• makaratta
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-16
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 1668
  • จำนวนผู้โหวต : 8
  • ส่ง msg :
Meka Ratta!
Freindly Pessimist & Copyleft
Permalink : http://www.oknation.net/blog/mekaratta
วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551
หลังรสนิยม
Posted by makaratta , ผู้อ่าน : 60 , 13:20:11 น.  
พิมพ์หน้านี้


Tastefully yours

 

Beauty is on the eyes of beholder ก็จริงแต่สังคมบริโภคนิยมปัจจุบันกำหนดมาตรฐานของความงามไว้เป็นลำดับขั้นเช่นเดียวกับการมีมาตรฐาน ISO หรือที่เราเรียกว่า รสนิยม – Taste

 รสนิยมมีไว้ทำอะไร? คำตอบคือมีไว้เพื่อกำหนดลำดับขั้นทางสังคม เป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ชนชั้นที่อยู่สูงกว่าใช้กดขี่ชนชั้นล่างไว้ให้อยู่เบื้องล่างของฐานปิรามิด อธิบายแบบเป็นภาษาคน แบบไม่ฟูมฟายไปกับรสนิยมของภาษาคือ เอาไว้ดูถูกคนที่อยู่ต่ำกว่า – ‘ต๊าย! นี่เธอดูยัยนั่นสิแต่งตัวหยั่งกะบั่นนอกเข้ากรุง หิ้วกระเป๋าสามใบร้อย ทำไมไม่ใส่ผ้าถุงหิ้วชะลอมมาเลยล่ะย่ะ...โฮ่ๆๆ’ ในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการกดขี่ทางสังคม ผ่านการใช้รสนิยมเครื่องแต่งกาย เช่นเดียวกับอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย ดนตรี ศิลปะ เซ็กส์ ข้าวของเครื่องใช้วัตถุต่างๆทั้งที่จับต้องได้และไม่ได้

 

            รสนิยมใช้เพื่อกดขี่กันเป็นทอดๆ คนชั้นกลางดูถูกรากหญ้า แต่คนชั้นสูงก็ดูถูกชนชั้นกลางอีกทอดหนึ่ง หรือบางทีผู้ที่อยู่ในวิชาชีพที่(คิดเอาเองว่า)เป็นตัวสร้างรสนิยม เช่น สถาปนิก นักออกแบบ แฟชั่นดีไซน์เนอร์ สไตล์ลิส ก็มักทึกทักเอาว่าตนมีรสนิยมเหนือคนอื่น อย่างไรก็ดีผู้คนล้วนพยายามตะเกียกตะกายที่จะมีรสนิยมให้สูงยิ่งๆขึ้นไป ทั้งนี้เพราะมันแสดงถึง สถานะทางสังคม เงินทอง อำนาจและบารมี ซึ่งเป็นคติของสังคมบริโภคนิยมที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เช่นเมืองไทยในปัจจุบัน

 

            ความงาม (Beauty) ต่างจาก รสนิยม (Taste) อย่างไร – ความงามเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล (Subjective) คือ ‘กูเห็นงาม มึงไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย’ แต่ Taste ไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพังจำเป็นต้องให้คนอื่นเห็นดีเห็นชอบด้วย ไม่ใช่ว่าจู่ๆลุกขึ้นมาเอาใบตองมาพันหัวแล้วบอกว่าตนเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยรสนิยมก็คงไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากผู้อื่นเสียก่อนรสนิยมจึงจะถือกำเนิด

 

            รสนิยมเกิดได้อย่างไร? คงต้องกล่าวถึงว่าความงามว่าเป็นมาอย่างไร คงต้องเท้าความไปถึงยุคกรีกโบราณที่เริ่มนิยามว่ามีความงามที่สูงสุดจริง (Absolute beauty) ผู้คนรบพุ่งฆ่ากันตายเป็นเบือ เพื่อช่วงชิงว่าใครจะเป็นผู้กำหนด จนกระทั่งแนวความคิดนี้ปลาสนาการไปหลังยุคโมเดิร์น (Post modern) หลังจากไอส์ไตน์ค้นพบทฤษฏีสัมพัทภาพ แล้วบอกกับชาวโลกว่าความจริงมองได้หลายแง่มุม ขึ้นอยู่กับ Space & Time และผู้สังเกตการณ์ ความงามจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วว่าขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล

 

ส่วนรสนิยมถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการกำเนิดของชนชั้นของมนุษย์ วัตถุสิ่งของที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะว่าใครเป็นหัวหน้า ใครเป็นลูกน้อง พอสังคมเริ่มเป็นระบบซับซ้อนขึ้น จนกษัตริย์ สัญลักษณ์เหล่านี้ก็ซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ในยุคนั้นการแบ่งลำดับขั้นชัดเจน ไพร่มิบังอาจแต่งกายเยี่ยงราชวงศ์ได้ เช่น ไหมสีเหลืองมีไว้ตัดฉลองพระองค์สำหรับฮ่องเต้เท่านั้น ชาวบ้าน พ่อค้าวานิช มีการแบ่งชั้นกันเล็กน้อยเพื่อกำหนดอัตลักษณ์ของกลุ่มย่อย แต่ไม่สามารถข้ามวรรณะ จากศูทรไปเป็นพราหมณ์ได้ แต่เมื่อมีการล้มสลายทางชนชั้น โดยเริ่มจากยุโรป ทุกคนจึงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และก่อให้เกิดระบอบทุนนิยม ทำให้ศิลปะไม่ได้เป็นอาญาสิทธิของชนชั้นปกครองเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบงานศิลปะแบบเจ้าก็ยังแสดงถึงความเกรียงไกร เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้อยากมีและเริ่มไขว่คว้าอยากครอบครองเยี่ยงพระราชาในอดีต การใช้รสนิยมจึงเริ่มเข้มข้นขึ้น

 

            The might is right (and the taste as well) ผู้ที่ยึดครองอำนาจได้ย่อมเป็นผู้กำหนดรสนิยมว่า อะไรน่าสวย อะไรน่าชัง, ในยุคล่าอาณานิคม ฝรั่งครองเมืองขึ้นประเทศต่างๆ ทำให้วัฒนธรรมตะวันตกมีอำนาจเหนือชนชั้นปกครองเดิม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ขยายการยึดถือมั่นเอาว่า วัฒนธรรมแบบฝรั่งนั้นเป็นรสนิยมที่ดีงาม ถึงแม้ว่าเราจะอวดชาวโลกได้ว่าไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่เจ้านายสยามครั้งนั้นจำต้องปรับตัวให้เหมือนอ้ายพวกลิงยักษ์ เพราะว่าเขาอารยะกว่า ผลคือชาวบ้านที่ถือคติไม่บังอาจมีรสนิยมเหมือนเจ้าเพราะกลัวขี้กลากจะขึ้นกบาล ก็เลยพาลยึดถือว่ารสนิยมฝรั่งเป็นของสูงเช่นเดียวกัน

 

            จนมาถึงยุคทุนนิยมที่สร้างมายาให้กับคนทุกชนชั้นว่าตนสามารถขยับขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่าบนปิรามิดได้ด้วยทรัพย์ศดงคาร รสนิยมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดชนชั้นทางสังคม ในสังคมตะวันตก สถาปัตยกรรมแบบกรีก-โรมันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ (ถึงแม้ว่าจะนับกันเรื่องเชื้อชาติแล้ว ชาวกรีกและโรมันเป็นคนละพวกกับฝรั่งตะวันตกปัจจุบันอย่าง Anglo-Saxon ไปจนถึง German tribe ที่ตู่เอาว่าเป็นอารยธรรมของตัว) แต่ในเมื่อตะวันตกที่มีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจเป็นผู้มีอำนาจเหนือคนดำ แขกและเอเชียผิวเกลือง เลยทำให้คนทั่วโลกย่อมมีคติว่ากรีกและโรมันเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่และความสำเร็จ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดตั้งแต่ห้องแถวแบบเจ๊กในกทม ไปจนถึงบ้านเดี่ยวใต้ถุนโล่งกลางท้องนาหนองบัวลำภูจึงประดับประดาไปด้วยลวดบัวเสาดอริก คอรินเธียน (ที่บิดเบี้ยวผิดออเดอร์) เพราะคิดว่าเป็นการแสดงออกถึงรสนิยมที่เหนือกว่าการใช้จั่ว-เหงาแบบไทย

 

            แล้วมันมีปัญหาอะไรล่ะ กะอีแค่อยากมีรสนิยมแบบฝรั่ง ทำไมต้องกลับไปนุ่งซิ่น กินหมากด้วย, ชะรอยผู้เขียนจะเป็นอีแอบฟาสซิสต์?

 

            ในสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อสยามกลายเป็นไทยแลนด์ รัฐบาลเผด็จการของจอมพลแปลกและหลวงวิจิตรฯ พากันสร้างประเทศด้วยชาตินิยม ยกตัวให้เหนือแขก ลาว ญวน คนไทยจึงเห็นตัวเองดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน (แต่ด้อยกว่าฝรั่ง) รสนิยมนำมาใช้เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติ คนไทยต้องใส่เสื้อ สรวมกางเกง ใส่หมวก ยืนบนรองเท้าไม่ใช่ดินเหมือนแต่ก่อน ยังผลให้คนที่โพกหัว นุ่งสโร่ง ไม่พูดไทยกลาง ก็กลายเป็นคนอื่นไป(The others) คำที่หยาบช้าที่สุดเท่าที่มนุษย์จะพูดออกมาได้คือการดูถูกผู้อื่นโดยใช้เหยียดชาติพันธุ์มายกยอรสนิยมตนว่าสูงกว่าคนอื่น อย่างคำว่า ‘ลาว’ ที่ยังติดปากคนไทยอยู่ในปัจจุบัน เป็นคำที่ใช้เหยียดผู้ที่(คิดเอาเองว่า)มีรสนิยมด้อยกว่า (นั่นคือสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า) ทั้งยังไม่สำเหนียกว่ามีผู้คนอีกมากมายที่สามารถเหยียดเช่นนี้กับเราได้

 

            ในระดับประชาชาติ รสนิยมเป็นกลไกชั้นยอดที่เป็นผลพวงจากยุคอาณานิคมที่ทำให้เราตกเป็นทาสทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เพราะในเมื่อเรายึดถือรสนิยม คติที่ว่าชาติตะวันตกเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิผลิตรสนิยมที่เลอเลิศ เพื่อให้ประเทศอื่นๆ ยึดถือตาม การผลักดันให้กรุงเทพฯเป็นเมืองแฟชั่นของโลกจึงเป็นปาหี่ที่ฝรั่งคงหัวเราะกันจนท้องแห้ง เพราะในเมื่อเทรนด์ทั้งหลายถูกกำหนดจากแฟชั่นวีกในปารีส มิลาน นิวยอร์กล่วงหน้าเป็นปีๆ มาแล้ว ไม่ต่างกับแวดวงดีไซน์ที่จะเห็นภาพว่าต้องทำอะไรให้ขายได้ปีนี้ ก็ต้องหลังจากงานมิลานแฟร์ เรามีหน้าที่เพียงเดินตามสิ่งที่เขากำหนดกันไว้แล้ว ไม่ว่าจะรองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า เก้าอี้ จนไปถึงเพลงจากไอพอดที่ยัดอยู่สองรูหู

 

            การทำงานของรสนิยมนั้นคือการบิดเบือนการรับรู้ ‘ความงาม’ เราถูกบังคับ ล่อลวงให้เชื่อว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้งาม เราถูกหลอกว่าใส่ยีนส์ดีเซลแล้วสวย หิ้วกระเป๋าหลุยส์แล้วจะดูไฮโซ ผู้หญิงต้องผอม ผิวผู้ดีต้องขาว หนาวนี้ต้องแคชเมียร์วูล ฯลฯ

 

            ประเทศไทยยุคนี้จึงไม่เคยสร้างภูมิปัญญาและศิลปะร่วมสมัยที่เป็นของตัวเองเลย นอกจากจะกินบุญเก่าที่สั่งสมมาตั้งแต่อยุธยา มิหน้ำซ้ำรัฐยังเข้ามาควบคุมการใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรม โดยการตั้งกรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาห้ามปรามการคิดใหม่ทำใหม่ บังคับให้ทุกคนเห็นงามว่ารสนิยมแบบไหนดี ดูถูกทำลายศิลปะท้องถิ่นอื่นๆว่าด้อยคุณค่าทางศิลปะหรือต่ำชั้นทางรสนิยม 

นอกจากนั้นระบบการศึกษาแบบอาณานิคม(ทั้งที่ไม่เคยเป็นเมืองใคร?)ยังสอดรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ยกตัวอย่างเช่นคณะสถาปัตย์จุฬาฯ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตสถาปนิกและนักออกแบบเป็นกลุ่มคนที่กำหนดรสนิยมของงานออกแบบในสังคมไทยว่าเป็นอย่างไร แต่แท้จริงแล้วการเรียนการสอนมุ่งบังคับให้นักเรียนมีมุมมองต่อความงามตามแบบของตะวันตก ผ่านการเรียนวิชาการออกแบบพื้นฐาน (Design Fundamental) โดยนักเรียนจะต้องทำงานศิลปะเพื่อสนองต่อรูปแบบความงามตามที่อาจารย์กำหนดเท่านั้น ซึ่งเป็นทฤษฏีความงามแบบตะวันตกยุคโมเดิร์นที่ล้าสมัย(ตั้งแต่ยุค 50s ซึ่งปัจจุบันในโรงเรียนสถาปัตย์ชั้นนำของตะวันตกไม่มีใครเขาสอนกันแล้ว) โดยการบังคับผ่านการใช้อำนาจ(การให้เกรด)มากำหนดว่าสิ่งไหนเรียกว่าสวยหรือมีรสนิยม ทำให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นเหมือนโรงงานผลิตนักออกแบบที่มองทุกอย่างของฝรั่งสวยงามไปเสียหมด จนไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์ในงานออกแบบจากบริบทสังคมไทยได้เหมือนเขา ทำได้เพียงเปิดแม็กกาซีนก๊อบปี้รูปแบบ โดยไม่เคยรับรู้ถึงเบื้องหลังความเป็นมาหรือทฤษฏีของงานออกแบบนั้นๆเลย

 

การรับรู้ถึงการมีตัวตนของรสนิยมย่อมทำให้เราปลดห่วงที่สนตะพาย จูงให้เราเดินตามไปกินหญ้าที่ไหนก็ได้ตามใจเขา และยังทำให้เราเข้าใจตัวเอง สามารถคิดเอง ทำเอง พูดเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาติใคร ซึ่งจะนำไปสู่การมีภูมิปัญญาและศิลปะเป็นของตัวเอง*


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
After-PostModern วันที่ : 28/05/2008 เวลา : 19.58 น.
http://www.oknation.net/blog/lightcircle

ยกตัวอย่างเช่นคณะสถาปัตย์จุฬาฯ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตสถาปนิกและนักออกแบบเป็นกลุ่มคนที่กำหนดรสนิยมของงานออกแบบในสังคมไทยว่าเป็นอย่างไร แต่แท้จริงแล้วการเรียนการสอนมุ่งบังคับให้นักเรียนมีมุมมองต่อความงามตามแบบของตะวันตก ผ่านการเรียนวิชาการออกแบบพื้นฐาน (Design Fundamental) โดยนักเรียนจะต้องทำงานศิลปะเพื่อสนองต่อรูปแบบความงามตามที่อาจารย์กำหนดเท่านั้น ซึ่งเป็นทฤษฏีความงามแบบตะวันตกยุคโมเดิร์นที่ล้าสมัย(ตั้งแต่ยุค 50s ซึ่งปัจจุบันในโรงเรียนสถาปัตย์ชั้นนำของตะวันตกไม่มีใครเขาสอนกันแล้ว) โดยการบังคับผ่านการใช้อำนาจ(การให้เกรด)มากำหนดว่าสิ่งไหนเรียกว่าสวยหรือมีรสนิยม ทำให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นเหมือนโรงงานผลิตนักออกแบบที่มองทุกอย่างของฝรั่งสวยงามไปเสียหมด จนไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์ในงานออกแบบจากบริบทสังคมไทยได้เหมือนเขา
..
the rules that govern the truth...discourse,
then thai-architecture is the otherness.
ความคิดเห็นที่ 1
เจเจค่ะ วันที่ : 22/03/2008 เวลา : 23.53 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
__จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย__ 

แสดงว่าเจเจอยู่ในกระบวนการ that' จริต

เหรอคร้า
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29