พิมพ์หน้านี้
|
บัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีลาวได้กล่าวให้สัมภาษณ์กับนักข่าวต่างชาติในระหว่างการเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำรัฐบาลอาเซียนครั้งที่ 13 ที่สิงคโปร์ อันถือเป็นการเข้าร่วมการประชุมฯเป็นครั้งแรกของ บัวสอน นับจากที่ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเป็นผู้นำรัฐบาลลาวเมื่อปี 2006 นั้นว่า ...พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ยังไม่มีแผนการที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมือง หากแต่พรรคฯ ยังคงมุ่งเน้นในแนวทางและเป้า หมายที่จะนำพาประเทศลาวไปสู่ระบอบสังคมนิยมอย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต... อย่างไรก็ตาม การกล่าวเน้นย้ำดังกล่าวนี้ของนายกรัฐมนตรีลาว ก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงกำหนดเวลาที่ชัดเจนเลยว่าพรรคฯจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานเท่าใด จึงจะสามารถนำ พาประเทศชาติไปสู่สังคมนิยมได้อย่างแท้จริง แต่ถึงกระนั้น นายกรัฐมนตรีลาว ก็ได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าก่อนที่จะสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์นั้น พรรคฯก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำพาประชาชนและประเทศชาติให้หลุดพ้นจากความยากจนอย่างยิ่งและความด้อยพัฒนาให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในปี 2020 เสียก่อน ทั้งนี้ด้วยการมุ่งเน้นในแนวทางของการพัฒนาทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อ เนื่องในอัตราเฉลี่ยระหว่าง 7.5%-8% ต่อปี ซึ่งถ้าหากสามารถปฏิบัติได้จริง ก็จะเป็นผลทำให้มูลค่าผลผลิตมวลรวมภายใน (GDP) ของลาวสามารถถัวเฉลี่ยเป็นรายรับของคนลาวได้ไม่ต่ำกว่า 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนในปี 2020 ดังกล่าว โดยปัจจัยที่พรรคฯ เชื่อว่าจะทำให้สามารถนำพาประเทศชาติและประชาชนลาวไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างแท้จริงนั้น ก็คือการส่งเสริมให้กลุ่มบริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนในลาวให้มากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง แน่นอนว่าการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในลาวให้มากขึ้นนั้นย่อมไม่ได้เน้น หนักที่ตลาดภายในลาวที่มีจำนวนประชากรทั้งหมดไม่ถึง 6 ล้านคนแต่อย่างใด หากแต่ได้มองไปถึงตลาดส่งออกสินค้าในต่างประเทศเป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในภาคพลังงาน ด้วยการลงทุนก่อสร้างเขื่อนและโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านลิกไนต์เพื่อส่งออกไปต่างประเทศเป็นด้านหลัก โดยที่มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นลูกค้ารายสำคัญที่สุดทั้งในปัจจุบันและในอนาคต กล่าวก็คือรัฐบาลลาวได้วางแผนการไว้ว่าจะส่งเสริมให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนเพื่อก่อสร้างเขื่อนหรือโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าให้ได้ไม่น้อยกว่า 29 โครงการภายในปี 2020 ซึ่งจะทำให้ลาวมีพลังงานไฟฟ้าเหลือใช้เพื่อส่งออกไปต่างประเทศได้ในปริมาณรวมกว่า 8,000 เมกกะวัตต์ต่อปี โดย 7,000 เมกกะวัตต์ในปริมาณทั้งหมดดังกล่าวนี้จะส่งมาขายให้กับไทยนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น สืบเนื่องจากการใช้พลังงานไฟฟ้าในไทยที่เพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% ในแต่ละปีนั้น ก็ยังทำให้ทางการลาวได้มองไปถึงเป้าหมายที่มากไปกว่านั้น ซึ่งก็คือเมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายที่จะก่อสร้างเขื่อนหรือโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าให้ได้ถึง 29 โครงการดังกล่าวแล้วนั้นเป้าหมายต่อไปของทางการลาว ก็คือการส่งเสริมให้ต่าง ชาติเข้าไปลงทุนในภาคพลัง งานนี้ให้เต็มศักยภาพที่มีอยู่ถึง 28,000 เมกกะวัตต์ แน่นอนว่าการที่จะสามารถสร้างเขื่อนหรือโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตามความประสงค์ดังกล่าวของรัฐบาลลาวนั้น ย่อมจะต้องอาศัยเงินลงทุนจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่ารวมกันไม่ต่ำกว่า 42,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือมากกว่ามูลค่า GDP ของลาวในปัจจุบันนี้ถึง 12 เท่าเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น การที่จะทำให้ต่างชาติตัดสินใจเข้าไปลงทุนในลาวมากขึ้นอย่างต่อ เนื่องได้นั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลลาวจะต้องมีการพัฒนา-ปรับปรุงและแก้ ไขระบบกฎหมายต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับของต่างชาติอย่างแท้จริง โดยในที่นี้ก็คือการทำให้สภาพเงื่อนไขต่างๆภายในลาวนั้นเอื้อต่อทุนนิยมนั่นเอง หากจะว่าไปแล้ว พรรคประชาชนปฏิวัติลาวภายใต้การนำของ ไกสอน พมวิหาน (อดีตผู้นำสูงสุดของพรรคฯในช่วงปี 1955-1992) ก็ได้เริ่มแปรผันจากแนวทางการนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมนิยมอย่างเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมาแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากการนำพาประเทศชาติไปสู่แนวทางดังกล่าวในช่วงระยะ 10 ปีแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นพระประมุขที่ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อปลายปี 1975 นั้นได้ดำเนินไปในท่ามกลางความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือในขณะที่ระบบการทำนารวมหมู่นั้นได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้อง การบริโภคของประชาชนในประเทศจนต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากบรรดาประเทศในกลุ่มสังคมนิยมด้วยกันเป็นด้านหลักนั้น ระบบสหกรณ์และสวัสดิการสังคมก็ต้องเผชิญกับความถดถอยลงเรื่อยๆ เนื่องจากการดำเนินกิจการในวิสาหกิจต่างๆของรัฐนั้นเผชิญกับการขาดทุนในทุกๆด้าน ยิ่งไปกว่านั้น การที่ไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศที่อยู่นอกกลุ่มสังคมนิยมด้วย กันเข้ามาในลาวเลย ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่ไม่สามารถที่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจาก สหภาพโซเวียตในเวลานั้นได้อีกต่อไปแล้ว จึงทำให้ ไกสอน จำต้องริเริ่มในแนวทางใหม่ที่เรียกว่านโยบายจินตนาการใหม่ (New Thinking Policy) นับจากปี 1986 เป็นต้นมา โดยการดำเนินแนวนโยบายจินตนาการใหม่ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นนโยบายเปลี่ยนแปลงใหม่ (Renovation Policy) นั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือการเปิดทางให้เศรษฐกิจของลาวเชื่อมตัวเข้ากับทุนนิยมโลกมากขึ้นทุกขณะนั่นเอง ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากมูลค่าการลงทุนของต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวด เร็วจากกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 1986-1995 มาเป็นมากกว่า 8,500 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบันนี้ โดยสำหรับในช่วงของแผนการพัฒนาประจำปี 2006-2007 ที่เพิ่งจะสิ้นสุดลงไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ ก็ปรากฏว่าเศรษฐกิจของลาวมีการขยายตัวในอัตราเฉลี่ยที่สูงถึง 7.6% และมูลค่าของ GDP ก็สามารถถัวเฉลี่ยเป็นรายได้ของประชากรลาวได้ถึง 728 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนซึ่งมากกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรลาวในปี 1985 ถึง 6 เท่า ในขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศภายใต้แนวนโยบายเปลี่ยนแปลงใหม่นี้ก็ได้ ก่อให้เกิดปัญหาช่องว่างของระดับการพัฒนาระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบทในลาวมากขึ้นทุกขณะเช่นกัน โดยกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ก็คือในขณะที่ประชาชนลาวในเขตนครเวียงจันทน์มีรายได้เฉลี่ยถึง 1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีแล้วนั้น หากแต่ประชาชนที่แขวงอัตตะปือกลับมีรายได้เฉลี่ยเพียง 251 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีเท่านั้น ทั้งนี้โดยจากรายงานของคณะกรรมการแผนการและการลงทุนของรัฐบาลลาวก็ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ถึงแม้เศรษฐกิจของลาวจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอดช่วงกว่า 2 ทศวรรษมานี้ก็ตาม แต่ในปัจจุบันก็ยังคงมีประชาชนลาวคิดเป็นสัดส่วนมาก กว่า 28% ของจำนวนประชากรทั้งหมดที่มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากจนอย่างยิ่ง ซึ่งก็คือประชาชนลาวในกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุที่ว่าการพัฒนาในช่วงกว่า 2 ทศวรรษมานี้ ทางการรัฐบาลลาวสามารถลดปัญหาความยากจนของประชาชนลาว ได้เฉลี่ยเพียง 1% ของประชากรที่ยากจนทั้งหมดในแต่ละปีเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคฯ และรัฐบาลลาวจะชูธงในอันที่จะนำพาประเทศชาติและประชาชนให้หลุดพ้นจากสภาพที่ด้อยพัฒนาให้ได้ภายในปี 2020 เป็นอันดับแรก ทั้งนี้ด้วยการเปิดประเทศเพื่อรับทุนนิยมอย่างเต็มที่ และหลังจากนั้น จึงค่อยไปว่ากันต่อว่าพรรคฯจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมนิยมได้เมื่อใดนั่นเอง!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |