พิมพ์หน้านี้
|
วันหยุดเทศกาลเข้าพรรษาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วฉันได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านเพื่อนคนหนึ่งที่อุบลราชธานี ซึ่งทำให้ได้เที่ยวอิสานใต้หลายจังหวัด ตั้งแต่อุบลฯ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมภ์ จำไม่ได้หมดว่าไปที่ไหนมาบ้าง แต่ที่ติดค้างไม่ได้ไปและจำขึ้นใจจนวันนี้ก็คือ ปราสาทพระวิหาร ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในตอนนี้
วันนั้นเราตีรถจากอุบลฯ อันเป็นฐานที่มั่นมุ่งหน้าไปปราสาทพนมรุ้งตั้งแต่เช้ามืด ประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ เราก็กลับมาที่ อ. กันทร์ลักษณ์ เพื่อเข้าชมปราสาทพระวิหาร แต่ปรากฏว่าเรามาไม่ทันเวลาปิดด่านขาออก เลยได้แต่ชะเง้อคอมองหลังนักท่องเที่ยวกลุ่มสุดท้ายที่เดินอยู่ในเส้นทางสู่ปราสาทพระวิหาร
จนกระทั่งบ่ายสองโมงกว่าๆ ของวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ฉันก็มายืนอยู่ที่จุดผ่านแดนสู่ปราสาทพระวิหารอีกครั้ง อากาศร้อนอบอ้าว เมฆก้อนใหญ่ๆ หลายก้อนก่อตัวอยู่ริมขอบฟ้า แอบภาวนาในใจขอให้ฟ้าอย่าโปรยฝนลงมาจนกว่าเราจะกลับมาถึงรถด้วยเถอะนะเจ้าคะ ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นในบริเวณลานจอดรถ
ในวันนั้นฉันรู้เพียงแค่ว่าปราสาทแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่ยังไม่ได้รับรู้ถึงปัญหามากมายของเขาพระวิหาร
จากจุดผ่านแดนเราเดินดุ่มไปตามทางซึ่งเป็นถนนลาดยางช่วงสั้นๆ จากนั้นก็เดินผ่านลานหินเข้าสู่ประตูกั้นใกล้กับทางน้ำสายเล็กๆ ซื้อบัตรเข้าชม และเดินผ่านร้านค้าที่แสนจะรกรุงรังเพื่อขึ้นสู่ตัวปราสาทในทันที
ที่เชิงบันไดทางขึ้นฉันแหงนหน้ามองขึ้นไปยังด้านบน จากด่านมาจนถึงจุดนี้เหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็รวมตัวกันจนกลายเป็นลำธารไปซะแล้ว แต่ก็เอาเถอะคนขี้ร้อนอย่างฉันชินแล้ว ก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างไปเร่งรีบมากกนัก แต่กว่าจะถึงด้านบนคำถามที่ว่ามาให้ลำบากทำไมว่ะเนี่ยก็ผุดขึ้นมาในหัว 2-3 ครั้ง คำถามนี้มันเกิดทุกทีเวลาเดินขึ้นเขา...ถ้าเป็นทางราบถึงไหนถึงกันไม่หวั่นเลยจริงๆ นะ
เมื่อก้าวผ่านบันไดร้อยกว่าขั้นไปถึงลานนาคราชได้ ฉันจึงต้องใช้เวลาพักที่นี่นานหลายนาที สังเกตเห็นกลุ่มคนมีเครื่องมือตรวจวัดคล้ายกับกำลังมีการซ่อมแซมตัวปราสาทอยู่บริเวณโคปุระชั้นที่ 5 แปลกใจนิดหน่อยที่แม้จะยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกชาวเขมรก็เข้ามาจัดการกับตัวปราสาทกันอย่างคึกคัก ถ้าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงปราสาทพระวิหารก็คงจะกลับมาสวยงามตระการตามากกว่าที่ได้เห็นในวันนี้มากนัก
ทางขึ้นโคปุระด้านขวามือของเราตอนนี้คือทางสู่ช่องบันไดหัก ทางขึ้นลงปราสาทพระวิหารของชาวเขมร
เมื่อความรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจลดน้อยลงแล้วเราจึงมุ่งหน้าสูโคปุระชั้นที่ 4 ระหว่างทางด้านซ้ายมือจะเห็นสระสรงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีน้ำขังอยู่ก้นสระ อพปร. หลายคนกำลังตะกายขึ้นมาจากด้านล่าง จากที่ได้ยินเข้าใจว่าคงจะลงไปสัมผัสน้ำศักดิ์สิทธิ์ในสระนั้น
ทางเดินสู่โคปุระชั้นที่ 4 มีเสานางเรียงตั้งอยู่ทั้งสองด้าน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะหักพังลงไปนอนอยู่ด้านล่างซะมากกว่า เมื่อถึงโคปุระชั้นที่ 4 เราก็พบกับหน้าบันรูปการกวนเกษียรสมุทร และทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์
เส้นทางยกพื้นปูลาดด้วยหินทรายก้อนใหญ่นำเราไปสู่โคปุระชั้นที่ 3 ...ขอถอนใจอีกเฮือก... ปีนขึ้นบันไดชันๆ อีกแล้ว
ที่โคปุระชั้นที่ 3 นี้มีขนาดใหญ่ที่สุด และสภาพสมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย มีหน้าบันและทับหลังที่น่าสนใจหลายจุด โดยเฉพาะหน้าบันรูปพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ทับหลังรูปพระนารายณ์สี่กรทรงครุฑ หน้าบันรูปพระอิศวรบนหลังโคอุศุภราช เราเลยจึงหยุดพักและถ่ายภาพกันที่นี่นานสักหน่อย จากชั้นนี้เรามองเห็นธงชาติไทยบนผามออีแดงโบกไสวไกลริบๆ ย้ำเตือนกันอีกครั้งว่าตอนนี้เราอยู่นอกประเทศไทย เราเดินสวนกับ อพปร. กลุ่มใหญ่ที่กำลังทะยอยกลับลงไป
เมื่อก้าวพ้นโคปุระชั้นที่ 3 ออกมาได้ตรงหน้าเราคือทางเดินหินที่มีเสานางเรียงแล้วต่อด้วยสะพานนาคราชทอดตัวยาวไปจนจรดบันไดทางขึ้น
โคปุระชั้นที่ 2 เป็นอาคารหลายหลัง ทั้งมณเทียรหน้า มณเทียรกลาง เฉลียง และบรรณาลัย มีเสาหินทรายสูงใหญ่ แต่น่าเสียดายที่ซุ้มประตูของอาคารงล้วนแต่แตกหักเสียหายกลายเป็นซากปรักหักพังลงมากองก่ายกันอยู่บนพื้นดินเป็นจำนวนมาก
ในที่สุดเราก็เข้าสู่โคปุระชั้นที่ 5 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้าย ปรางค์ประธานตั้งอยู่กลางซากปรักหักพัง ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ปรางค์ประธานหลังนี้ถ้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์คงจะอลังการยิ่งใหญ่เป็นที่สุดทีเดียว
ด้านบนของปรางค์ประธานมีการจัดพื้นที่ไว้สำหรับกราบไหว้บูชาแต่ฉันไม่ได้ขึ้นไป อธิษฐานเงียบๆ ในใจขอให้สองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จะได้มีโอกาสมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกสักครั้ง
ตรงบันไดทางขึ้นมีกล่องรับบริจาคของสภากาชาดกัมพูชาตั้งอยู่ 1 ใบ มีเงินเรียลใส่อยู่ก่อนหลายฉบับ แม้มั่นใจนักว่าจะมาจากกาชาดจริงแต่ฉันก็ควักเงินหยอดลงไปจนได้ ก็แค่หวังว่าจะให้เป็นกำลังใจกับคนดูแลปราสาทแสนสวยแห่งนี้
เดินผ่านระเบียงคดออกไปทางด้านข้างของตัวปราสาท มีบรรณาลัยทางด้านซ้ายและขวาอีก 2 หลัง เลยไปอีกนิดก็คือเป้ยตาดี หน้าผาสูงชัน มุมมองตรงนี้สวยได้ใจจริงๆ รสนิยมของผู้เป็นสถาปนิกประจำปราสาทพระวิหารแห่งนี้ช่างแสนวิเศษ
ณ จุดนี้ ประชาชนสามารถสัมผัสเทพเจ้า ในขณะที่เทพเจ้าก็เฝ้าดูปวงประชา...
ด้านล่างของหน้าผามีถนนลูกรังสายหลักมุ่งหน้าสู่เมืองพระนคร ตรงสามแยกมีถนนลูกรังอีกเส้นที่ฉันคาดเดาเอาว่าคงเป็นเส้นทางสู่ช่องบันไดหักเพื่อตัดขึ้นสู่ปราสาทพระวิหาร บ้านเรือนกระจายตัวกันอยู่หลายสิบหลังเรือน ยืนรับลมเย็น อากาศสดชื่นได้สักพักก็ถึงเวลาต้องกลับกันซะแล้วเดินย้อนกลับมาตามทางเก่าแต่ไม่ลืมแวะไปยังจุดที่ตั้งของปืนใหญ่ ซึ่งมองเห็นผามออีแดงได้ถนัดชัดตา อย่าได้มีปัญหาใดๆ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องกลับมาต่อสู่กันอีกเลย
วันนี้ปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้ว แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวชาติใดในโลกที่ได้เข้าเยี่ยมชม แถมแต่ละชาติยังมีประกาศเตือนประชาชนของตนไม่ให้เข้าใกล้บริเวณเขาพระวิหารอีกต่างหาก ปราสาทพระวิหารกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของการปะทะระหว่างคนไทยด้วยกัน ระหว่างคนไทยกับคนเขมร ทหารไทยและทหารเขมรต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธลาดตระเวนตามแนวเขตแดนที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ไม่รู้ว่าวันไหนเหตุการณ์รุนแรงจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ปัญหาในวันนี้ใครจะเป็นคนแก้... ปราสาทพระวิหาร...มรดกของโลก...ขออย่าได้กลายเป็นเพียงมรดกเลือดเลย
ขอมูลแถมท้ายจาก wikipedia.org
แผนที่ปราสาทพระวิหาร |