• มารูโกะ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-24
  • จำนวนเรื่อง : 56
  • จำนวนผู้ชม : 18724
  • จำนวนผู้โหวต : 71
  • ส่ง msg :
บันทึกคนเดินช้า
คนตัวเล็ก เดินช้า สายตาสั้น
Permalink : http://www.oknation.net/blog/maruko
วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน 2551
ซัวสะเดย...มาเล่าเรื่องความหลังครั้งเยือนเสียมเรียบ
Posted by มารูโกะ , ผู้อ่าน : 610 , 09:11:36 น.  
พิมพ์หน้านี้


อันเนื่องมาจากความเสียใจและเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ร่วมทริปกับชาวบางโอเคในทริปนอกกรอบของคุณศุภศรุต ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8-11 พ.ค. 51 นี้ จึงขอรำลึกถึงการเดินทางโดยการเอาเรื่องเล่าเก่าๆ มาลงอีกรอบพร้อมภาพประกอบอีกเล็กน้อยค่ะ

เรื่องประวัติศาสตร์สาระและและภาพสวยๆ ขอให้ไปอ่านและชมกันจากบล็อกคุณศุภศรุตนะคะ 

ท่องเที่ยว “สวรรค์แห่งเทวราชา” ชวนสำรวจ “ป่า.....ปราสาท” กลางไพรสณฑ์

สำหรับที่นี่เน้นแต่ความรู้สึกล้วนๆ ค่ะ

ส่วนข้อความที่เป็นตัวเอนนั้นไซร้ไปลอกเค้ามาเก็บไว้อ่านเองเลยแถมมาให้ด้วยค่ะ

ถ้าไม่ขยันอ่านจะข้ามไปดูรูปอย่างเดียวก็คลิกที่นี่ค่ะ

เสียมเรียบ ตอนที่ 1

เสียมเรียบ ตอนที่ 2

22-25 ตุลาคม 2547

กลางปี 2547 ฉันกับเพื่อนคุยกันเรื่องโปรแกรมเที่ยวของพวกเราในปีนี้ ในประเทศก็ยังมีที่อีกมากมายที่ยังไปไม่ถึง… แต่การเดินทางที่สะดวกขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านทำให้นึกอยากจะก้าวข้ามเขตแดนไปบ้าง เมืองแรกที่คิดได้คือหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกที่ใครๆ ก็บอกว่าเหมือนเมืองไทยในอดีต แต่สุดท้ายแล้วเรากลับเลือก…เสียมเรียบ…มาเป็นจุดเริ่มต้น

เมื่อตกลงใจได้ก็ตามมาด้วยการมองหาทัวร์ที่น่าไว้วางใจ เพราะเหตุที่ได้ยินบ่อยๆ ว่านักท่องเที่ยวถูกปล่อยเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารักที่เสียมเรียบเสมอๆ โทร. ไปคุยกับ TKT ปรากฏว่าช่วงวันปิยะมหาราชเต็มจนไม่สามารถรับได้อีกแล้ว ลองหาอีกหลายแห่งจนมาลงตัวกับฟอเรสทัวร์ ซึ่งรับปากรับคำเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่เกิดเรื่องอย่างที่เรากังวลใจ จะมีสต๊าฟคนไทยและไกด์เขมรอย่างละ 1 คน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราตลอดการเดินทาง

22 ตุลาคม 2547 กรุงเทพฯ-เสียมเรียบ

ฉันกับเพื่อนลากกระเป๋าเดินทางมาถึงสวนลุมพินีเป็นสองคนแรกตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ กำหนดเวลานัดคือตีห้าครึ่ง นั่ง ยืน เดิน จนฟ้าเริ่มสว่าง รถบัสใหญ่พร้อมสต๊าฟมาถึงประมาณ 6 โมงกว่า (ช้ากว่ากำหนด) ลูกทัวร์ 2-3 คนที่มาถึงหลังจากเราเข้าไปเจรจาทักทาย ฉันกับเพื่อนเดินไปสมทบ เราถูกขอให้เลือกที่นั่งในครึ่งหลังของรถ เพราะมีกลุ่มใหญ่จะนั่งด้วยกันด้านหน้า แม้ว่าฉันจะบอกว่าเมารถก็ได้รับการยืนยันอย่างแข็งขันว่า…ไม่ได้ …เรารีรอดูจนกระเป๋าถูกติดป้ายและส่งขึ้นรถแล้วจึงขึ้นไปหาที่นั่ง เลือกได้ด้านหลังถัดจากประตูข้างมา 1 เบาะ จากนั้นก็สังเกตว่าคนที่ตามขึ้นมาซึ่งไม่ไช่ลูกทัวร์คณะใหญ่เลือกที่นั่งด้านหน้าได้ โดยสต๊าฟไม่ได้ขึ้นมาดูแลบนรถ และเนื่องจากกลุ่มใหญ่ที่ว่ามาช้ากว่ากำหนดมาก กลุ่มเล็กๆ ทั้งหลายจึงพากันเลือกที่นั่งได้ตามสบายรวมถึงเราสองคนก็ย้ายที่นั่งด้วย กลุ่มใหญ่ขึ้นมาสต๊าฟก็เอ๋อไปเล็กน้อย…เป็นอันว่าคลุกรวมกันไป…

กว่าล้อจะหมุนก็ประมาณ 7 โมง (บางที่การตรงเวลาของเราก็ไม่ได้ช่วยอะไรถ้าคนกลุ่มใหญ่เค้าเลือกที่จะช้า) สต๊าฟ 3 คนแนะนำตัว แจกเอกสารและอาหารเช้า มีสาวน้อยคนหนึ่งมากับสต๊าฟคอยช่วยหยิบของเล็กๆ น้อยๆ ฉันเข้าใจไปเองว่าเป็นสต๊าฟใหม่เพราะไม่คล่องแคล่วนัก

ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าการเดินทางครั้งนี้มีลูกทัวร์กลุ่มใหญ่ประมาณ 20 กว่าคนซึ่งสต๊าฟขอเรียกว่ากลุ่มคุณเป็ด และกลุ่มเล็กๆ จากหลายทิศทางขอเรียกว่ากลุ่มแจม  ฟังดูพิลึกกับชื่อกลุ่มที่เราได้รับ…เหมือนไปขอเค้าเที่ยวอย่างนั้นแหละ เราก็จ่ายเงินนะจะแบ่งกลุ่มทำไม (ฉันยังไม่เข้าใจนักกับการแบ่งแยกนี้ แต่ก็เริ่มไม่ชอบใจกับบริการแบบนี้ซะแล้ว) …ไม่เอาน่าคิดมากเดี๋ยวเที่ยวไม่สนุก เค้าจะเรียกอะไรก็ปล่อยไปแล้วกัน…

จากนั้นสมาชิกบนรถก็พักผ่อนสายตากันตามอัธยาศัย…จนถึงตลาดโรงเกลือ

ก่อนลงรถข้อมูลใหม่ก็ตามมา จะมีการแบ่งสมาชิกไปขึ้นรถ 2 คันหลังจากผ่านแดน โดยกลุ่มคุณเป็ด 1 คัน กลุ่มแจม 1 คัน (เข้าใจการแบ่งแยกขึ้นมาอีกนิด)

เราได้รับพาสปอร์ตคืนเพื่อผ่านแดนจากคุณฟ้าที่มารอรับเราที่ด่าน ก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนแหล่งการพนัน ประตูทางเข้าที่มียอดเป็นรูปปราสาทนครวัดเบื้องหน้าขัดกับตึกสมัยใหม่ใหญ่โตด้านหลัง ลองคิดเล่นๆ น่าจะเลือกรูปหน้าที่ปราสาทบายนมาจะดีกว่าไหม เพราะพระพักตร์ทั้งสี่ด้านจะได้คอยดูแลประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุขมากกว่านี้ แต่พระองค์ก็คงไม่อยากเห็นดินแดนแห่งบาปนี้สักเท่าไร…

จากนั้นคุณฟ้าก็พาพวกเราไปขึ้นรถ ฉันจับตาดูรถเข็นกระเป๋าด้วยกลัวจะตกสำรวจอยู่แถวนี้ ขึ้นบนรถก็ถูกแบ่งอีกรอบ โดยขอให้เราชาวกลุ่มแจมเลือกนั่งฝั่งใดฝั่งหนึ่งของรถเพราะจะมีกลุ่มย่อยอีกสิบกว่าคนมาขึ้นรถคันเดียวกับเรา แล้วคำชี้แจงก็ตามมาว่าเป็นลูกทัวร์ของบริษัทอื่นอีก 4-5 บริษัทที่ฝากพ่วงมาด้วย กลายเป็นกลุ่มแจม+กลุ่มย่อย ความรู้สึกไม่ดีเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง…ข่มใจเพิกเฉยซะ

-ในตอนหลังได้คุยกับพี่ที่มาจากทัวร์อื่นและเคยเดินทางกับฟอเรสทัวร์เล่าให้ฟังว่าพฤติกรรมเช่นนี้เค้าโดนมาแล้วในทริปเที่ยวทะเล ซึ่งบรรทุกสัมภาระและผู้โดยสารเกินและมีเสื้อชูชีพไม่เพียงพอ เค้าเอ่ยปากเตือนก็ไม่สนใจฟัง ไม่คิดว่าเปลี่ยนบริษัทแล้วก็ยังมาเจอกันอีก-

คุณฟ้า (ยังอยู่กับเราในวันนี้) แนะนำให้รู้จักกับไกด์หนุ่มชาวเขมรนาม “สาลี่” (Sally) เห็นครั้งแรกรู้สึกถูกชะตา พูดได้ทั้งไทย-อังกฤษ-ฝรั่งเศส ในวันหลังได้คุยกันก็รู้ว่าภูมิหลังครอบครัวค่อนข้างดี การศึกษาถึงปริญญาตรี เคยจับปืนในช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็ก และมุ่งมั่นอยากจะเป็นนักการเมือง (เสียดายมีลูกสองซะแล้ว…555)

การเดินทางสู่เสียมเรียบประมาณ 150 กิโลเมตร เป็นไปอย่างเชื่องช้าด้วยสภาพของถนนลูกรังสีส้มอมแดงขรุขระ แต่ความเขียวขจีของท้องทุ่งนาหน้าฝน และท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆสีขาว บ้านเรือนประปรายรายทางก็พอทำให้เพลิดเพลินจนลืมความเมื่อยล้าไปได้บ้าง ขโยกเขยกกันจนมาถึงร้านพกายพรึกเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน คนเยอะมากส่วนใหญ่ก็คนไทยเรานี่แหละ อาหารรสชาติพอทานได้

หลับๆ ตื่นๆ กันอีกหลายรอบในที่สุดก็มาถึงเสียมเรียบในเวลาเกือบห้าโมงเย็น เป็นเวลาเลิกงานการจราจรจึงค่อนข้างวุ่นวายไปด้วยรถจักรยานยนต์ การดูพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็งถูกเลื่อนเป็นวันที่ 24 แทนที่ด้วยการพาชมบรรยากาศยามใกล้ค่ำรอบโตนเลสาบ ร้านอาหารริมน้ำแทบทุกร้านจะมีแปลผูกไว้ให้ลูกค้านอนเล่นข้างๆ โต๊ะ กินไปนอนไปอะไรจะสบายขนาดนั้น … สงสัยว่ารสชาติและความสะอาดยังไม่เข้าขั้นบรรดาทัวร์ทั้งหลายจึงยังมิกล้าพาลูกทัวร์มาดื่มด่ำกับวิถีชีวิตแบบนี้

วันนี้จบลงด้วยความเมื่อยล้า คุณฟ้าขอเก็บพาสปอร์ตไว้เพื่อตรวจลงตราขาออก ไม่มีใครโต้แย้งเพราะคิดว่าคุณฟ้าคือสต๊าฟที่จะอยู่กับเราตลอดทริป หลังจากนัดหมายเวลาในวันรุ่งขึ้น เราก็เข้าสู่ความสงบส่วนตัวอย่างรวดเร็วใน Star-Royal Hotel

23 ตุลาคม 2547  บันทายสรี-กบาลสเปียน-แปรรูป-พนมบาเค็ง

ตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส หลังอาหารเช้าทุกคนทะยอยมารวมตัวกันเริ่มคุ้นหน้ากันบ้างแล้วด้วยว่าเมื่อวานกินฝุ่นมาด้วยกันตลอดทาง ไกด์สาลี่มาแต่เช้า ฉันมองหาคุณฟ้า สุดท้ายพบว่าพวกเรากลุ่มแจมและกลุ่มย่อยพักอยู่ที่นี่โดยไม่มีทั้งคุณฟ้าและพาสปอร์ต ที่สำคัญไม่รู้ว่ากลุ่มคุณเป็ดและสต๊าฟพักอยู่ที่ไหนอีกด้วย (แต่ไกด์สาลี่คงรู้)

แปดโมงเช้าตามเวลานัดกลุ่มคุณเป็ดซึ่งมีสต๊าฟอยู่ด้วยยังมาไม่ถึง และได้รับรู้ว่าต้องรอรถกลุ่มคุณเป็ดมารับเพื่อนอีก 4 คนที่ต้องมาพักอยู่กับเราเพราะโรงแรมเต็ม

แปดโมงครึ่งพวกเราขอให้ไกด์พาออกไปก่อน แต่สาลี่ผู้มีความรับผิดชอบ (มากกว่าเจ้าของทัวร์) ตอบปฏิเสธเพราะเป็นห่วงอีก 4 คนที่ต้องคอยกันตามลำพัง

…แล้วกลุ่มคุณเป็ดก็มาถึง รถบัส 2 คันจึงแล่นตามกันไปทำบัตรเที่ยวชมโบราณสถานแบบ 3 วัน ในราคา 40 เหรียญสหรัฐฯ

บรรยากาศบนรถค่อนข้างครึกครื้นจากการนำทีมของไกด์สาลี่ที่ต้องทำทุกอย่าง (ไม่มีสต๊าฟ) ขอบคุณน้ำใจงามๆ ที่มีให้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าบนรถหรือจุดท่องเที่ยวมีคำบรรยายให้ฟังตลอดทาง ความรู้มากมายหลั่งไหลเข้าสู่หูซ้าย…ทะลุออกหูขวา… ก้าวขึ้นรถก็เสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟนม…

มุ่งหน้าออกนอกเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร เพื่อชม “รัตนชาติแห่งศิลปขอม”

“ปราสาทบันทายสรี” เป็นปราสาทที่สร้างจากหินทรายสีชมพูที่ยามนี้มองเห็นเป็นสีแสดปนสีเขียวของตะไคร่น้ำ รวมถึงคราบฝุ่นดำจากกาลเวลาประกอบกันเป็นปราสาทโบราณอย่างลงตัว หน้าบันและทับหลังของปราสาทบันทายสรีจำหลักลวดลายอ่อนช้อยสวยงามมากมาย หลายภาพถูกบันทึกผ่านกล้องถ่ายรูป และอีกหลายรูปที่บันทึกไว้ในความทรงจำ บอกตามตรงว่าอยากเก็บภาพให้มากที่สุดแต่บางครั้งผู้คนที่เดินขวักไขว่ก็เป็นอุปสรรค บางภาพที่อยู่ในใจจึงไม่มีบันทึกไว้เป็นภาพถ่าย ปรางค์ประธานของปราสาทมี 3 ยอด นางอัสราที่นี่มีลีลาอ่อนช้อยชวนหลงใหล ลายจำหลักที่นี่เป็นแบบนูนสูงจนเกือบจะลอยตัว

“ปราสาทบันทายสรี” อยู่ที่เมือง อิศวรปุระ ริมแม่น้ำเสียมเรียบ ห่างจากตัวเมือง 30 กิโลเมตร สร้างในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน ราวปี พ.ศ.1510-1550 เป็นเทวสถานในศาสนาพรหมร์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แบ่งเป็น 2 ส่วนคือบรรณาลัยและปราสาท บรรณาลัย 2 หลังสร้างอยู่ซ้ายขวาของปราสาท

1. ลายสลักพระอินทร์ทรงช้างเอรวรรณสามเศียร - ซุ้มประตูทางเข้าทิศตะวันออก

2. ทับหลัง นรสิงหอวตาร

3. ทับหลังอุมามเหศวร

4. หน้าบันทศกัณฑ์เขย่าเขาไกรลาส - บรรณาลัยหลังซ้ายมือ

5. หน้าบันกามเทพแผลงศร - บรรณาลัยหลังซ้ายมือ

6. หน้าบันพระกฤษณะสู้กับพระอินทร์ - บรรณาลัยหลังขวา

7. หน้าบันพระกฤษณะฆ่าพญากงส์ - บรรณาลัยหลังขวา

8. ทวารบาลและนางอัปสร - ทวารบาลจะมีเฉพาะปราสาทประธานองค์กลาง นางอัปสราถูกสลักไว้ที่ปราสาทองค์ซ้ายและองค์ขวา

การมาบันทายสรีส่วนใหญ่จะมากันตอนเช้า เพราะระยะทางค่อนข้างไกล ถ้าออกเช้าแสงอาทิตย์เป็นใจส่องมาต้องปราสาทเห็นเป็นสีแสด

ไม่ไกลจากปราสาทบันทายสรีมีบึงบัวแสนสวย รถจอดใกล้สะพานที่ทอดลงสู่บึงตรงไปยังอาคารไม้หลังย่อมหน้าตาคล้ายอาคารในอุทยานแห่งชาติบ้านเรา เพื่อแวะเข้าห้องน้ำก่อนเดินทางไกล ความสะอาดพอใช้ได้ หน้าอาคารมีป้ายระบุชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่มีบัตรไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่ถ้าไม่มีจ่ายมาซะดีดี 2000 เรียล ส่วนชาวเขมรก็ต้องจ่าย 500 เรียลนะจ๊ะ เป็นดังนี้ทุกที่ไป

เคลื่อนขบวนอีกครั้งบนถนนลูกรังขรุขระมากกว่าเดิมมุ่งหน้าสู่กบาลสะเปียน ระหว่างทางไกด์สาลี่มีหน้าที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างคือเป็น navigator ลงไปสำรวจหลุมบ่อบนเส้นทางที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ เพื่อให้คนขับสามารถหลบหลีกการตกหล่มเดี๋ยวทัวร์จะล่มกันซะก่อน พูดถึงคนขับฉันเริ่มสังเกตเห็นหน้าเหลี่ยมๆ ว่าเหมือนนายกทักษิณ แกเลยได้ชื่อเล่นในหมู่พวกเราเพิ่มมาอีกชื่อ

เส้นทางสู่กบาลสะเปียนหลังจากลงรถต้องเดินขึ้นเขาไม่ชันนักอีกประมาณครึ่งชั่วโมง (2 กิโลเมตร) ตลอดหินทรายใต้ธารน้ำที่เห็นอยู่ตรงหน้าปรากฏภาพสลักของศิวลึงค์คู่กับฐานโยนีขนาดใหญ่และขนาดเล็กนับพันองค์ ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ฯลฯ …ใต้ตะกอนดินริมน้ำที่ฉันเดินเหยียบย่ำอยู่นี้จะยังมีภาพสลักแอบซ่อนอยู่อีกไหมนะ… เดินตามสายน้ำที่ลอดผ่านแผ่นหินลงมาเป็นน้ำตก มีชาวกัมพูชาทั้งเด็กและผู้ใหญ่เล่นน้ำกันน่าสนุก…สายน้ำศักดิ์สิทธิ์จากฝีมือวิจิตรของช่างในอดีต

อากาศใต้ร่มเงาไม้ริมธารน้ำเย็นสบายน่านอน แต่แดดนอกร่มไม้แรงไปสักหน่อย แม้จะตื่นตาตื่นใจกับฝีมือและความอดทนในการแกะสลัก แต่รอยเว้าแหว่งที่ปรากฏเด่นบนโขดหินบางจุดที่โผล่ให้เห็นก็ชวนให้เสียดายสมบัติของชนชาติที่ควรหวงแหน…ป่านนี้ไปปรากฏอยู่ที่แห่งใดหนอ

“กบาลสะเปียน” อยู่ห่างจากปราสาทบันทายสรีประมาณ 12 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1593-1609) ทรงมีพระประสงค์ให้สายน้ำนี้ศักดิ์สิทธิ์เมื่อไหลผ่านรูปศิวลึงค์และเทพเจ้าต่างๆ

1. รูปสลักสิวลึงค์และฐานโยนีใต้น้ำ - ขนาดใหย่ที่สุดอยู่ช่วงต้นน้ำ
2. ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธ์ - มีทั้งใต้ท้องน้ำและตามโขดหินใหญ่ๆ
3. ภาพพระพักตร์พรหมสี่หน้า ภาพตรีมูรติมีพระศิวะ พระพรหม และพระวิษณุประทับทรงอยู่ในปรางค์ปราสาท

กลับลงมาจากกบาลสะเปียนเกือบบ่าย อาหารกลางวันจึงอร่อยเป็นพิเศษ ข้าวกะเพราไข่ดาวในถุงพลาสติก ส้ม 1 ลูก ที่ใส่มาในกล่องบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติ ไม่แน่ใจว่าเป็นใบมะพร้าวหรือใบตาล ใช่ว่าเมืองไทยจะไม่มีแต่ก็ไม่ได้เห็นมานานแล้ว ฉันเก็บกลับมาบ้านด้วยความทะนุถนอมแต่ตอนนี้หาไม่เจอซะแล้ว ระหว่างทานอาหารมีเด็กๆ มาขายน้ำดื่ม น้ำอัดลม รวมถึงของที่ระลึก น้ำเปล่ามีบริการบนรถตลอดทางอยู่แล้วจึงซื้อน้ำอัดลมกันเป็นส่วนใหญ่ เสื้อยืดคอกลมที่มีลายนครวัด นครธม เป็นที่สนใจกันมาก มีไซด์ผู้หญิงตัวเล็กอย่างฉันด้วย เสียดายที่ไม่ได้ติดกลับมาเลย เพราะหวังน้ำบ่อหน้ามากเกินไป วันสุดท้ายเดินตลาดมีแต่ตัวใหญ่ฟรีไซด์

บ่ายสองกว่าๆ กลับสู่เส้นทางบนโลกพระจันทร์อีกครั้ง ก่อนเข้าเมืองเราแวะเที่ยวปราสาทอีก 3 แห่ง ที่ปราสาทบันทายสำเหร่ พระอาทิตย์ลับยอดปราสาทไปแล้วตอนเราเดินเข้าไป แบตเตอรี่กล้องก็กระพริบเตือนแล้วเตือนอีก รูปที่ปราสาทแห่งนี้จึงได้มาเพียง 4 ภาพและค่อนข้างมืดเพราะไม่ได้เปิดแฟลช

นักวาดรูปตัวน้อยนามว่า PEK เข้ามาคุยกับเรา เป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ เพื่อนฉันเลือกซื้อภาพของเธอ 2-3 ภาพ มือเล็กๆ ยื่นกระดาษแผ่นน้อยที่มีรูปวาดดอกไม้แบบเด็กๆ ให้ฉันกับเพื่อนอีกคนละแผ่นเป็นที่ระลึก มิตรภาพเกิดขึ้นได้ง่าย และยังไม่จางจากใจ เสียดายที่แบตเตอรี่มีไม่พอสำหรับสำหรับรูปแห่งความหลังกับเธอคนนี้

อนาคตจิตรกรน้อยในดินแดนแห่งนี้จะเป็นอย่างไรหนอ…

“ปราสาทบันทายสำเหร่ ”

1. สะพานนาค เสานางเรียง

2. ศิวนาฏราช - หน้าบันปรางปราสาททั้งสี่ด้าน สมบูรณ์ที่สุดคือทิศเหนือ มีเทวดาร่ายรำและวงมโหรี

3. นางอัปสรศิลปะนครวัด - ปรางค์ประธานด้านทิศตะวันออกและตะวันตก

4. บรรณาลัย และสะพานนาค

ปิดท้ายวันนี้ด้วยอาหารรสชาติหวานนำของชาวกัมพูชา มีปลาหลายชนิด ความสนิทสนมของสมาชิกในรถมากขึ้นอีกนิด (ความไม่ชอบใจสต๊าฟของกลุ่มแจมและกลุ่มย่อยเพิ่มขึ้นอีกหน่อย) ไกด์สาลี่ส่งเราที่โรงแรมเดิมและไม่ลืมนัดเวลาในวันรุ่งขึ้น

24 ตุลาคม 2547  นครธม-ปราสาทตาพรม-นครวัด-พนมบาเค็ง

วันนี้แล้วที่เราจะได้ชมพระพักต์ของพระอวโลกิเตศวร…

สมาชิกสองคันรถค่อนข้างตรงเวลา เพราะวันนี้จะเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต้องใช้เวลามาก ตรงดิ่งสู่ประตูทางด้านทิศใต้ของนครธม รถจอดให้เราได้ลงชื่นชมโคปุระและสะพานนาคราช คนเยอะจนแยกแทบไม่ออกว่าตั้งใจจะถ่ายรูปใคร โคปุระที่มียอดเป็นพระพักตร์ 4 ด้าน บ้างก็ว่าเป็นพระอวโลกิเตศวร บ้างก็ว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สะพานนาคราชที่ด้านหนึ่งเป็นรูปยักษ์ และด้านหนึ่งเป็นรูปเทวดา กำลังยุดนาคเพื่อกวนเกษียรสมุทร หลายตนแตกหักเสียหาย หลายตนถูกย้ายสถานที่

หลังจากแปลงร่างเป็นนางอัปสราที่เกิดขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทรอยู่สักพัก เราก็ข้ามสะพานลอดผ่านโคปุระเข้าสู่ด้านในเพื่อขึ้นรถเข้าสู่ปราสาทบายน

รวมพลกันได้ที่ลานด้านหน้าปราสาทบายนเพื่อรับฟังการบรรยายของไกด์สาลี่ก่อนที่จะพาเราเข้าชมส่วนต่างๆ ของปราสาท

ระเบียงปราสาทเต็มไปด้วยรูปสลักนูนต่ำบอกเล่าเรื่องราวของการเดินทัพทำศึกทั้งทางน้ำและทางบก ในกระบวนทัพที่ยิ่งใหญ่แต่ก็มิได้หลงลืมแม้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพราะศิลปินได้แทรกภาพความเป็นอยู่ของเหล่าไพร่พลยามว่างจากการศึกไว้อีกด้วย

เดินลึกเข้าไปสู่ตัวปราสาทพระพักตร์อันมโหฬารปรากฏเด่นชัด เค้านับกันไว้ได้ถึง 54 ยอด 216 หน้า แต่ที่สมบูรณ์เหลือมาถึงปัจจุบันคงไม่ถึงแล้ว สมาชิกที่เกาะกันฟังบรรยายภาพที่ระเบียงเริ่มแยกตัวไปตามมุมต่างๆ พระพักตร์ที่สมบูรณ์ที่สุดถูกกันไว้สำหรับถ่ายภาพที่ระลึก ฉันกดชัตเตอร์ไปเกือบร้อยรูปที่ปราสาทบายน น่าเสียดายที่สถานที่ใกล้เคียงอยู่ระหว่างการบูรณะเราจึงได้แต่นั่งรถวนชมแบบฉาบฉวยแล้วตรงไปที่ปราสาทตาพรมกันดีกว่า

“ปราสาทบายน”
• “ลายสลักกำแพง” - กำแพงชั้นนอก ลายสลักสงครามระหว่างขอมกับจาม เป็นการยุทธทางน้ำในทะเลสาบเขมร
• ลายสลักกำแพง” - กำแพงชั้นนอกเข้าไปชั้นในที่ฐานปราสาท ยังมีลายสลักตลอดกำแพง
• “สองร้อยสิบหกหน้าพระโพธิสัตว์ - ทุกหน้าความสูงประมาณ 3 เมตร บนยอดปราสาทเป็นลานหินกว้าง หน้านี้ยังสมบูรณ์และอยู่ติดพื้น ที่สำคัญคือพระโพธิสัตว์กำลังแย้มยิ้มอย่างใจดี มีลายสลักพระพุทธรูปองค์เล็กๆอยู่สององค์ มองให้ต่ำๆหน่อยน่าจะเห็น
• นางอัปสรสามตน ที่กำลังรายรำอยู่ - เสาระเบียงด้านล่าง
 

ปราสาทตาพรม ความงามของตัวปราสาทหรือความมหัศจรรย์ของรากต้นสะปงกันนะที่ดึงดูดผู้คนให้เข้าชม ที่แน่ๆ หนังเรื่อง Tumb Rider ก็ทำให้วันนี้เราต้องเข้าคิวเพื่อรอถ่ายภาพกับมุมมหาชนใกล้ทางออก

ปราสาทแห่งนี้มีความซับซ้อน และดูขลังกว่าทุกแห่งที่ผ่านมา ฉันเดินหารากไม้ที่ทอดรากคล้ายกรอบรูปขนาดใหญ่ที่เคยเห็นในหนังสือ อสท. เมื่อหลายปีก่อน ยื่นกล้องให้ไกด์สาลี่ช่วยกดชัตเตอร์ให้หน่อย กลับมาดูรูปภายหลังไม่ปรากฏภาพใดๆ น่าเสียดายจริงๆ หลังจากมุดเข้ามุดออกตามซอกโน้นซอกนี้แล้วเราก็เดินมาพบกับญาติของตาพรมที่ได้รับอนุญาตให้ผูกขาดขายของที่ระลึกอยู่ภายในปราสาทแห่งนี้ ราคาของจึงแพงกว่าภายนอกหลายบาทอยู่

“ปราสาทตาพรม” กำแพงชั้นนอกสุดกว้าง 650 เมตร ยาว 1,000 เมตร ตัวปราสาทจริงๆ อยู่ในกำแพงชั้นในกว้าง 220 เมตร ยาว 250 เมตร
1. ต้นสะปงที่ปกคลุมตัวปราสาท
2. ลายแม่พระธรณีบีบมวยผม - ทางเข้าโคปุระทิศตะวันออก
3. ลายการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ - ต้องปีนดู
4. ภาพสลักสัตว์คล้ายไดโนเสาร์ - โคปุระชั้นที่ 3
5. นางอัปสรที่กำลังรายรำเป็นแถว - อยู่บนคานของระเบียงคต
6. ภาพสลักพระพุทธรูปที่ถูกสกัดออกเป็นรูปศิวลึงค์
7. นาค
8. ทางเข้าตาพรมที่เป็นหน้าพระโพธิสัตว์

เราหยุดพักจากอาหารตาชั่วคราวเพื่อไปอิ่มอร่อยกับอาหารปากที่ร้านอาหารจีนในเมือง เสียดายที่ตลอดทั้งทริปฉันจำชื่อร้านอาหารได้แห่งเดียวคือพกายพรึก อาหารจีนที่ร้านนี้อร่อยทีเดียว  แต่ความกังวลใจมันมีมากกว่า แบตเตอรี่กล้องกระพริบเตือนหลายครั้งแล้วเห็นทีคงใกล้ขาดใจตาย ก็เพิ่งเคยใช้กล้องดิจิตอลกับเค้าเป็นครั้งแรก ไม่รู้แม้ระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่จึงไม่ได้เตรียมสำรองไว้ ฉันกับเพื่อนชวนกันออกมายังร้านถ่ายรูปใกล้ๆ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าคงไม่มีความหวัง สุดท้ายตัดสินใจซื้อกล้องกระดาษมา 1 ตัว ทั้งที่ไม่เคยใช้ ไม่มั่นใจในคุณภาพ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เก็บหลักฐานกลับมาเมืองไทย

หลังอาหารมุ่งหน้าสูนครวัด รถจอดที่ทางเข้าด้านหน้าทิศตะวันตก สมาชิกแตกกระจายทันทีที่ลงจากรถเพื่อหามุมถ่ายภาพมหาปราสาท น่าเสียดายที่ไม่ปรากฏเงาสะท้อนของยอดปราสาททั้งห้าบนพื้นน้ำเบื้องหน้า เพราะเรายังไม่ได้เข้าสู่บารายด้านใน ฉันได้ภาพสุดท้ายจากเจ้ากล้องดิจิม่อนตรงนี้ เดินผ่านสะพานนาคราช ระเบียงที่เต็มไปด้วยรูปสลัก เราเดินวนซ้ายตามไกด์สาลี่ไปเรื่อยๆ คำบรรยายชัดเจนไม่มีตกหล่น ภาพจำหลักที่นี่เป็นมันวาวจากฝีมือของนักท่องเที่ยวรุ่นก่อนๆ แต่ก็ทำให้ภาพจำหลักดูแตกต่างจากที่ปราสาทบายน โชคดีที่ทางกัมพูชานึกได้ก่อนที่จะสาย รั้วกั้นเล็กๆ ระยะห่างจากภาพจำหลักเกินเอื้อมถึงจึงพอจะช่วยป้องกันพวกมือบอนได้บ้าง ด้วยจำนวนภาพจำหลักที่เห็นอดคิดไม่ได้ว่าชนเขมรโบราณช่างมีช่างฝีมือมากมายเหลือเกิน ตลอดเวลาแห่งการสู้รบที่ปราสาทแห่งนี้กลับมีการสร้างสรรค์ผลงานวิจิตร แต่ไม่ว่านักรบหรือศิลปินผู้สร้างปราสาทก็คงเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ทรมานไม่แพ้กัน

ที่ระเบียงชั้นกลาง ไกด์สาลี่ไม่ได้รีบร้อนพาเราเข้าสู่ชั้นบนสุดแต่ปล่อยให้พวกเราได้นั่งพักผ่อนตามมุมต่างๆ สักพัก การขึ้นชั้นบนสุดต้องไต่บันไดสูงชันและแต่ละขั้นก็กว้างไม่ถึงคืบ ผู้สูงวัยหลายคนถอดใจ ผู้อ่อนวัยแต่ใจไม่สู้ความสูงก็ขอรออยู่ด้านล่าง ฉันไต่บันไดขึ้นไปเรื่อยๆ เหลืออีกสัก 3 ขั้นก็จะถึงชั้นบนสุด ได้ยินเสียงน้องชายตัวโตร่วมทริปซึ่งสะพายกระเป๋ากล้องใบใหญ่จึงหันกลับไปดู แล้วสุดท้ายหนูก็ต้องช่วยลุ้นช่วยรับราชสีห์ที่แข้งขาสั่นให้ตะกายปากเหวขึ้นสู่ยอดเขาได้สำเร็จ

จากชั้นบนนี้เรามองเห็นบอลลูน 2 ลูกลอยอยู่เหนือปราสาท การเที่ยวชมแบบ bird eyes view เป็นทางเลือกหนึ่งในการชมเสียมเรียบ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มย่อยที่ร่วมคณะมากับเราบ่นให้ฟังภายหลังว่าตอนจองทริปกับบริษัทนำเที่ยวมีโปรแกรมนี้รวมอยู่ด้วย แต่พอมาถึงไม่ได้ขึ้นเลยตั้งใจไว้ว่ากลับมาจะทวงเงินคืนให้ได้

“นครวัด”

1.ภาพนครวัดสะท้อนบาราย - ก่อนถึงอาคารชั้นใน เดินลงจากทางเดินสะพานนาค มาที่บารายด้านซ้าย

2.ภาพนครวัดสีทอง - ช่วงบ่ายสี่โมงเย็น

3.นางอัปสร (มีทั้งหมด 1,600 นาง)

· นางอัปสรที่ยิ้มเห็นฟัน - ข้างกำแพงประตูทิศตะวันตก หรือทิศที่เราเดินมา

· หมู่นางอัปสรที่สวยงาม - จากกำแพงชั้นนอก เดินทะลุประตูเข้าไปด้านในแล้วหันหลัง

· นางอัปสรลิ้นสองแฉก - บริเวณลานปราสาทชั้นบน เลือกสังเกตเฉพาะตัวที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ

· นางอัปสราขึ้ขโมย - กำลังเอื้อมมือไปหยิบดอกไม้ของอีกคน  ผนังกำแพงด้านขวาของซุ้มประตูชั้นที่สอง

· นางอัปสรโป๊ - หนึ่งองค์อยู่ร่วมกับนางอับสรอีกองค์ เอามือปิดไว้ด้วยความอาย อีกสององค์อยู่เรียงกันสามองค์ แต่เหมือนมีจับปิ้งปิดและผาผื่นเล็กๆปิดไว้  อยุ่ที่บรรณาลัยด้านขาวมือบนลานปรางค์ทั้งห้า

· นางอัปสรที่มีรอยยิ้มใบหน้า ลายสลักโดยรอบสวยงามที่สุด - อยู่ที่ฐานปรางค์องค์กลางด้านทิศตะวันออก ในมุมมืดที่คนไม่ค่อยสนใจ

· นางอัปสราที่ยังสลักไม่เสร็จ  - กำแพงระเบียงคตชั้นที่สองด้านทิศตะวันออก

· นางอัปสรที่ดึงชายผ้าของอีกคน

· ทรงผมนางอัปสรที่มีหลากหลายทรง

4.ลายสลักหิน — เข้าสู่กำแพงชั้นใน เดินเลี้ยวขวาเลียบตามกำแพง ยาว 600 เมตรสูง 2 เมตร

· ลายเกษียณสมุทรสวยที่สุด

5.ลานองค์ปราสาททั้ง 5 — ทางชันและแคบ ควรขึ้นทางทิศตะวันตก หรือทางเข้าหลัก มีบันไดใหญ่ขึ้นง่าย

6.องค์ปราสาทกลางที่สูงที่สุด — เดินรอบๆ จะมีบันไดและราวเหล็ก ด้านบนเป็นจุดชมวิวที่สวย

7.สะพานนาคราช

เราอำลานครวัดเพื่อขึ้นพนมบาเค็ง ภูเขาที่มีปราสาทชื่อเดียวกัน การขึ้นพนมบาเค็งทำได้ 2 ทาง คือ การเดินขึ้นตามทางที่ค่อนข้างชัน หรือการเดินหรือนั่งช้างตามทางช้างซึ่งต้องอ้อมไกลกว่า จากนั้นก็ขึ้นบันไดปราสาทพนมบาเค็งอีก 5 ชั้น เพื่อไปยังจุดดูพระอาทิตย์ตกน้ำที่บารายตะวันตก และยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล นครวัดตอนนี้มองเห็นเป็นปราสาทหลังเล็กๆ โดดเด่นกลางหมู่ไม้ 

ผู้คนจำนวนมากมาที่นี่เหมือนมีงานมหกรรม ยิ่งตอนขาลงซึ่งเริ่มขมุกขมัว…แทบจะตกปราสาทลงมาทับกันคอหักตาย

พระอาทิตย์ขึ้นและตกยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนทุกชนชาติหลงไหลไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดของโลก 

“พนมบาเค็ง”
- จุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่งดงามที่สุด แถมยังมองให้นครวัดเด่นตระงานท่ามกลางพงไพร 
- นางอัปสรนุ่งกระโปรงอัดพลีต

ข้อเสนอแนะ
• บันไดขึ้นสูงชันเกือบ 90 องศา เวลาขึ้นใช้คำว่าปีนได้เต็มปากเต็มคำ บันไดแต่ละขั้นจะแคบแค่เท้าวางตะแคง ไม่มีที่เกาะ

• เทคนิคสำคัญคือไม่ต้องปีนบันไดชั้นแรกที่สูงสามช่วงตัว เพราะขอบปราสาทด้านหนึ่งมีเนินดินสูงขึ้นมา จนเท่ากับระดับปราสาทชั้นแรก

• ชั้นที่สอง สาม สี่ และห้า คราวนี้ไม่มีทางเลือก จุดสำคัญอยู่ที่ชั้นสอง เพราะยังคงสูงอยู่ ถ้าเราผ่านชั้นนี้ไปได้ ชั้นอื่นจะเตี้ยลงเรื่อยๆ ถ้าปีนขึ้นยอดปราสาทนครวัดได้ พนมบาเค็งไม่น่ามีปัญหา

• ไม่ควรอยู่จนมืดค่ำมองไม่เห็นทาง เพราะปีนลงปราสาทยากกว่าปีนขึ้น

ปิดท้ายวันนี้ที่ร้านอาหารที่จำชื่อไม่ได้อีกเช่นเคย

25 ตุลาคม 2547  เสียมเรียบ-กรุงเทพฯ

ก่อนอำลากลับสู่กรุงเทพฯ เราใช้เวลาช่วงเช้าตรู่กับการล่องเรือในโตนเลสาบ บริเวณท่าเรือมีสภาพที่ไม่น่าดูนัก เรือแล่นช้าๆ  ให้ชมวิถีชีวิตชาวแพ ผ่านโรงเรียนลอยน้ำ โรงพยาบาล และบ้านหลายสิบหลัง มุ่งหน้าออกไปชมความงามทะเลสาบกว้างใหญ่ เรือนแพพักอาศัย แวะร้านขายของที่ระลึก และกระชังเลี้ยงจระเข้ตัวน้อย

จากนั้นก็เป็นเวลาของการช้อปปิ้งที่ตลาดในเมือง เริ่มจากตลาดสด สำหรับคนชอบทานปลาที่นี่มีปลาย่างหลากหลายรูปแบบให้เลือกซื้อหา จากนั้นก็ไปดูเสื้อ ฉันเลือกได้เสื้อลายนครวัดและนครธมมาอย่างละหนึ่ง

สุดท้ายที่วัดซึ่งจำชื่อไม่ได้อีกแล้ว เป็นที่เก็บกระดูกของผู้เสียชีวิตในสงครามไว้ส่วนหนึ่ง ระหว่างเดินชมวัดฉันเห็นตัวเลขไทยในป้ายวันที่ภาษาเขมร ได้คำตอบจากไกด์สาลี่คือ “คนไทยเอาภาษาเขมรมาใช้”

รถสองคันออกจากเสียมเรียบประมาณสิบโมงเช้ามีจุดหมายอยู่ที่ร้านพกายพรึก บนรถเราสนุกสนานกับภาษาเขมรวันละหลายคำกับไกด์สาลี่ รถวิ่งมาได้เกือบสองชั่วโมงก็ต้องจอดสนิท ไกด์สาลี่ลงจากรถไปสักพักก็กลับมาบอกว่าสะพานขาดต้องรอซ่อมประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนรถอีกคันผ่านไปก่อนแล้วจะไปรอที่ร้านพกายพรึก

ในเวลาเกือบเที่ยงพวกเราทั้งคันรถต้องฝากชีวิตไว้กับไกด์ชาวเขมรโดยไม่มีสต๊าฟของฟอเรสทัวร์

เพื่อเป็นการแก้เบื่อพวกเราเลยลงจากรถไปสังเกตการณ์ซ่อมสะพาน โครงเหล็กของสะพานหลุดออกจากกันตกลงไปในน้ำต้องรอรถยกมาช่วยประกอบสะพานใหม่

สองข้างทางเป็นทุ่งนาเขียวขจีสุดสายตา มองซ้ายขวาหน้าหลังไม่เห็นบ้านเรือนสักหลัง มีเพียงเพิงเล็กๆ ใกล้กับสะพาน น่าแปลกก็ตรงที่รถขายซาลาเปา ลูกชิ้นปิ้ง เครื่องดื่ม ทะยอยกันมาจอดเทียบ บางคนก็หิ้วกระติกใบใหญ่เดินตามรถที่จอดต่อกันเป็นแถวยาว อดสงสัยไม่ได้ว่าสะพานพังนี้คงมีเป็นประจำ ตลอดทางผ่านตั้งหลายสะพาน ในวันๆ ไม่สะพานใดก็สะพานหนึ่งต้องพัง พ่อค้าแม่ค้าถึงได้มาบริการได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ ไกด์สาลี่ซื้อซาลาเปามาประทังชีวิตพวกเราไว้ก่อนเพราะความหวังที่จะไปถึงพกายพรึกภายในเวลาบ่ายโมงเริ่มริบหรี่

บ่ายโมงกว่าๆ ได้ยินเสียงเฮมาจากสะพาน รถเริ่มเคลื่อนตัวตามกันผ่านสะพานอย่างระมัดระวัง เห็นสภาพสะพานที่ซ่อมแล้วแอบคิดในใจว่าดีนะที่รถเราอยู่คันแรกๆ ถ้าสะพานพังอีกรอบเราคงต้องตกค้างอยู่ที่เขมรเป็นแน่แท้

บ่ายสองโมงที่ร้านพกายพรึก คนแน่นร้านเพราะทะลักมาพร้อมๆ กัน สต๊าฟจากรถคันแรกรีบเข้ามาถามไถ่ทุกข์สุข ไม่มีใครสนใจนักเพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่กว่า และซึ้งในน้ำใจที่ไม่เคยดูแลกันมามากพอแล้ว ไม่ต้องมาทำดีเอาวันสุดท้ายหรอก

หลังอาหารเราก็กลับเข้าสู่ทางเกวียนกันอีกรอบ ถึงปอยเปตตอนโพล้เพล้ ร่ำลาไกด์สาลี่และเพื่อนร่วมทางบางคนที่มาจากต่างทัวร์ หญิงสาวไม่ปรากฏนามที่ติดรถมาด้วยตั้งแต่ร้านพกายพรึกคืนพาสปอร์ตให้เราผ่านแดน

รถทัวร์เคลื่อนออกจากตลาดโรงเกลือประมาณทุ่มครึ่ง…แล้วพบกันใหม่…เสียมเรียบ

ตามไปดูรูปต่อที่นี่

SiemReap1

 SiemReap2

ถึงบ้านได้ไม่กี่วันฉันโทร. ไปเล่าถึงการบริการตามความเป็นจริงของฟอเรสทัวร์กับเจ้าหน้าที่คนเดิมที่รับจองทัวร์ของพวกเรา เธอรับฟังด้วยดี ขอบคุณกับคำชม และเอ่ยปากขอโทษในเรื่องที่ฉันติ ฉันวางโทรศัพท์ลงด้วยความสบายใจ อย่างน้อยการรับฟังของเธอก็ช่วยให้ฉันหายขุ่นมัวลงได้

…แต่เพราะความไม่ยอมรับความจริงของสต๊าฟประจำทริปที่ฉันมารู้ภายหลังว่ามีตำแหน่งเป็นถึงผู้จัดการบริษัท ซึ่งได้โทร. กลับมาหาฉันในตอนเย็นของวันเดียวกัน ถ้อยคำและน้ำเสียงที่ใช้…ทั้งตะคอกและข่มขู่… ฉันจึงต้องตัดสายทิ้งเพราะพูดกันไปก็คงไม่รู้เรื่อง…

“คุณมีปัญหาอะไรกับการจัดทัวร์ของผมหรือ” ฯลฯ

แม้ว่าการเดินทางจะจบลงหลายวันแล้ว… แต่เรื่องระหว่างฉันกับฟอเรสทัวร์ลากยาวกันไปถึง ททท.

เมื่อถูกเรียกไป ททท. เขาคนเดิมที่โทร. มาตะคอกฉันกลับเอ่ยอ้างได้ไม่อายปากว่าปกติเป็นคนพูดเสียงดังอาจทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด เฮ้อ…คนหนอคน! ทำไมไม่เรียกฉันไปถามอีกคนว่าถ้อยคำที่พูดออกมาน่ะมันว่าอย่างไรบ้าง

เรื่องจบลงหลังปีใหม่ด้วยหนังสือเตือนจาก ททท. ถึงบริษัทในการให้บริการตามข้อตกลงกับลูกค้า และการเก็บพาสปอร์ตของลูกค้าไปโดยที่คนเก็บไม่ได้อยู่กับลูกค้าตลอดเวลา

…ลาก่อน…ฟอเรสทัวร์

อ่าน จดหมายถึง ททท.

อ่าน จดหมายตอบจาก ททท. หน้า 1 หน้า 2

เขียนไว้เมื่อ 16 มกราคม 2550


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 37
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 08.48 น.
http://www.oknation.net/blog/SingMueSai
บล็อกหลังที่สอง http://www.oknation.net/blog/SingMeuSai2......บล็อกหลังที่สาม http://www.oknation.net/blog/SingMeuSai3

ยังไม่เคยไปเขมรสักทีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 36
Ch.Minivet วันที่ : 01/05/2008 เวลา : 08.42 น.
http://www.oknation.net/blog/ChMinivet
ลงชื่อคัดค้านการเปิดสัมปทานให้เอกชนเข้าไปจัดการในพื้นที่บริการของอุทยานแห่งชาติ http://www.oknation.net/blog/vickie/2008/09/23/entry-2


สุดสัปดาห์นี้ ไปไหนเอ่ย...

... ... ...

หยุดยาวกลางเดือนไปเที่ยวไหนเอ่ย...

มีที่ไหนน่าสนใจมะคะ.. ถ้ามี ชวนด้วยน้า
ความคิดเห็นที่ 35
นาราด้า วันที่ : 30/04/2008 เวลา : 17.19 น.
http://www.oknation.net/blog/tarot
Seeress

สวัสดียามเย็นนะคะ
ความคิดเห็นที่ 34
chedtha วันที่ : 22/04/2008 เวลา : 13.49 น.
http://www.oknation.net/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)

คนไทยที่เยอรมนี จัดทั้ง ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง
และอื่นๆครับ ที่นี่ มี สมาคมวัฒนธรรมไทยหลายแห่ง อยู่ตามเมืองต่างๆ
เผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้คนไทยและคนชาติอื่นๆในเยอรมนีได้รับรู้

ทำอาหารไทยขายในเทศกาลต่างๆ มีนาฏศิลป์ไทยมาแสดงด้วย
แต่ผมไม่ค่อยได้ไปร่วมงานกับเขาหรอกครับ
ความคิดเห็นที่ 33
ครูเก๋ วันที่ : 22/04/2008 เวลา : 00.10 น.
http://www.oknation.net/blog/clear
++Clear : ชัดเจน จริงใจ ตรงไปตรงมา++

ข้อมูลปึ้กจริงๆค่ะ นับถือๆ
ความคิดเห็นที่ 32
Ch.Minivet วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 22.09 น.
http://www.oknation.net/blog/ChMinivet
ลงชื่อคัดค้านการเปิดสัมปทานให้เอกชนเข้าไปจัดการในพื้นที่บริการของอุทยานแห่งชาติ http://www.oknation.net/blog/vickie/2008/09/23/entry-2


ยังไม่เคยไปโรยค่า...

ไปกันหมดแล้วเหรอคะ.. แล้ว Ch.Minivet จะไปกับใครเนี่ยยย.. เฮ่อ!

... ... ...

รับ Postcard ด้วยจ้า.. มาส่งด้วยตัวเองโรย อิอิ
ความคิดเห็นที่ 31
คนเล่าเรื่อง วันที่ : 21/04/2008 เวลา : 11.57 น.
http://www.oknation.net/blog/daniel

ไปเที่ยวมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยังจำได้ถึงความสาหัสสากกรจ์ของการเดินทางทางบก แล้วก็อากาศที่ร้อนสุดใจขาดดิ้นในเดือนเมษายน
แต่ก็สนุกสุดยออด ผสมกับความตื่นเต้นกับความอิ่มเอมในปัญญาที่ได้พบเห็และรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของปราสาทและโบราณสถานต่างๆ กะว่าจะหาโอกาสไปเยือนอีกครั้งครับ
ความคิดเห็นที่ 30
Je@b วันที่ : 19/04/2008 เวลา : 19.23 น.
http://www.oknation.net/blog/wujira
The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes.ความลับของความสำเร็จ คือ เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง

แวะมาส่งยิ้มค่ะ .... อดจะอ่านเรื่องดี ๆ ไม่ได้
ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้รู้ข้อมูลเพิ่มอีกเรื่องนึง

น่าสนใจมากเลยค่ะ ทั้งเนื้อหาและรูปภาพ :)
ความคิดเห็นที่ 29
มารูโกะ วันที่ : 17/04/2008 เวลา : 20.56 น.
http://www.oknation.net/blog/maruko

กลับมาขอบคุณคะแนนของคุณซันตะวันยิ้มอีกรอบ เพิ่งเห็นจ้า
ความคิดเห็นที่ 28
มารูโกะ วันที่ : 17/04/2008 เวลา : 20.55 น.
http://www.oknation.net/blog/maruko

สวัสดีหลังสงกรานต์เบิกบานทั่วหล้าค่ะ
คุณวิตามินบี - ขอบคุณค่ะ
คุณ coolwater - เก็บของลงกระเป๋าแล้วต้องไปนะคะ
คุณนาราด้า - สวัสดีอีกรอบค่ะ
คุณสุนทรเสก - ขอบคุณที่แวะมาค่ะ
คุณ workingwomen - หาโอกาสไปให้ได้นะคะ รับรองประทับใจ
คุณซันตะวันยิ้ม - นักดนตรีที่บรรเลงอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้พิการจากการถูกกับระเบิดที่ตกค้างตั้งแต่สงครามค่ะ ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ได้ช่วยเหลือให้พวกเขามีงานทำ
ความคิดเห็นที่ 27
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 17/04/2008 เวลา : 20.48 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

เอนทรีนี้ได้ใจ ได้คะแนน
ความคิดเห็นที่ 26
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 17/04/2008 เวลา : 20.45 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

น่าสังเกตุว่าตามปราสาทจะมีการบรรเลงดนตรีหลายแห่งแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งที่เขาพนมรุ้งของเราก็มีเช่นกัน แต่รู้สึกว่า ที่บันทายสรี จะมี 2-3 วง ในช่วงที่ไป และปราสาทตาพรหม ก็มีเป็นระยะ สร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้ดี
บรรยายได้ดีมากและภาพก็สวย ขอบคุณมากครับ
ความคิดเห็นที่ 25
workingwomen วันที่ : 17/04/2008 เวลา : 00.30 น.
http://www.oknation.net/blog/arada

มาขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมกันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลการท่องเที่ยวด้วยค่ะ

สักวันคงมีโอกาสได้ไปสัมผัสบรรยกาศ

ที่สวยงามแบบนี้บ้าง

สวัสดีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 24
สุนทรเสก วันที่ : 16/04/2008 เวลา : 23.31 น.
http://www.oknation.net/blog/nasan2513

แต่ละภาพ งามแต้ๆ เจ้า...ชอบมากเลย
ความคิดเห็นที่ 23
นาราด้า วันที่ : 16/04/2008 เวลา : 07.24 น.
http://www.oknation.net/blog/tarot
Seeress

อรุณสวัสดิ์ยามเช้านะคะ คุณ มารูโกะ ที่น่ารัก...
ความคิดเห็นที่ 22
coolwater วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 16.43 น.
http://www.oknation.net/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

อยากไปบ้างจังเลย
อ่านจบแล้วเตรียมจัดของลงกระเป๋าเลยดีไหมเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 21
วิตามินบี วันที่ : 15/04/2008 เวลา : 00.55 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


ขอให้สายใยรักในครอบครัว
เหนียวแน่นเป็นเกลียวกลมแห่งความผูกพันตลอดไปนะคะ
สวัสดีวันสงกรานต์และวันแห่งครอบครัวค่ะ
ความคิดเห็นที่ 20
มารูโกะ วันที่ : 14/04/2008 เวลา : 21.55 น.
http://www.oknation.net/blog/maruko

คุณ drdan - ขอบคุณมากๆ นะคะ สำหรับคำอวยพร
คุณสอนสุพรรณ - ถ้าสนใจอยากไปไฉนไม่ร่วมไปกับทริปนอกรอบล่ะคะ และขอบคุณมากนะคะสำหรับคำอวยพร
คุณ chedtha - คนไทยที่เยอรมันเล่นสงกรานต์กันไหมคะ ขอให้มีความสุขเช่นเดียวกันค่ะ
คุณปรัตยา - อย่าไปเกลียดเค้าเลยค่ะ รักกันไว้ดีกว่าเนอะ
คุณนาราด้า - ขอบคุณนะคะ แต่มารูโกะคงไม่เป็นแม่หมอแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 19
นาราด้า วันที่ : 14/04/2008 เวลา : 08.11 น.
http://www.oknation.net/blog/tarot
Seeress

สวัสดียามเช้าค่ะ คุณมารูโกะ สุขสันต์วันครอบครัวนะคะ...ดีใจมากเลยค่ะที่ทราบว่าคุณมารูโกะเป็นแม่หมอยิปซี...กลับมาดูเหมือนเดิมนะคะ...
ความคิดเห็นที่ 18
ปรัตยา วันที่ : 14/04/2008 เวลา : 00.05 น.
http://www.oknation.net/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

น่าอิจฉาที่ได้ไปเยือนอังกอร์วัด อยากไปมั่งแต่เกลียดเขมร (ผมเป็นพวกแบ่งแยกชนชาติเผ่าพันธุ์)


เขียนได้ดีมากเลยครับ



ความคิดเห็นที่ 17
chedtha วันที่ : 13/04/2008 เวลา : 04.44 น.
http://www.oknation.net/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)

สวัสดีปีใหม่ไทย
สุขสันต์วันสงกรานต์
ขอให้มีความสุขมากๆ และมีโชคดีตลอดทั้งปีนะครับ
ความคิดเห็นที่ 16
สอนสุพรรณ วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 20.50 น.
http://www.oknation.net/blog/phaen
  ส่งเสริม    สืบสาน    สร้างสรรค์    ศิลปวัฒนธรรม 

เต็มอิ่มจุใจ อยากไปบ้างจังเลยครับ...

สุขสันต์วันปีใหม่ไทย ขอให้มีความสุขมาก ๆ นะครับ...
ความคิดเห็นที่ 15
drdan วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 18.01 น.
http://www.oknation.net/blog/kriengsak

สุขสันต์วันสงกรานต์
ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบชีวิต ยาวยืน สดใส ปราศจาก ทุกขโศก โรคภัย เป็นร่มใจ ให้ลูกหลาน ชั่วนานปี

ความคิดเห็นที่ 14
มารูโกะ วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 16.20 น.
http://www.oknation.net/blog/maruko

คุณนาราด้า - ขอบคุณมากนะคะ มารูโกะก็ชอบทริปนี้มากๆ ค่ะ ถึงต้องเอาเขียนอีกรอบเพื่อลบความอยากไปทัวร์นอกกรอบ
คุณมะอึกขา หนูไม่ได้ทำบัญชีจริงๆ นะคะ ข่าวผิดพลาดแล้วล่ะค่ะ
คุณ joeyman - เช่นกันค่ะ สักวันคงได้ไปอีกนะคะ
ความคิดเห็นที่ 13
joeyman วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 14.58 น.
http://www.oknation.net/blog/inmind

บันทายศรีสวยมากครับ อยากกลับไปอีกครั้งจังเลย
ความคิดเห็นที่ 12
มะอึก วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 14.57 น.
http://www.oknation.net/blog/panakom

มารูโกะเล่าเรื่องราวได้ละเอียดครับ
ผมจะแอบเข้ามานั่งอ่านอีก
หายากเหมือนกันสำหรับคนที่เขียนเล่าเรื่องได้สนุก
.
คนทำงานด้านบัญน้ำบัญชี...จะเก็บรายละเอียดของเรื่องราวได้ดีครับ
ชื่นชอบ.....
.
ความคิดเห็นที่ 11
นาราด้า วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 14.12 น.
http://www.oknation.net/blog/tarot
Seeress

ชอบทริปนี้มากเลยค่ะ...ขอบมากนะคะที่พาไปเที่ยว..โหวต 1 นะคะ
ความคิดเห็นที่ 10
มารูโกะ วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 13.44 น.
http://www.oknation.net/blog/maruko

คุณก้อนหิน8887 มารูโกะอยากจะทำบุญ แล้วไม่ยอมทำให้อย่างนี้จะทำไงดีเนี่ย จับมาตีมือดีไหมน้า...
ความคิดเห็นที่ 9
มารูโกะ วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 13.26 น.
http://www.oknation.net/blog/maruko

ขอให้สุขสันต์กันทั่วทุกตัวคนในเทศกาลสงกรานต์ค่ะ
คุณ Supawan มาเจิมคนแรกดีใจค่ะ
คุณลุงต้าลี่+คุณ Patong เห็นด้วยค่ะ มารูโกะอยากไปอีกมากๆ ค่ะ แต่ปราสาทขอมในเมืองไทยก็สวยๆ เยอะนะคะ
คุณวิกูล+คุณ feng_shui - ดีใจที่แวะมาค่ะ

ใครไปเที่ยวสงกรานต์กลับมาเล่าสู่กันบ้างนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8
feng_shui วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 12.46 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

แวะมาเที่ยว ค่ะ
และขอสวัสดดีปีใหม่ไทยด้วยค่ะ



ความคิดเห็นที่ 7
วิกูล วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 12.45 น.
http://www.oknation.net/blog/wikulponang

เยี่ยม...
ความคิดเห็นที่ 6
Patong วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 11.09 น.
http://www.oknation.net/blog/Patong

ยิ่งอ่าน...ยิ่งตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของชนชาติลุ่มน้ำโขงค่ะ...

สุขสบายดีนะคะ คุณมารูโกะ
ความคิดเห็นที่ 5
ก้อนหิน8887 วันที่ : 11/04/2008 เวลา : 10.50 น.
http://www.oknation.net/blog/TonKaew