*/
  • ท้องทะเลสีคราม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-09-20
  • จำนวนเรื่อง : 191
  • จำนวนผู้ชม : 82452
  • จำนวนผู้โหวต : 4
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม 2565
Posted by ท้องทะเลสีคราม , ผู้อ่าน : 265 , 12:03:32 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แนะนายกฯ ดูงานไต้หวัน บันได 5 ขั้นแก้ปัญหา “ราคาสินค้าเกษตร” สูงแบบยั่งยืน หากจริงใจกับเกษตรกร อย่าใช้วิธีตรึงราคา ต้องศึกษาประเทศที่พัฒนาด้านเกษตรกรรมแบบยั่งยืน

 

 

หากอยากให้ราคาสินค้าต่ำลง ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการตรึงราคา เพราะการตรึงราคาสินค้าเกษตรเท่ากับการบีบเกษตรกรให้ยิ่งแย่ลงไปอีก จนในที่สุดอาชีพเกษตรกรจะค่อย ๆ ล้มหายตายจากไป เพราะทนถูกกดราคาขายไม่ไหว ในขณะที่ต้นทุนยังผันผวน แต่รัฐต้องช่วยเกษตรกรให้ปลูกมากขึ้น เลี้ยงมากขึ้น เพิ่มเทคโนโลยี สอนการบริหารจัดการ ให้รู้จักปรับปรุงทั้งกระบวนการ

 

ยกกรณีศึกษาของไต้หวันว่าทำอย่างไรจึงทำให้เกษตรกรมีฐานะดีและประชาชนเข้าถึงสินค้าเกษตรในราคาไม่สูง ล่าสุดยังอัดฉีดงบประมาณกว่า 48,000 ล้านบาท ช่วยเกษตรกรปรับตัว โดยคณะกรรมการกิจการการเกษตร (Council of Agriculture: COA) ซึ่งเป็นหน่วยงานเทียบเท่ากระทรวงเกษตรฯ ของไต้หวันรายงานต่อ National Development Council (NDC) ว่า ได้วางแผนการให้ความช่วยเหลือภาคการเกษตร โดยใช้งบประมาณรวม 48,113 ล้านบาท ช่วงระหว่างปี 2565-2568 เพื่อดำเนินโครงการ Green Environmental Benefit Project ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำการเกษตร และยกระดับของอุปทานในสินค้าเกษตรที่ผลิตจากไต้หวัน พร้อมทั้งดูแลรักษาทรัพยากรและพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงผลักดันการเกษตรแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาดหวังว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและยกระดับคุณภาพของข้าวไต้หวันให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรด้วย

 

เปิดกรณีศึกษาของไต้หวันที่สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยผ่านบันได 5 ขั้น

 

ขั้นที่ 1 : แก้ปัญหาเรื่องน้ำ ต้องทำระบบชลประทานให้ดี

ตรงนี้ประเทศไทยมีคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ แต่วันนี้ยังขับเคลื่อนไปไม่ถึงไหน ควรขุดบึงขนาดใหญ่ เพื่อเก็บกักน้ำให้เป็นระบบก็ไม่ทำ ติดแค่เรื่องกระจายงบประมาณ จึงได้แต่ขุดบ่อเล็กๆ เป็นเบี้ยหัวแตก เมื่อถึงหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำเก็บ ถึงหน้าฝนน้ำก็ท่วม มีผลไปถึงต้นทุนอาหารที่สูงขึ้น แต่เกษตรกรกลับถูกดราคาสินค้า มีแต่แย่กับแย่

ขณะที่รัฐบาลไต้หวันจัดสรรงบประมาณเพื่อทำเรื่องน้ำโดยเฉพาะ โดยชี้แจงว่า หากน้ำมากขึ้นจะสามารถทำการเกษตรได้มากขึ้น เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น แต่ราคาสินค้าเกษตรจะถูกลง โดยไต้หวันมีโครงการ Green Environmental Benefit Project ครอบคลุมมาตรการในการให้ผลตอบแทนด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรต่างๆ รวมถึงผลตอบแทนจากการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของพื้นที่การเกษตร การผันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไต้หวันยังต้องพึ่งพาการนำเข้า แทนการปลูกข้าว การบริหารการใช้ทรัพยากรน้ำ การวางแผนและใช้งานระบบชลประทานภายในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริมให้เพาะปลูกในแบบ Dry Farming

ไต้หวันมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 43,200 ไร่ คาดว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยคงพื้นที่ปลูกข้าวให้มีประมาณ 39,200 - 40,800 ไร่ตามเป้าหมาย ในขณะที่กรมทรัพยากรน้ำก็คาดว่าจะสามารถช่วยประหยัดน้ำในการทำการเกษตรได้มากกว่า 4,200 ตันต่อปี

 

ขั้นที่ 2 : ปลูกพืชมูลค่าสูงแทนข้าว

การปรับตัวของภาคการเกษตรของไต้หวัน มีรัฐบาลที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ต้องนำเข้า เพื่อทดแทนการปลูกข้าว ตรงนี้อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในอนาคตได้ เพราะผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน มะพร้าว และมังคุด ถือเป็นผลไม้สำคัญที่ไต้หวันต้องนำเข้า และที่ผ่านมาเกษตรกรไต้หวันเองก็พยายามที่จะพัฒนาการปลูกทุเรียนและมังคุดเองมาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐก็อาจทำให้ไต้หวันสามารถขยายพันธุ์ทุเรียนและมังคุดเองได้ จนอาจลดการนำเข้าจากไทยได้เช่นกัน เมื่อน้ำเพียงพอ เกษตรกรก็มีตัวเลือกในการปลูกพืชที่ให้มูลค่าสูงกว่า ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงต้องเข้าใจและส่งเสริมให้ถูกจุด

 

ขั้นที่ 3 : กองทุนปลอดดอกเบี้ย

ยามวิกฤตโรคระบาดในปศุสัตว์ ต้องมีกองทุนปลอดดอกเบี้ยไปช่วยเหลือเกษตร ไม่ให้ล้มหายตายจาก หากไม่เข้าไปช่วยเหลือ เกษตรกรจะเลิกเลี้ยงสัตว์ ตามหลักการตลาด เมื่อสินค้าน้อยลงราคาก็สูงขึ้น แต่เกษตรกรน้อยรายที่อยู่รอด กลับถูกควบคุมราคา ทำให้อาชีพเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพที่เสี่ยงสูงและถูกควบคุมราคา เพราะความไม่เข้าใจของรัฐบาล จึงไม่เคยวางแผนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ถูกที่

แต่ในไต้หวันมีการจัดตั้งกองทุนเกษตรกร เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของปัจจัยต่างๆ เช่น ด้านสภาพแวดล้อมจากภาวะโลกร้อน น้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นต้น

 

ขั้นที่ 4 : เพิ่มจำนวนเกษตรกรให้มากขึ้น

ภาครัฐต้องเพิ่มจำนวนเกษตรกรให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยี และนำความรู้ใหม่ๆ ถ่ายทอดให้กับเกษตรกร โดยรัฐต้องช่วยเหลือด้านการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ การเพาะปลูก โดรน และการบริหารจัดการความปลอดภัยและสุขอนามัย

ที่ไต้หวันใช้งานวิจัยและพัฒนา ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรไต้หวันประสบความสำเร็จในการขยายพันธุ์เงาะในเชิงพาณิชย์ จนมีวางขายในตลาดได้แล้ว ดังนั้น เกษตรกร/ผู้ส่งออกไทยจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสินค้าให้อยู่ในระดับที่ดี รวมถึงการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการรักษาความสม่ำเสมอของผลผลิตสินค้าให้มีตลอดปี นับเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาตลาด

 

ขั้นที่ 5 : ทำความเข้าใจเรื่องกลไกตลาดกับการบริหารจัดการราคาแบบยั่งยืน

ไต้หวันมองว่า การประกาศนโยบายด้านการเกษตรต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจกลไกตลาด หน้าที่ของภาครัฐคือเพิ่มจำนวนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นการเพิ่มสินค้าเข้าสู่ตลาด ตามหลักการตลาดที่ว่าเมื่อซัพพลายสู่ตลาดมีมากขึ้น ราคาก็จะลดต่ำลงมาเอง เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่หากไปบีบราคา โดยไม่พัฒนาที่ซัพพลาย จะนำไปสู่การล่มสลายของอาชีพเกษตรกร ซึ่งประเทศกำลังพัฒนามักใช้วิธีนี้จึงมีเกษตรกรที่ยากจน ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเกษตรกรจะมีฐานะดี

 

ดังนั้น หน้าที่ของรัฐไม่ใช่การควบคุมราคาหรือตรึงราคา แต่ควรจะหาตลาดให้เกษตรกร ช่วยทำให้เกษตรกรมีต้นทุนถูกลง จากการปรับตัว เพิ่มซัพพลายสู่ตลาด ขยายดีมานด์ให้มีความต้องการสูงขึ้น ก็จะทำให้การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรเป็นไปอย่างยั่งยืน

 

ไต้หวันยังมีความตกลงการค้าเสรีที่มีมาตรฐานสูง ในแง่ของการเปิดตลาดการค้าสินค้าเกือบทั้งหมดของ ประเทศสมาชิก ซึ่งส่งผลดีต่อการกระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและการค้นคว้าวิจัย อีกทั้งยังเป็นการ เสริมสร้างบทบาทที่สำคัญของไต้หวันในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้คนอยากหันมาทำอาชีพเกษตรกร

 

สรุปได้ว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นสิ่งที่ไต้หวันได้ทำให้เกษตรกรหลุดพ้นความยากจน และได้บรรจุลงในแผนพัฒนาปี 2565 – 2568 ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมเกษตรเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีความยั่งยืน ซึ่งภาครัฐของประเทศไทยมีการพูดถึงเป็นระยะ แต่ขาดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม หากบริหารจัดการระบบน้ำ ระบบชลประทานให้คืบหน้า เติมความรู้ความเข้าใจด้านกลไกตลาด ใช้กรณีศึกษาของไต้หวันในฐานะประเทศที่พัฒนาแล้วด้านเกษตรกรรมก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

================== 

ที่มา: MGR 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน