พิมพ์หน้านี้
|
สงครามที่กำลังจะอุบัติขึ้นในบ้านเรา ไม่ใช่ทุนสามานย์ปะทะกับศักดินาล้าหลัง อย่างที่หลายคนคิดกัน แต่จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ถูก เพราะมันมีความสลับซับซ้อนเกี่ยวพันกันเป็นลิงแก้แห แต่มูลเหตุใหญ่ที่เราคิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญคือ เรื่อง Identity clash หรือความขัดแย้งทางอัตลักษณ์ที่เรื้อรังมานาน ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ถ้าคนไทยไม่ยอมรับความแตกต่าง ระหว่างการสนทนา สอบถามสารทุกข์สุกๆ ดิบๆ ตามภาษามิตรสหาย ที่เคยทำงานอยู่บริษัทเดียวกันมาก่อนผ่าน msn ของเรากับเพื่อนสาวชื้อสายจีนคนหนึ่ง จู่ๆ เธอก็บริภาษออกมาว่า I hate black Indian! เราก็อึ้งแดกเล็กน้อย เพราะตามชาติกำเนิดของมารดา และรูปพรรณสันฐานของเราก็เข้าข่ายคนที่เธอน่าจะ Hate ด้วยคนหนึ่ง ก่อนที่จะลูบหลังด้วยคำพูด But I dont hate you na ก่อนเธอจะอรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า ที่เธอเกลียดเพราะเจ้านาย (Boss) ชาวอินเดียผิวดำประทุษร้ายเธอด้วยวาจาต่อหน้าธารกำนัล โดยที่เธอไม่ได้มีความผิดอะไร ฟังดูเหมือนว่าจะมีมูลเหตุแห่งความเกลียดชังที่เธอที่ดูเป็นเหตุเป็นผล ที่เธอจะเกลียดคนที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ว่าร้ายเธอ แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอหาได้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันกับเจ้านายอีกเผ่าพันธุ์นึงที่มีพฤติกรรมเลวร้ายพอกัน (เผลอจะแย่ยิ่งกว่า) นั่นก็คือ ฝรั่ง จากการสังเกตพฤติกรรมที่คบกันมาร่วมปีของเพื่อนชาวไทยเชื้อสายจีนคนนี้ พอจะอุปปาทานเอาได้เองว่า เธอไม่ได้มีท่าทีเกลียด ฝรั่ง แต่อย่างใด จะเรียกว่าอคติทางชาติพันธุ์ก็ไม่ใช่เรื่องผิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเห็น พฤติกรรมการเหยียดชาติพันธุ์ของชนชั้นกลางของไทย ความจริงเราทนอยู่กับมันตลอดเวลาเลยล่ะ ตั้งแต่เล็กจนโต จากเพื่อนฝูงรอบกาย จากสังคม จากสื่อต่างๆ ล้วนตอกย้ำลำดับขั้นทางสังคมของผู้คนแต่ละเชื้อชาติ ไอ้ลาว ไอ้แขก ไอ้เขมร ไอ้บัง ไอ้เจ๊ก (อันหลังอาจารย์นิธิ บอกว่าพอจะกล่อมแกล้มนับว่าเป็นพวกเดียวกันกับคนไทยได้) การทำให้เป็นอื่น หรือเรียกเก๋ๆ ว่า Othering เป็นนิสัยที่ถูกเสี้ยมสอน สืบทอดกันมาของชนชั้นกลางไทย จะเรียกสันดานก็ไม่ถูก เพราะที่พอจะมีหลักฐานก็ตั้งแต่แค่สมัย ร.5 หรือสมัยจอมพลแปลก ที่แสดงให้เห็นทัศนะคติ ฝรั่งนั้นประเสริฐกว่าตัว และชาติพันธุ์อื่นๆ นั้นด้อยกว่า ครั้งหนึ่งมันเคยทำให้เราเกลียดตัวเอง เกลียดความเป็นแขกที่ติดตัวมาตามชาติกำเนิดของผู้เป็นแม่ เราอายที่จะบอกชื่อที่ฟังดูแข๊กแขก กับเพื่อนๆ หรือคนที่รู้จัก การถูกล้อเลียน ในเชิงดูถูกเป็นเรื่องปกติที่พออภัยได้ในวัยเด็ก และหวังว่ามันจะหายไปเมื่อคนในสังคมรอบกายโตขึ้นมีวุฒิภาวะ แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ การพูดจาดูถูกเหยียดชาติพันธุ์ก็ยังคงมีอยู่ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏในรูปแบบอื่นๆ ไม่มีวันหมดไปจากทัศนคติของคนไทย แต่เหนืออื่นใดคือทัศนะคติต่อตนเองต่างหากที่เราหลุดพ้นจากมายาคติเหล่านั้นได้ การยอมรับและภาคภูมิใจในความเป็นตัวเอง ว่าแท้จริงแล้วเราไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่นต่างหากที่สำคัญ |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |