชั้นบนสุดแต่ปล่อยให้พวกเราได้นั่งพักผ่อนตามมุมต่างๆ สักพัก การขึ้นชั้นบนสุดต้องไต่บันไดสูงชันและแต่ละขั้นก็กว้างไม่ถึงคืบ ผู้สูงวัยหลายคนถอดใจ ผู้อ่อนวัยแต่ใจไม่สู้ความสูงก็ขอรออยู่ด้านล่าง ฉันไต่บันไดขึ้นไปเรื่อยๆ เหลืออีกสัก 3 ขั้นก็จะถึงชั้นบนสุด ได้ยินเสียงน้องชายตัวโตร่วมทริปซึ่งสะพายกระเป๋ากล้องใบใหญ่จึงหันกลับไปดู แล้วสุดท้ายหนูก็ต้องช่วยลุ้นช่วยรับราชสีห์ที่แข้งขาสั่นให้ตะกายปากเหวขึ้นสู่ยอดเขาได้สำเร็จ จากชั้นบนนี้เรามองเห็นบอลลูน 2 ลูกลอยอยู่เหนือปราสาท การเที่ยวชมแบบ bird eyes view เป็นทางเลือกหนึ่งในการชมเสียมเรียบ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มย่อยที่ร่วมคณะมากับเราบ่นให้ฟังภายหลังว่าตอนจองทริปกับบริษัทนำเที่ยวมีโปรแกรมนี้รวมอยู่ด้วย แต่พอมาถึงไม่ได้ขึ้นเลยตั้งใจไว้ว่ากลับมาจะทวงเงินคืนให้ได้
นครวัด 1.ภาพนครวัดสะท้อนบาราย - ก่อนถึงอาคารชั้นใน เดินลงจากทางเดินสะพานนาค มาที่บารายด้านซ้าย 2.ภาพนครวัดสีทอง - ช่วงบ่ายสี่โมงเย็น 3.นางอัปสร (มีทั้งหมด 1,600 นาง) · นางอัปสรที่ยิ้มเห็นฟัน - ข้างกำแพงประตูทิศตะวันตก หรือทิศที่เราเดินมา · หมู่นางอัปสรที่สวยงาม - จากกำแพงชั้นนอก เดินทะลุประตูเข้าไปด้านในแล้วหันหลัง · นางอัปสรลิ้นสองแฉก - บริเวณลานปราสาทชั้นบน เลือกสังเกตเฉพาะตัวที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ · นางอัปสราขึ้ขโมย - กำลังเอื้อมมือไปหยิบดอกไม้ของอีกคน ผนังกำแพงด้านขวาของซุ้มประตูชั้นที่สอง · นางอัปสรโป๊ - หนึ่งองค์อยู่ร่วมกับนางอับสรอีกองค์ เอามือปิดไว้ด้วยความอาย อีกสององค์อยู่เรียงกันสามองค์ แต่เหมือนมีจับปิ้งปิดและผาผื่นเล็กๆปิดไว้ อยุ่ที่บรรณาลัยด้านขาวมือบนลานปรางค์ทั้งห้า · นางอัปสรที่มีรอยยิ้มใบหน้า ลายสลักโดยรอบสวยงามที่สุด - อยู่ที่ฐานปรางค์องค์กลางด้านทิศตะวันออก ในมุมมืดที่คนไม่ค่อยสนใจ · นางอัปสราที่ยังสลักไม่เสร็จ - กำแพงระเบียงคตชั้นที่สองด้านทิศตะวันออก · นางอัปสรที่ดึงชายผ้าของอีกคน · ทรงผมนางอัปสรที่มีหลากหลายทรง 4.ลายสลักหิน เข้าสู่กำแพงชั้นใน เดินเลี้ยวขวาเลียบตามกำแพง ยาว 600 เมตรสูง 2 เมตร · ลายเกษียณสมุทรสวยที่สุด 5.ลานองค์ปราสาททั้ง 5 ทางชันและแคบ ควรขึ้นทางทิศตะวันตก หรือทางเข้าหลัก มีบันไดใหญ่ขึ้นง่าย 6.องค์ปราสาทกลางที่สูงที่สุด เดินรอบๆ จะมีบันไดและราวเหล็ก ด้านบนเป็นจุดชมวิวที่สวย 7.สะพานนาคราช
เราอำลานครวัดเพื่อขึ้นพนมบาเค็ง ภูเขาที่มีปราสาทชื่อเดียวกัน การขึ้นพนมบาเค็งทำได้ 2 ทาง คือ การเดินขึ้นตามทางที่ค่อนข้างชัน หรือการเดินหรือนั่งช้างตามทางช้างซึ่งต้องอ้อมไกลกว่า จากนั้นก็ขึ้นบันไดปราสาทพนมบาเค็งอีก 5 ชั้น เพื่อไปยังจุดดูพระอาทิตย์ตกน้ำที่บารายตะวันตก และยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล นครวัดตอนนี้มองเห็นเป็นปราสาทหลังเล็กๆ โดดเด่นกลางหมู่ไม้ ผู้คนจำนวนมากมาที่นี่เหมือนมีงานมหกรรม ยิ่งตอนขาลงซึ่งเริ่มขมุกขมัว แทบจะตกปราสาทลงมาทับกันคอหักตาย
พระอาทิตย์ขึ้นและตกยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนทุกชนชาติหลงไหลไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดของโลก พนมบาเค็ง ข้อเสนอแนะ เทคนิคสำคัญคือไม่ต้องปีนบันไดชั้นแรกที่สูงสามช่วงตัว เพราะขอบปราสาทด้านหนึ่งมีเนินดินสูงขึ้นมา จนเท่ากับระดับปราสาทชั้นแรก ชั้นที่สอง สาม สี่ และห้า คราวนี้ไม่มีทางเลือก จุดสำคัญอยู่ที่ชั้นสอง เพราะยังคงสูงอยู่ ถ้าเราผ่านชั้นนี้ไปได้ ชั้นอื่นจะเตี้ยลงเรื่อยๆ ถ้าปีนขึ้นยอดปราสาทนครวัดได้ พนมบาเค็งไม่น่ามีปัญหา ไม่ควรอยู่จนมืดค่ำมองไม่เห็นทาง เพราะปีนลงปราสาทยากกว่าปีนขึ้น ปิดท้ายวันนี้ที่ร้านอาหารที่จำชื่อไม่ได้อีกเช่นเคย
25 ตุลาคม 2547 เสียมเรียบ-กรุงเทพฯ ก่อนอำลากลับสู่กรุงเทพฯ เราใช้เวลาช่วงเช้าตรู่กับการล่องเรือในโตนเลสาบ บริเวณท่าเรือมีสภาพที่ไม่น่าดูนัก เรือแล่นช้าๆ ให้ชมวิถีชีวิตชาวแพ ผ่านโรงเรียนลอยน้ำ โรงพยาบาล และบ้านหลายสิบหลัง มุ่งหน้าออกไปชมความงามทะเลสาบกว้างใหญ่ เรือนแพพักอาศัย แวะร้านขายของที่ระลึก และกระชังเลี้ยงจระเข้ตัวน้อย
จากนั้นก็เป็นเวลาของการช้อปปิ้งที่ตลาดในเมือง เริ่มจากตลาดสด สำหรับคนชอบทานปลาที่นี่มีปลาย่างหลากหลายรูปแบบให้เลือกซื้อหา จากนั้นก็ไปดูเสื้อ ฉันเลือกได้เสื้อลายนครวัดและนครธมมาอย่างละหนึ่ง
สุดท้ายที่วัดซึ่งจำชื่อไม่ได้อีกแล้ว เป็นที่เก็บกระดูกของผู้เสียชีวิตในสงครามไว้ส่วนหนึ่ง ระหว่างเดินชมวัดฉันเห็นตัวเลขไทยในป้ายวันที่ภาษาเขมร ได้คำตอบจากไกด์สาลี่คือ คนไทยเอาภาษาเขมรมาใช้
รถสองคันออกจากเสียมเรียบประมาณสิบโมงเช้ามีจุดหมายอยู่ที่ร้านพกายพรึก บนรถเราสนุกสนานกับภาษาเขมรวันละหลายคำกับไกด์สาลี่ รถวิ่งมาได้เกือบสองชั่วโมงก็ต้องจอดสนิท ไกด์สาลี่ลงจากรถไปสักพักก็กลับมาบอกว่าสะพานขาดต้องรอซ่อมประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนรถอีกคันผ่านไปก่อนแล้วจะไปรอที่ร้านพกายพรึก ในเวลาเกือบเที่ยงพวกเราทั้งคันรถต้องฝากชีวิตไว้กับไกด์ชาวเขมรโดยไม่มีสต๊าฟของฟอเรสทัวร์
เพื่อเป็นการแก้เบื่อพวกเราเลยลงจากรถไปสังเกตการณ์ซ่อมสะพาน โครงเหล็กของสะพานหลุดออกจากกันตกลงไปในน้ำต้องรอรถยกมาช่วยประกอบสะพานใหม่
สองข้างทางเป็นทุ่งนาเขียวขจีสุดสายตา มองซ้ายขวาหน้าหลังไม่เห็นบ้านเรือนสักหลัง มีเพียงเพิงเล็กๆ ใกล้กับสะพาน น่าแปลกก็ตรงที่รถขายซาลาเปา ลูกชิ้นปิ้ง เครื่องดื่ม ทะยอยกันมาจอดเทียบ บางคนก็หิ้วกระติกใบใหญ่เดินตามรถที่จอดต่อกันเป็นแถวยาว อดสงสัยไม่ได้ว่าสะพานพังนี้คงมีเป็นประจำ ตลอดทางผ่านตั้งหลายสะพาน ในวันๆ ไม่สะพานใดก็สะพานหนึ่งต้องพัง พ่อค้าแม่ค้าถึงได้มาบริการได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ ไกด์สาลี่ซื้อซาลาเปามาประทังชีวิตพวกเราไว้ก่อนเพราะความหวังที่จะไปถึงพกายพรึกภายในเวลาบ่ายโมงเริ่มริบหรี่
บ่ายโมงกว่าๆ ได้ยินเสียงเฮมาจากสะพาน รถเริ่มเคลื่อนตัวตามกันผ่านสะพานอย่างระมัดระวัง เห็นสภาพสะพานที่ซ่อมแล้วแอบคิดในใจว่าดีนะที่รถเราอยู่คันแรกๆ ถ้าสะพานพังอีกรอบเราคงต้องตกค้างอยู่ที่เขมรเป็นแน่แท้
บ่ายสองโมงที่ร้านพกายพรึก คนแน่นร้านเพราะทะลักมาพร้อมๆ กัน สต๊าฟจากรถคันแรกรีบเข้ามาถามไถ่ทุกข์สุข ไม่มีใครสนใจนักเพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่กว่า และซึ้งในน้ำใจที่ไม่เคยดูแลกันมามากพอแล้ว ไม่ต้องมาทำดีเอาวันสุดท้ายหรอก หลังอาหารเราก็กลับเข้าสู่ทางเกวียนกันอีกรอบ ถึงปอยเปตตอนโพล้เพล้ ร่ำลาไกด์สาลี่และเพื่อนร่วมทางบางคนที่มาจากต่างทัวร์ หญิงสาวไม่ปรากฏนามที่ติดรถมาด้วยตั้งแต่ร้านพกายพรึกคืนพาสปอร์ตให้เราผ่านแดน รถทัวร์เคลื่อนออกจากตลาดโรงเกลือประมาณทุ่มครึ่ง แล้วพบกันใหม่ เสียมเรียบ
ตามไปดูรูปต่อที่นี่
ถึงบ้านได้ไม่กี่วันฉันโทร. ไปเล่าถึงการบริการตามความเป็นจริงของฟอเรสทัวร์กับเจ้าหน้าที่คนเดิมที่รับจองทัวร์ของพวกเรา เธอรับฟังด้วยดี ขอบคุณกับคำชม และเอ่ยปากขอโทษในเรื่องที่ฉันติ ฉันวางโทรศัพท์ลงด้วยความสบายใจ อย่างน้อยการรับฟังของเธอก็ช่วยให้ฉันหายขุ่นมัวลงได้ แต่เพราะความไม่ยอมรับความจริงของสต๊าฟประจำทริปที่ฉันมารู้ภายหลังว่ามีตำแหน่งเป็นถึงผู้จัดการบริษัท ซึ่งได้โทร. กลับมาหาฉันในตอนเย็นของวันเดียวกัน ถ้อยคำและน้ำเสียงที่ใช้ ทั้งตะคอกและข่มขู่ ฉันจึงต้องตัดสายทิ้งเพราะพูดกันไปก็คงไม่รู้เรื่อง คุณมีปัญหาอะไรกับการจัดทัวร์ของผมหรือ ฯลฯ แม้ว่าการเดินทางจะจบลงหลายวันแล้ว แต่เรื่องระหว่างฉันกับฟอเรสทัวร์ลากยาวกันไปถึง ททท. เมื่อถูกเรียกไป ททท. เขาคนเดิมที่โทร. มาตะคอกฉันกลับเอ่ยอ้างได้ไม่อายปากว่าปกติเป็นคนพูดเสียงดังอาจทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด เฮ้อ คนหนอคน! ทำไมไม่เรียกฉันไปถามอีกคนว่าถ้อยคำที่พูดออกมาน่ะมันว่าอย่างไรบ้าง เรื่องจบลงหลังปีใหม่ด้วยหนังสือเตือนจาก ททท. ถึงบริษัทในการให้บริการตามข้อตกลงกับลูกค้า และการเก็บพาสปอร์ตของลูกค้าไปโดยที่คนเก็บไม่ได้อยู่กับลูกค้าตลอดเวลา ลาก่อน ฟอเรสทัวร์ อ่าน จดหมายถึง ททท. อ่าน จดหมายตอบจาก ททท. หน้า 1 หน้า 2
เขียนไว้เมื่อ 16 มกราคม 2550 |