พิมพ์หน้านี้
|
Tastefully yours Beauty is on the eyes of beholder ก็จริงแต่สังคมบริโภคนิยมปัจจุบันกำหนดมาตรฐานของความงามไว้เป็นลำดับขั้นเช่นเดียวกับการมีมาตรฐาน ISO หรือที่เราเรียกว่า รสนิยม Taste รสนิยมมีไว้ทำอะไร? คำตอบคือมีไว้เพื่อกำหนดลำดับขั้นทางสังคม เป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ชนชั้นที่อยู่สูงกว่าใช้กดขี่ชนชั้นล่างไว้ให้อยู่เบื้องล่างของฐานปิรามิด อธิบายแบบเป็นภาษาคน แบบไม่ฟูมฟายไปกับรสนิยมของภาษาคือ เอาไว้ดูถูกคนที่อยู่ต่ำกว่า ต๊าย! นี่เธอดูยัยนั่นสิแต่งตัวหยั่งกะบั่นนอกเข้ากรุง หิ้วกระเป๋าสามใบร้อย ทำไมไม่ใส่ผ้าถุงหิ้วชะลอมมาเลยล่ะย่ะ...โฮ่ๆๆ ในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการกดขี่ทางสังคม ผ่านการใช้รสนิยมเครื่องแต่งกาย เช่นเดียวกับอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย ดนตรี ศิลปะ เซ็กส์ ข้าวของเครื่องใช้วัตถุต่างๆทั้งที่จับต้องได้และไม่ได้ ส่วนรสนิยมถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการกำเนิดของชนชั้นของมนุษย์ วัตถุสิ่งของที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะว่าใครเป็นหัวหน้า ใครเป็นลูกน้อง พอสังคมเริ่มเป็นระบบซับซ้อนขึ้น จนกษัตริย์ สัญลักษณ์เหล่านี้ก็ซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ในยุคนั้นการแบ่งลำดับขั้นชัดเจน ไพร่มิบังอาจแต่งกายเยี่ยงราชวงศ์ได้ เช่น ไหมสีเหลืองมีไว้ตัดฉลองพระองค์สำหรับฮ่องเต้เท่านั้น ชาวบ้าน พ่อค้าวานิช มีการแบ่งชั้นกันเล็กน้อยเพื่อกำหนดอัตลักษณ์ของกลุ่มย่อย แต่ไม่สามารถข้ามวรรณะ จากศูทรไปเป็นพราหมณ์ได้ แต่เมื่อมีการล้มสลายทางชนชั้น โดยเริ่มจากยุโรป ทุกคนจึงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และก่อให้เกิดระบอบทุนนิยม ทำให้ศิลปะไม่ได้เป็นอาญาสิทธิของชนชั้นปกครองเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบงานศิลปะแบบเจ้าก็ยังแสดงถึงความเกรียงไกร เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้อยากมีและเริ่มไขว่คว้าอยากครอบครองเยี่ยงพระราชาในอดีต การใช้รสนิยมจึงเริ่มเข้มข้นขึ้น ในระดับประชาชาติ รสนิยมเป็นกลไกชั้นยอดที่เป็นผลพวงจากยุคอาณานิคมที่ทำให้เราตกเป็นทาสทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เพราะในเมื่อเรายึดถือรสนิยม คติที่ว่าชาติตะวันตกเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิผลิตรสนิยมที่เลอเลิศ เพื่อให้ประเทศอื่นๆ ยึดถือตาม การผลักดันให้กรุงเทพฯเป็นเมืองแฟชั่นของโลกจึงเป็นปาหี่ที่ฝรั่งคงหัวเราะกันจนท้องแห้ง เพราะในเมื่อเทรนด์ทั้งหลายถูกกำหนดจากแฟชั่นวีกในปารีส มิลาน นิวยอร์กล่วงหน้าเป็นปีๆ มาแล้ว ไม่ต่างกับแวดวงดีไซน์ที่จะเห็นภาพว่าต้องทำอะไรให้ขายได้ปีนี้ ก็ต้องหลังจากงานมิลานแฟร์ เรามีหน้าที่เพียงเดินตามสิ่งที่เขากำหนดกันไว้แล้ว ไม่ว่าจะรองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า เก้าอี้ จนไปถึงเพลงจากไอพอดที่ยัดอยู่สองรูหู การทำงานของรสนิยมนั้นคือการบิดเบือนการรับรู้ ความงาม เราถูกบังคับ ล่อลวงให้เชื่อว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้งาม เราถูกหลอกว่าใส่ยีนส์ดีเซลแล้วสวย หิ้วกระเป๋าหลุยส์แล้วจะดูไฮโซ ผู้หญิงต้องผอม ผิวผู้ดีต้องขาว หนาวนี้ต้องแคชเมียร์วูล ฯลฯ นอกจากนั้นระบบการศึกษาแบบอาณานิคม(ทั้งที่ไม่เคยเป็นเมืองใคร?)ยังสอดรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ยกตัวอย่างเช่นคณะสถาปัตย์จุฬาฯ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตสถาปนิกและนักออกแบบเป็นกลุ่มคนที่กำหนดรสนิยมของงานออกแบบในสังคมไทยว่าเป็นอย่างไร แต่แท้จริงแล้วการเรียนการสอนมุ่งบังคับให้นักเรียนมีมุมมองต่อความงามตามแบบของตะวันตก ผ่านการเรียนวิชาการออกแบบพื้นฐาน (Design Fundamental) โดยนักเรียนจะต้องทำงานศิลปะเพื่อสนองต่อรูปแบบความงามตามที่อาจารย์กำหนดเท่านั้น ซึ่งเป็นทฤษฏีความงามแบบตะวันตกยุคโมเดิร์นที่ล้าสมัย(ตั้งแต่ยุค 50s ซึ่งปัจจุบันในโรงเรียนสถาปัตย์ชั้นนำของตะวันตกไม่มีใครเขาสอนกันแล้ว) โดยการบังคับผ่านการใช้อำนาจ(การให้เกรด)มากำหนดว่าสิ่งไหนเรียกว่าสวยหรือมีรสนิยม ทำให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นเหมือนโรงงานผลิตนักออกแบบที่มองทุกอย่างของฝรั่งสวยงามไปเสียหมด จนไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์ในงานออกแบบจากบริบทสังคมไทยได้เหมือนเขา ทำได้เพียงเปิดแม็กกาซีนก๊อบปี้รูปแบบ โดยไม่เคยรับรู้ถึงเบื้องหลังความเป็นมาหรือทฤษฏีของงานออกแบบนั้นๆเลย การรับรู้ถึงการมีตัวตนของรสนิยมย่อมทำให้เราปลดห่วงที่สนตะพาย จูงให้เราเดินตามไปกินหญ้าที่ไหนก็ได้ตามใจเขา และยังทำให้เราเข้าใจตัวเอง สามารถคิดเอง ทำเอง พูดเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาติใคร ซึ่งจะนำไปสู่การมีภูมิปัญญาและศิลปะเป็นของตัวเอง* |
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |