• จ๊ะเอ๋
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : max.love.k@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-26
  • จำนวนเรื่อง : 11
  • จำนวนผู้ชม : 2605
  • จำนวนผู้โหวต : 15
  • ส่ง msg :
แมคก้าจ้า
อยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ อย่างเขามั้ง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/max77
วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม 2550
มารู้จักเบ็คแฮมกันนะคับ
Posted by จ๊ะเอ๋ , ผู้อ่าน : 124 , 13:04:20 น.  
พิมพ์หน้านี้


จากบ้านเล็กๆทางย่านเลย์ตันสโตน ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน ทายาทของพ่อครัวที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ลูกหนังระดับหมื่นล้านคนแรกของโลก กับชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก "เดวิด เบ็คแฮม"


 เดวิด โรเบิร์ต โจเซฟ เบ็คแฮม โอบีอี - อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษและเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงและโด่งดังที่สุดในโลก ในฐานะมิดฟิลด์รูปหล่อฝีเท้าดีและมีภาพลักษณ์ของความเป็นซูเปอร์สตาร์เต็มเปี่ยม และยังเคยได้รับการยกย่องจากเปเล่ ราชาลูกหนังโลกให้ติด 1 ใน 100 นักฟุตบอลของโลก รวมทั้งยังเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Time ให้เป็น 100 บุคคลตัวอย่างของโลก

 เบ็คแฮม หรือ "เบ็คส์" เริ่มต้นชีวิตในวัยเด็กที่มหานครลอนดอน และได้รับอิทธิพลและการปลูกฝังความรักที่มีต่อทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากเท็ด เบ็คแฮม บิดาที่มักจะหอบหิ้วเจ้าหนูเดวิด ไปชมเกมของเร้ด เดวิลส์ ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดบ่อยๆ และสิ่งนี้ได้กลายเป็นความผูกพันชั่วชีวิตของเบ็คแฮม ที่มีต่อทีมปีศาจแดง

 เจ้าหนูเดวิด ยังโชคดีมากกว่าแฟนบอลตัวน้อยอีกนับร้อยนับพันเมื่อได้เข้าไปเยี่ยมชมโรงเรียนลูกหนัง "บ็อบบี้ ชาร์ลตัน" และยังเคยเป็น "มาสค็อต" (เด็กๆที่นักบอลจะจูงมือลงสนาม) ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมที่พบกับเวสต์แฮม ในปี 1986 ด้วย

 แต่กว่าที่จะได้เข้ามาเป็นนักฟุตบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จริงๆ เบ็คแฮม ก็ต้องผ่านการทดสอบทีมระดับเยาวชนของเลย์ตัน โอเรียนท์ แต่ได้ลงเล่นให้สเปอร์ส เป็นทีมแรกแทน ก่อนที่จะมีโอกาสได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันเกิดอายุครบ 14 ปี และนี่เป็นก้าวแรกในการเติมเต็มความฝันของนักฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดของอังกฤษในยุคนี้

 พรสวรรค์ของเบ็คแฮม เริ่มโดดเด่นเหนือเพื่อนร่วมรุ่นและเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธคัพ ในปี 1992 โดยเป็นผู้ทำประตูชัยให้ทีมเอาชนะคริสตัล พาเลซ ได้ด้วยในเกมนัดที่ 2 ก่อนที่จะได้รับโอกาสจากอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (ขณะนั้นยังไม่มียศท่านเซอร์) ให้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่

 เบ็คแฮม ลงสัมผัสเกมแรกให้กับทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1992 ด้วยการลงเป็นตัวสำรองในเกมลีก คัพ ในนัดที่พบกับไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ก่อนจะได้เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรก แต่ก็ยังต้องอยู่ในทีมชุดสำรองเป็นส่วนใหญ่ กระนั้นก็ยังพาทีมคว้าแชมป์ลีกสำรองได้

 ในฤดูกาล 1994/95 เฟอร์กี้ ส่งเบ็คแฮม ไปขัดเกลาตัวเองที่เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ ซึ่งเบ็คแฮม ก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเล่นเป็นทีมตัวจริงอย่างเต็มที่ก่อนที่จะกลับมาและมีโอกาสลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีก เกมแรกในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับคู่แค้นอย่างทีม "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 2 เม.ย.1995 และเริ่มเข้ามามีส่วนในทีมชุดใหญ่ของเฟอร์กี้ มากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นอีกหลายคนอย่าง แกรี่-ฟิล พี่น้องเนวิลล์ ,นิคกี้ บัตต์ ,พอล สโคลส์ ที่เป็นที่รู้จักกันในนาม Fergie's Babe

 แต่จุดเริ่มต้นตำนานจริงๆ ของเบ็คแฮม คือการทำประตูมหัศจรรย์ด้วยการยิงจากระยะกว่าครึ่งสนามในเกมที่พบกับวิมเบิลดัน ในเดือน ส.ค. 1996 ซึ่งเบ็คแฮม แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการวางบอลเข้าสามเหลี่ยมสุดที่นีล ซัลลิแวน ผู้รักษาประตูวิมเบิลดัน จะวิ่งกลับไปรับทันได้

 ประตูนี้ทำให้ชื่อของเดวิด เบ็คแฮม เป็นที่รู้จักของคนอังกฤษและกลายเป็น "ประตูทอง" ของชีวิตเขาอย่างแท้จริง

Click on Copy URL (below link) for copy to clipboard เบ็คแฮม ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษทันทีไม่นานหลังยิงประตูดังกล่าว และลงเล่นเกมทีมชาตินัดแรกในวันที่ 1 ก.ย. ในนัดที่พบกับมอลโดวา ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกก่อนที่จะช่วยพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และคว้ารางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสถาบันพีเอฟเอ มาครองได้

 ชื่อเสียงของมิดฟิลด์รูปหล่อขจรขจายไปทั่ว และในช่วงนี้เองที่เขาเริ่มพบกับวิคตอเรีย อดัมส์ หนึ่งในสมาชิกนักร้องวงสไปซ์เกิร์ล ที่ต่อมากลายเป็นคู่แท้ปาฏิหารย์และมีส่วนช่วยส่งเสริมกันและกันจนกลายเป็นคู่รักที่โด่งดังมากที่สุดในโลกคู่หนึ่ง และมีครอบครัวที่อบอุ่นด้วยลูกชายสุดน่ารักทั้ง 3 คือบรู๊คลีน (ที่มาจากชื่อของสะพานบรู๊คลีน ในมหานครนิวยอร์ค) ,โรเมโอ และโจเซฟ

 แต่ชีวิตของเบ็คแฮม ก็ไม่ได้มีแต่ขาขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบต้องกลายเป็นนักฟุตบอลไร้อนาคตด้วยซ้ำ เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษ ต้องพ่ายแพ้ต่อทีมชาติอาร์เจนติน่า ในเกมรอบที่ 2 ของฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังโดนใบแดงไล่ออกจากสนามด้วยการทำท่าจะถีบใส่ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กองกลางจอมตุกติกของทีมฟ้าขาว

 ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เบ็คแฮม ตกต่ำที่สุด คนทั้งอังกฤษโห่ไล่ด่าทอใส่เขา แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งและการปกป้องดูแลอย่างสุดกำลังของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำให้ดาวเตะผู้นี้ก้าวผ่านช่วงวิกฤติชีวิตมาได้และค่อยๆ เรียกชื่อเสียงกลับมาได้ทีละน้อย

 ในปี 1999 ชีวิตของเบ็คแฮม พลิกกลับมาถึงจุดสูงสุดในการเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยการมีส่วนพาทีมคว้าเทรเบิ้ลแชมป์ - พรีเมียร์ลีก ,เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยฟอร์มการเล่นที่สุดยอดไม่ว่าจะเป็นการเปิดบอลจากริมเส้น การยิงลูกฟรีคิกระดับพระกาฬ และความมุ่งมั่นทุ่มเทจนเสียงโห่ที่เคยมีกลายเป็นเสียงเชียร์อย่างสุดกำลัง ในปีนี้เองเบ็คแฮม ยังได้อันดับที่ 2 ของรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป หรือบัลลงดอร์ และที่ 2 ในรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าอีกด้วย

 หลังจากนั้นกราฟชีวิตของเบ็คแฮม ก็พุ่งขึ้นเป็นจรวด เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ลูกหนังที่โด่งดังที่สุดในโลกและยังคงประสบความสำเร็จในการเล่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไม่ขาด แถมยังได้รับตำแหน่งปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษมาครองอีกด้วย

 ซึ่งตำแหน่งกัปตันทีมนี้เองทำให้เบ็คแฮม กลายเป็นขวัญใจมหาชนคนอังกฤษอย่างเต็มภาคภูมิ รวมทั้งสร้างกระแสความคลั่งไคล้ในตัวกัปตันสุดหล่อผู้นี้ที่แม้จะทำผมทรงโมฮีแกนอันแปลกประหลาดก็ยังมีแฟนบอลแห่ไปทำผมทรงนี้ตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นซูเปอร์สตาร์และความเป็นผู้นำแฟชั่นในสนามฟุตบอลของเบ็คแฮมอีกด้วย

 แต่ชีวิตที่น่าจะจบลงด้วยการเป็นตำนานตลอดกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ต้องปิดฉากลงก่อนถึงเวลาอันควร เมื่อชื่อเสียงและความโด่งดังของเบ็คแฮม เริ่มนำไปสู่รอยร้าวในความสัมพันธ์กับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่นับถือกันเป็นพ่อคนที่สอง และฟางเส้นสุดท้ายระหว่างทั้งสองคนคือการที่เฟอร์กี้ บันดาลโทสะหลังผิดหวังกับฟอร์มของเบ็คแฮมด้วยการเตะสตั๊ดใส่จนทำให้เกิดรอยแผลที่หางคิ้วและเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

 จบฤดูกาล 2002/03 เบ็คแฮม ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นโอบีอี (OBE) แต่ก็ถูกขายให้กับทีม "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ และกลายเป็นหนึ่งในนักเตะซูเปอร์สตาร์ของเรอัล มาดริด ที่รู้จักกันในนาม "กาลาคติกอส"

 แต่ชีวิตในทีมเรอัล มาดริด ของเบ็คแฮม ก็ไม่สมหวังนักเมื่อทีมลอส เมเรนเกส เข้าสู่ภาวะตกต่ำ ซึ่งแม้ว่าความนิยมในทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจากการมาถึงของซูเปอร์สตาร์ชาวเมืองผู้ดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดัชนีความสุขของเบ็คแฮม เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

 กับชีวิตในทีมชาติอังกฤษ เบ็คแฮม เริ่มถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงของทีมด้วยอิทธิพลที่มีมากเกินไปเป็นการปิดกั้นขวางทางเกิดของบรรดาดาวเตะรุ่นน้องหลายๆ ราย และในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน ก็ได้กลายเป็นรายการที่ฝังเขาให้จมสนิทต่างจากเมื่อครั้งฟุตบอลโลก 2002 ที่ความนิยมพุ่งสูงสุด (เพราะคะแนนเห็นใจจากอาการกระดูกเท้าแตกด้วย)

 ในฟุตบอลโลกที่เมืองเบียร์ เบ็คแฮม ไม่ได้ทำผลงานที่น่าประทับใจเลยซึ่งก็ไม่แตกต่างจากขุนพลทีมชาติอังกฤษทั้งชุดที่เล่นกันได้ค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐานแม้จะเอาตัวรอดมาได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก็ตาม ซึ่งหลังจบรายการเบ็คแฮม ที่ได้รับบาดเจ็บในเกมกับโปรตุเกสด้วย ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากการเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ พร้อมๆ กับการลาออกของสเวน โกรัน อีริคส์สัน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษที่แจ้งไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว

 การลาออกดังกล่าวถือเป็นจุดจบของเบ็คแฮม ในนามทีมชาติอย่างแท้จริงเมื่อสตีฟ แม็คคลาเรน ผู้จัดการคนใหม่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการเบ็คแฮม อยู่ในทีมต่อไปเนื่องจากต้องการนักเตะสายเลือดใหม่ที่จะนำสิงโตคำรามสู่ยุคใหม่ ทำให้ความฝันของเบ็คแฮม ที่จะสะสมหมวกทีมชาติครบ 100 ใบต้องมีอันสลายไปได้แค่ 94 ใบเท่านั้น

 ยังไม่พอ กับเรอัล มาดริด ที่มีการเปลี่ยนแปลงประธานสโมสรจากฟลอเรนติโน่ เปเรซ และโค้ชเป็นฟาบิโอ คาเปลโล่ ก็มีส่วนทำให้เบ็คแฮม กลายเป็นส่วนเกินในทีมทันทีเนื่องจากคาเปลโล่ ไม่นิยมชมชอบเท่าไรนัก และหลังจากต้องตกเป็นตัวสำรองมาโดยตลอด ซูเปอร์สตาร์ผู้นี้จึงขอเลือกเส้นทางใหม่กับการไปเป็นดาวดังในสหรัฐอเมริกา กับแอลเอ แกแล็กซี่แทน พร้อมรับเงินค่าเหนื่อยมหาศาลที่สุดในโลกลูกหนัง

เบ็คแฮม ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษทันทีไม่นานหลังยิงประตูดังกล่าว และลงเล่นเกมทีมชาตินัดแรกในวันที่ 1 ก.ย. ในนัดที่พบกับมอลโดวา ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกก่อนที่จะช่วยพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และคว้ารางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสถาบันพีเอฟเอ มาครองได้

 ชื่อเสียงของมิดฟิลด์รูปหล่อขจรขจายไปทั่ว และในช่วงนี้เองที่เขาเริ่มพบกับวิคตอเรีย อดัมส์ หนึ่งในสมาชิกนักร้องวงสไปซ์เกิร์ล ที่ต่อมากลายเป็นคู่แท้ปาฏิหารย์และมีส่วนช่วยส่งเสริมกันและกันจนกลายเป็นคู่รักที่โด่งดังมากที่สุดในโลกคู่หนึ่ง และมีครอบครัวที่อบอุ่นด้วยลูกชายสุดน่ารักทั้ง 3 คือบรู๊คลีน (ที่มาจากชื่อของสะพานบรู๊คลีน ในมหานครนิวยอร์ค) ,โรเมโอ และโจเซฟ

 แต่ชีวิตของเบ็คแฮม ก็ไม่ได้มีแต่ขาขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบต้องกลายเป็นนักฟุตบอลไร้อนาคตด้วยซ้ำ เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษ ต้องพ่ายแพ้ต่อทีมชาติอาร์เจนติน่า ในเกมรอบที่ 2 ของฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังโดนใบแดงไล่ออกจากสนามด้วยการทำท่าจะถีบใส่ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กองกลางจอมตุกติกของทีมฟ้าขาว

 ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เบ็คแฮม ตกต่ำที่สุด คนทั้งอังกฤษโห่ไล่ด่าทอใส่เขา แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งและการปกป้องดูแลอย่างสุดกำลังของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำให้ดาวเตะผู้นี้ก้าวผ่านช่วงวิกฤติชีวิตมาได้และค่อยๆ เรียกชื่อเสียงกลับมาได้ทีละน้อย

 ในปี 1999 ชีวิตของเบ็คแฮม พลิกกลับมาถึงจุดสูงสุดในการเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยการมีส่วนพาทีมคว้าเทรเบิ้ลแชมป์ - พรีเมียร์ลีก ,เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยฟอร์มการเล่นที่สุดยอดไม่ว่าจะเป็นการเปิดบอลจากริมเส้น การยิงลูกฟรีคิกระดับพระกาฬ และความมุ่งมั่นทุ่มเทจนเสียงโห่ที่เคยมีกลายเป็นเสียงเชียร์อย่างสุดกำลัง ในปีนี้เองเบ็คแฮม ยังได้อันดับที่ 2 ของรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป หรือบัลลงดอร์ และที่ 2 ในรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าอีกด้วย

 หลังจากนั้นกราฟชีวิตของเบ็คแฮม ก็พุ่งขึ้นเป็นจรวด เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ลูกหนังที่โด่งดังที่สุดในโลกและยังคงประสบความสำเร็จในการเล่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไม่ขาด แถมยังได้รับตำแหน่งปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษมาครองอีกด้วย

 ซึ่งตำแหน่งกัปตันทีมนี้เองทำให้เบ็คแฮม กลายเป็นขวัญใจมหาชนคนอังกฤษอย่างเต็มภาคภูมิ รวมทั้งสร้างกระแสความคลั่งไคล้ในตัวกัปตันสุดหล่อผู้นี้ที่แม้จะทำผมทรงโมฮีแกนอันแปลกประหลาดก็ยังมีแฟนบอลแห่ไปทำผมทรงนี้ตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นซูเปอร์สตาร์และความเป็นผู้นำแฟชั่นในสนามฟุตบอลของเบ็คแฮมอีกด้วย

 แต่ชีวิตที่น่าจะจบลงด้วยการเป็นตำนานตลอดกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ต้องปิดฉากลงก่อนถึงเวลาอันควร เมื่อชื่อเสียงและความโด่งดังของเบ็คแฮม เริ่มนำไปสู่รอยร้าวในความสัมพันธ์กับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่นับถือกันเป็นพ่อคนที่สอง และฟางเส้นสุดท้ายระหว่างทั้งสองคนคือการที่เฟอร์กี้ บันดาลโทสะหลังผิดหวังกับฟอร์มของเบ็คแฮมด้วยการเตะสตั๊ดใส่จนทำให้เกิดรอยแผลที่หางคิ้วและเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

 จบฤดูกาล 2002/03 เบ็คแฮม ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นโอบีอี (OBE) แต่ก็ถูกขายให้กับทีม "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ และกลายเป็นหนึ่งในนักเตะซูเปอร์สตาร์ของเรอัล มาดริด ที่รู้จักกันในนาม "กาลาคติกอส"

 แต่ชีวิตในทีมเรอัล มาดริด ของเบ็คแฮม ก็ไม่สมหวังนักเมื่อทีมลอส เมเรนเกส เข้าสู่ภาวะตกต่ำ ซึ่งแม้ว่าความนิยมในทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจากการมาถึงของซูเปอร์สตาร์ชาวเมืองผู้ดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดัชนีความสุขของเบ็คแฮม เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

 กับชีวิตในทีมชาติอังกฤษ เบ็คแฮม เริ่มถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงของทีมด้วยอิทธิพลที่มีมากเกินไปเป็นการปิดกั้นขวางทางเกิดของบรรดาดาวเตะรุ่นน้องหลายๆ ราย และในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน ก็ได้กลายเป็นรายการที่ฝังเขาให้จมสนิทต่างจากเมื่อครั้งฟุตบอลโลก 2002 ที่ความนิยมพุ่งสูงสุด (เพราะคะแนนเห็นใจจากอาการกระดูกเท้าแตกด้วย)

 ในฟุตบอลโลกที่เมืองเบียร์ เบ็คแฮม ไม่ได้ทำผลงานที่น่าประทับใจเลยซึ่งก็ไม่แตกต่างจากขุนพลทีมชาติอังกฤษทั้งชุดที่เล่นกันได้ค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐานแม้จะเอาตัวรอดมาได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก็ตาม ซึ่งหลังจบรายการเบ็คแฮม ที่ได้รับบาดเจ็บในเกมกับโปรตุเกสด้วย ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากการเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ พร้อมๆ กับการลาออกของสเวน โกรัน อีริคส์สัน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษที่แจ้งไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว

 การลาออกดังกล่าวถือเป็นจุดจบของเบ็คแฮม ในนามทีมชาติอย่างแท้จริงเมื่อสตีฟ แม็คคลาเรน ผู้จัดการคนใหม่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการเบ็คแฮม อยู่ในทีมต่อไปเนื่องจากต้องการนักเตะสายเลือดใหม่ที่จะนำสิงโตคำรามสู่ยุคใหม่ ทำให้ความฝันของเบ็คแฮม ที่จะสะสมหมวกทีมชาติครบ 100 ใบต้องมีอันสลายไปได้แค่ 94 ใบเท่านั้น

 ยังไม่พอ กับเรอัล มาดริด ที่มีการเปลี่ยนแปลงประธานสโมสรจากฟลอเรนติโน่ เปเรซ และโค้ชเป็นฟาบิโอ คาเปลโล่ ก็มีส่วนทำให้เบ็คแฮม กลายเป็นส่วนเกินในทีมทันทีเนื่องจากคาเปลโล่ ไม่นิยมชมชอบเท่าไรนัก และหลังจากต้องตกเป็นตัวสำรองมาโดยตลอด ซูเปอร์สตาร์ผู้นี้จึงขอเลือกเส้นทางใหม่กับการไปเป็นดาวดังในสหรัฐอเมริกา กับแอลเอ แกแล็กซี่แทน พร้อมรับเงินค่าเหนื่อยมหาศาลที่สุดในโลกลูกหนัง

เบ็คแฮม ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษทันทีไม่นานหลังยิงประตูดังกล่าว และลงเล่นเกมทีมชาตินัดแรกในวันที่ 1 ก.ย. ในนัดที่พบกับมอลโดวา ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกก่อนที่จะช่วยพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และคว้ารางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสถาบันพีเอฟเอ มาครองได้

 ชื่อเสียงของมิดฟิลด์รูปหล่อขจรขจายไปทั่ว และในช่วงนี้เองที่เขาเริ่มพบกับวิคตอเรีย อดัมส์ หนึ่งในสมาชิกนักร้องวงสไปซ์เกิร์ล ที่ต่อมากลายเป็นคู่แท้ปาฏิหารย์และมีส่วนช่วยส่งเสริมกันและกันจนกลายเป็นคู่รักที่โด่งดังมากที่สุดในโลกคู่หนึ่ง และมีครอบครัวที่อบอุ่นด้วยลูกชายสุดน่ารักทั้ง 3 คือบรู๊คลีน (ที่มาจากชื่อของสะพานบรู๊คลีน ในมหานครนิวยอร์ค) ,โรเมโอ และโจเซฟ

 แต่ชีวิตของเบ็คแฮม ก็ไม่ได้มีแต่ขาขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบต้องกลายเป็นนักฟุตบอลไร้อนาคตด้วยซ้ำ เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษ ต้องพ่ายแพ้ต่อทีมชาติอาร์เจนติน่า ในเกมรอบที่ 2 ของฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังโดนใบแดงไล่ออกจากสนามด้วยการทำท่าจะถีบใส่ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กองกลางจอมตุกติกของทีมฟ้าขาว

 ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เบ็คแฮม ตกต่ำที่สุด คนทั้งอังกฤษโห่ไล่ด่าทอใส่เขา แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งและการปกป้องดูแลอย่างสุดกำลังของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำให้ดาวเตะผู้นี้ก้าวผ่านช่วงวิกฤติชีวิตมาได้และค่อยๆ เรียกชื่อเสียงกลับมาได้ทีละน้อย

 ในปี 1999 ชีวิตของเบ็คแฮม พลิกกลับมาถึงจุดสูงสุดในการเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยการมีส่วนพาทีมคว้าเทรเบิ้ลแชมป์ - พรีเมียร์ลีก ,เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยฟอร์มการเล่นที่สุดยอดไม่ว่าจะเป็นการเปิดบอลจากริมเส้น การยิงลูกฟรีคิกระดับพระกาฬ และความมุ่งมั่นทุ่มเทจนเสียงโห่ที่เคยมีกลายเป็นเสียงเชียร์อย่างสุดกำลัง ในปีนี้เองเบ็คแฮม ยังได้อันดับที่ 2 ของรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป หรือบัลลงดอร์ และที่ 2 ในรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าอีกด้วย

 หลังจากนั้นกราฟชีวิตของเบ็คแฮม ก็พุ่งขึ้นเป็นจรวด เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ลูกหนังที่โด่งดังที่สุดในโลกและยังคงประสบความสำเร็จในการเล่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไม่ขาด แถมยังได้รับตำแหน่งปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษมาครองอีกด้วย

 ซึ่งตำแหน่งกัปตันทีมนี้เองทำให้เบ็คแฮม กลายเป็นขวัญใจมหาชนคนอังกฤษอย่างเต็มภาคภูมิ รวมทั้งสร้างกระแสความคลั่งไคล้ในตัวกัปตันสุดหล่อผู้นี้ที่แม้จะทำผมทรงโมฮีแกนอันแปลกประหลาดก็ยังมีแฟนบอลแห่ไปทำผมทรงนี้ตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นซูเปอร์สตาร์และความเป็นผู้นำแฟชั่นในสนามฟุตบอลของเบ็คแฮมอีกด้วย

 แต่ชีวิตที่น่าจะจบลงด้วยการเป็นตำนานตลอดกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ต้องปิดฉากลงก่อนถึงเวลาอันควร เมื่อชื่อเสียงและความโด่งดังของเบ็คแฮม เริ่มนำไปสู่รอยร้าวในความสัมพันธ์กับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่นับถือกันเป็นพ่อคนที่สอง และฟางเส้นสุดท้ายระหว่างทั้งสองคนคือการที่เฟอร์กี้ บันดาลโทสะหลังผิดหวังกับฟอร์มของเบ็คแฮมด้วยการเตะสตั๊ดใส่จนทำให้เกิดรอยแผลที่หางคิ้วและเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

 จบฤดูกาล 2002/03 เบ็คแฮม ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นโอบีอี (OBE) แต่ก็ถูกขายให้กับทีม "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ และกลายเป็นหนึ่งในนักเตะซูเปอร์สตาร์ของเรอัล มาดริด ที่รู้จักกันในนาม "กาลาคติกอส"

 แต่ชีวิตในทีมเรอัล มาดริด ของเบ็คแฮม ก็ไม่สมหวังนักเมื่อทีมลอส เมเรนเกส เข้าสู่ภาวะตกต่ำ ซึ่งแม้ว่าความนิยมในทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจากการมาถึงของซูเปอร์สตาร์ชาวเมืองผู้ดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดัชนีความสุขของเบ็คแฮม เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

 กับชีวิตในทีมชาติอังกฤษ เบ็คแฮม เริ่มถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงของทีมด้วยอิทธิพลที่มีมากเกินไปเป็นการปิดกั้นขวางทางเกิดของบรรดาดาวเตะรุ่นน้องหลายๆ ราย และในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน ก็ได้กลายเป็นรายการที่ฝังเขาให้จมสนิทต่างจากเมื่อครั้งฟุตบอลโลก 2002 ที่ความนิยมพุ่งสูงสุด (เพราะคะแนนเห็นใจจากอาการกระดูกเท้าแตกด้วย)

 ในฟุตบอลโลกที่เมืองเบียร์ เบ็คแฮม ไม่ได้ทำผลงานที่น่าประทับใจเลยซึ่งก็ไม่แตกต่างจากขุนพลทีมชาติอังกฤษทั้งชุดที่เล่นกันได้ค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐานแม้จะเอาตัวรอดมาได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก็ตาม ซึ่งหลังจบรายการเบ็คแฮม ที่ได้รับบาดเจ็บในเกมกับโปรตุเกสด้วย ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากการเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ พร้อมๆ กับการลาออกของสเวน โกรัน อีริคส์สัน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษที่แจ้งไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว

 การลาออกดังกล่าวถือเป็นจุดจบของเบ็คแฮม ในนามทีมชาติอย่างแท้จริงเมื่อสตีฟ แม็คคลาเรน ผู้จัดการคนใหม่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการเบ็คแฮม อยู่ในทีมต่อไปเนื่องจากต้องการนักเตะสายเลือดใหม่ที่จะนำสิงโตคำรามสู่ยุคใหม่ ทำให้ความฝันของเบ็คแฮม ที่จะสะสมหมวกทีมชาติครบ 100 ใบต้องมีอันสลายไปได้แค่ 94 ใบเท่านั้น

 ยังไม่พอ กับเรอัล มาดริด ที่มีการเปลี่ยนแปลงประธานสโมสรจากฟลอเรนติโน่ เปเรซ และโค้ชเป็นฟาบิโอ คาเปลโล่ ก็มีส่วนทำให้เบ็คแฮม กลายเป็นส่วนเกินในทีมทันทีเนื่องจากคาเปลโล่ ไม่นิยมชมชอบเท่าไรนัก และหลังจากต้องตกเป็นตัวสำรองมาโดยตลอด ซูเปอร์สตาร์ผู้นี้จึงขอเลือกเส้นทางใหม่กับการไปเป็นดาวดังในสหรัฐอเมริกา กับแอลเอ แกแล็กซี่แทน พร้อมรับเงินค่าเหนื่อยมหาศาลที่สุดในโลกลูกหนัง

Click on Copy URL (below link) for copy to clipboard


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
hi-august วันที่ : 04/10/2007 เวลา : 14.36 น.
http://www.oknation.net/blog/hi-august
<"u">..ชีวิตที่สมบูรณ์แบบต้องมีกำแพงดีๆให้พักพิง<u">

อยากเป็ยนั่นเป็นนี่
ก็มาเรียนบ้างเถอะ
..ไอ้ตูดหมึก..
ความคิดเห็นที่ 3
จ๊ะเอ๋ วันที่ : 04/10/2007 เวลา : 13.22 น.
http://www.oknation.net/blog/max77
อย่ามัวแต่ชื่นชมความสำเร็ของคนอื่น 

ชอบมากๆคับผม
ความคิดเห็นที่ 2
มักกะทายก วันที่ : 04/10/2007 เวลา : 13.16 น.
http://www.oknation.net/blog/easydhamma
มรรคนายก

ใช่ครับ อยากเป็นแบบเขามั่ง
ความคิดเห็นที่ 1
ไร้ตัวตน วันที่ : 04/10/2007 เวลา : 13.14 น.
http://www.oknation.net/blog/losopon

ชอบเบ็คมากครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31