พิมพ์หน้านี้
|
สภาแห่งชาติลาวได้มีมติเลือกตั้งให้ บัวสอน บุบผาวัน ดาวรุ่งดวงใหม่ของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก บุนยัง วอละจิด ที่เลื่อนขึ้นไปเป็นรองประธานประเทศลาวอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มิถุนายนปีที่แล้ว โดยในวันเดียวกันนี้ สภาแห่งชาติลาวที่มีสมาชิกทั้งหมด 115 คน ยังได้เลือกตั้งให้ จูมมะลี ไซยะสอน เป็นประธานประเทศลาวคนใหม่แทนที่ คำไต สีพันดอน ด้วยและจูมมะลี นี่เองที่เป็นผู้เสนอชื่อ บัวสอน เพื่อให้สภาแห่งชาติลาวลงมติรับรองให้เป็นนายก รัฐมนตรีดังกล่าว ส่วน บัวสอน นั้นก็ไม่ได้ใช้เวลาอะไรที่มากมายไปกว่าการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสภาฯประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นก็ได้เสนอรายชื่อบุคลากรพรรคฯที่จะครองตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ และตำแหน่งซึ่งเทียบเท่ากับรัฐมนตรีพร้อมกันทั้งคณะที่มีอยู่ทั้งหมด 27 คน (ไม่รวมทั้งนายกรัฐมนตรี) ซึ่งให้สภาฯก็ได้ให้การรับรองตามระเบียบ แต่ถึงกระนั้น บรรดานักข่าวต่างประเทศที่ต้องเขียนรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่างก็ได้แสดงออกถึงความงุนงงอยู่ไม่น้อยว่าจะให้ความสำคัญกับใครมากกว่ากันระหว่างผู้ที่ ก้าวขึ้นมาเป็นประธานประเทศกับผู้ที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของลาวครั้งนี้ อย่างเช่นสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส ซึ่งเคยชินกับระบบในเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับนายกรัฐมนตรีมากกว่าประธานประเทศ เพราะนายกรัฐมนตรีเวียดนามนั้นมีบทบาทมากกว่าประธานาธิบดี ก็เลยไม่ได้เอาชื่อ จูมมะลี ขึ้นมาเป็นหลักสำคัญในรายงานข่าว แต่ที่ถูกต้องนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับ จูมมะลี มากกว่า บัวสอน เพราะตามรัฐธรรมนูญของลาวแล้วประธานประเทศมีอำนาจมากกว่านายกรัฐมนตรี กล่าวคือเป็นผู้ที่มีอำนาจเสนอต่อสภาแห่งชาติเพื่อขอให้ลงมติปลดนายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรี เจ้าแขวงและผู้บัญชาการเหล่าทัพได้ทั้งสิ้น ส่วนนายกรัฐมนตรีนั้นมีอำนาจเพียงในการแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี รองประธานคณะกรรมการระดับเทียบเท่ากระทรวง รองเจ้าแขวง รองเจ้าครองกำแพงนคร และเจ้าเมือง (นายอำเภอ) เท่านั้น ฉะนั้น จูมมะลี จึงเป็นผู้มีอำนาจที่ควรแก่การกล่าวถึงมากที่สุด แต่เนื่องจากได้มีการกล่าวถึงบุคคลผู้นี้มาเนื่องๆแล้ว โดยนับแต่ที่เขาได้รับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาวเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ และการควบตำแหน่งประธานประเทศกับตำ แหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในพรรคฯก็เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางมาก่อนแล้วอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เรื่องที่เกี่ยวกับ บัวสอน นั้นน่าสนใจขึ้นมา แม้ว่าตำแหน่งของเขาในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้นจะไม่มีอะไรที่แตก ต่างไปจากที่ บุนยัง เคยมีมาก่อนก็ตาม แต่เนื่องจากว่า บัวสอน ในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคลนั้นมีความใหม่และสดกว่าที่ บุนยัง เคยเป็นในแวดวงการเมืองของลาว จึงทำให้ผู้คนต้องมองไปที่เขามากเป็นพิเศษ บัวสอน เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 1954 ซึ่งมาถึงวันนี้ก็มีอายุย่าง 54 ปี จึงนับได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่หนุ่มแน่นมากที่สุดในวงการ เมืองลาวที่ผ่านมากว่า 30 ปีนี้ฉะนั้น ความหนุ่มของเขาก็ย่อมที่จะบอกนัยสำคัญประการหนึ่งว่า อำนาจการนำในพรรคฯลาวได้เริ่มไว้วางใจคนรุ่นใหม่มากขึ้นและต้องการให้บทบาทมากขึ้นเรื่อยๆแล้วในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม การที่ บัวสอน เกิดที่แขวงสาละวันทางภาคใต้ของลาว และความเป็นคนภาคใต้นี้ก็ได้เป็นจุดเด่น และทำให้ได้เปรียบมากสำหรับการเมืองลาวในปัจจุบันเพราะเป็นคนพื้นเพเดียวกันกับประธานพรรคฯและประธานประเทศคนก่อน (คำไต) ที่มาจากแขวงจำปาสัก ส่วน จูมมะลี ก็มาจากแขวงอัตตาปือในเขตภาคใต้ของลาวเช่นเดียวกัน ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการสืบสายของอำนาจจาก คำไต อย่างชัดเจนและอย่างแนบเนียน เพราะจะต้องไม่ลืมว่า จูมมะลี นั้นก็ถือว่าเป็นเงาของ คำไต ทั้งในสายพรรคฯและสายการบริหารในคณะรัฐบาลลาวมาโดยตลอด ในขณะที่ บัวสอน ก็คือเลขานุการส่วนตัวที่ คำไต ได้ให้ความไว้วางใจอย่างมากนับตั้งแต่ปี 1992 หรือนับจากที่ คำไต ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานพรรคฯแทนอดีตผู้นำสูงสุดอย่าง ไกสอน พมวิหาน ซึ่งได้ถึงแก่อสัญกรรมไปอย่างกะทันหันในปีดังกล่าว บัวสอน ถือเป็นรุ่นที่ 3 ในพรรคฯ กล่าวคือเป็นรุ่นที่ไต่บันไดอำนาจทางการเมืองหลังจากที่พรรคฯได้ปลดปล่อยและปกครองประ เทศลาวในปี 1975 แล้ว กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ไม่ได้โดดเด่นมาจากยุคก่อนปลดปล่อย เพราะตามประวัติที่เป็นทางการแล้วเขาเข้าสู่การปฏิวัติร่วมกับพรรคฯในปี 1974 แต่จากประวัติที่ไม่เป็นทางการแล้วประมาณว่าในช่วงเวลานั้น เขาเป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้าที่มีบทบาทในการนำประท้วงระบอบเก่า (สำนวนของพวกที่ก้าวหน้าในเวลานั้นเรียกว่ารุ่นลงสู่ท้องถนน) ซึ่งไม่ได้เป็นหัวขบวนในแถวของนักปฏิวัติแต่อย่างใดความจริงประวัติทางการและไม่ทางการก็ไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด เพราะตอนนั้นเขามีอายุเพียงย่างเข้าสู่วัย 22 ปีเท่านั้น บัวสอน เรียนจบชั้นมัธยมที่แขวงสาละวันในปี 1974 หลังจากนั้นก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกศูนย์กลางชาวหนุ่มที่แขวงจำปาสักและทำ งานอยู่ที่สำนักงานแขวงจำปาสักในปี1975 แล้วถูกย้ายไปที่ศูนย์กลางพรรคฯ ในนครเวียงจันทน์ในปี 1981 ซึ่งหมายความว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ได้รับรู้การออกแบบแนวทางการปฏิรูปที่เรียกว่า จินตนาการใหม่ของไกสอน พมวิหาน ก่อนที่จะถูกส่งไปเรียนทฤษฎีการเมืองชั้นสูงที่มหาวิท ยาลัยแห่ง การที่ บัวสอน ได้ผ่านการศึกษาในต่างประเทศ ซึ่งก็เหมือนกับพวก Technocratจำนวนไม่น้อยในลาว จึงทำให้สังคมลาวจัดเขาให้อยู่ในกลุ่ม คนมีระดับ กล่าวคือเป็นชนชั้นนำในสังคม ถึงแม้ว่าจะมีพื้นเพมาจากบ้านนอกทางภาคใต้ก็ตาม คนข้างนอกไม่ค่อยมีใครรู้จัก บัวสอน มากนักในช่วงที่เขากลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ หรือแม้แต่ตอนที่เขาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการในสำนักนายกรัฐมนตรี ในระหว่างปี 1994-1996 ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเขาทำหน้าที่อะไร ซึ่งก็เทียบไม่ได้เลยกับอดีตรัฐมนตรีว่าการต่างประ เทศอย่าง สมสะหวาด เล้งสะหวัด หรือ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมอย่าง ทองลุน สีสุลิด หากแต่วงในพูดกันว่าเขาเป็นมือแก้ปัญหาให้พรรคคอมมิวนิสต์ลาวตัวฉกาจเลยทีเดียว โดยถึงขนาดที่กล่าวขานกันว่าในทุกๆครั้งที่พรรคฯมีปัญหาการจัดตั้งเกิดขึ้นและไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งระดับบนหรือระดับล่างก็ตาม คนเดียวที่มีบทบาทอย่างสำคัญยิ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ บัวสอน นั่นเอง บัวสอน ขึ้นมาโดดเด่นเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นหลังการประชุมใหญ่สมัชชาพรรคฯครั้งที่ 7 ในปี 2001 โดยก้าวกระโดดจากกรรมการศูนย์กลางพรรคฯลำดับที่ 40 ขึ้นมาเป็นกรรมการกรมการเมือง (Politburo) แซงหน้า สมสะหวาด ผู้โด่งดังในสายตา ของต่างชาติไปอย่างพลิกความคาดหมาย บัวสอน เริ่มปรากฏตัวในที่สาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในเดือนตุลาคม 2003 โดยได้มีการจัดตั้งตำแหน่งใหม่ที่เรียกว่ารองนายก รัฐมนตรีผู้ประจำการรัฐบาล ขึ้นมารองรับ บัวสอน เป็นการเฉพาะเจาะจง กล่าวคือเป็นตำแหน่งแม่บ้านให้กับคณะรัฐบาลลาว ที่แม้ว่าอำนาจหน้าที่จะไม่ชัดเจนนักก็ตาม แต่ บัวสอน ก็ได้ใช้อำนาจสั่งปลดผู้อำนวยการเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลที่ว่าบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการแสดงตัวก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั่นเอง คณะรัฐบาลลาวชุดใหม่ภายใต้การนำของ บัวสอน มีรัฐมนตรีหน้าใหม่วัยหนุ่มแน่นรุ่นเดียวกันกับเขาอยู่ค่อนข้างมากและที่สำคัญก็คือเป็น Technocrat ที่มีความเป็นมืออาชีพมากกว่ารัฐบาลลาวทุกชุดที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตนักรบ-นักปฏิวัติ ดังนั้น จะเห็นได้ว่านอกจาก อาซาง ลาวลี ซึ่งเป็นนักรบ-นักปฏิวัติชนเผ่าม้ง ที่ยัง คงครองตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไปแล้ว คนอื่นๆในตำแหน่งเดียวกันนี้โดยไม่ว่าจะเป็น ทองลุน ที่ควบรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ หรือ ดวงใจ พิจิด ที่ควบรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประ เทศ และ สมสะหวาด นั้นต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็น Technocrat หรือนักบริหารมืออาชีพรุ่นกลาง (ค่อนไปทางใหม่) ของพรรคฯทั้งสิ้น ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งอาจจะสะท้อนถึงการต่อรองทางอำนาจของคนรุ่นก่อนอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก เช่นกรณีของ ดร.นาม วิยะเกด ลูกชาย สะหมาน วิยะเกด อดีตประ ธานสภาแห่งชาติที่ยอมวางมือทางการเมืองเพื่อเปิดทางให้ลูกชายเข้ามาแทน แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว ดร.นาม ก็เป็น Technocrat สมัยใหม่เช่นกัน จึงทำให้เขาได้ตำแหน่งค่อนข้างดีกล่าวคือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ฉะนั้น โดยรวมแล้วการจัดคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของลาว จึงเป็นการผสมผสานที่ค่อนข้างลงตัวระหว่างบุคลากรรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ของพรรคฯ ทั้งนี้โดยอยู่ภายใต้เหตุผลและความต้องการของพรรคฯที่ว่าเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารและการนำพาประเทศโดยพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเพียงพรรคฯเดียวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้โดยเป้าหมายเฉพาะหน้าของการอยู่ในอำนาจทางการเมืองของพรรคฯก็คือปี 2020 อันเป็นปีเป้าหมายที่พรรคฯจะนำพาประ เทศชาติให้หลุดพ้นจากความยากจนและสภาพด้อยพัฒนาอย่างยิ่งให้ได้ โดยที่ไม่มีกำหนดว่าลาวจะก้าวไปสู่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมืองเมื่อใดนั่นเอง!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |