พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อไม่นานมานี้มีป้ายโฆษณาใหญ่ข้างทางด่วนช่วงแจ้งวัฒนะ ซึ่งเขียนข้อความหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นการสะท้อนให้เห็นอาการจิตวิตกของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน โดยข้อ ความที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ...ตอนที่เราออกวิ่ง เวียดนามเพิ่งจะตั้งไข่ แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้กันอยู่ต่อไป อีกหน่อยเราก็จะตามเวียดนามไม่ทันแล้ว... แน่นอนว่าข้อความดังกล่าวนี้ย่อมมีนัยที่ต้องการจะแสดงหรือตอกย้ำต่อคนไทยถึงความรักชาติเป็นอย่างมาก ด้วยการยกประเด็นเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียด นามขึ้นมาปลุกกระแสแห่งความรักชาติดังกล่าว เนื่องเพราะสถานการณ์ในประเทศไทยในตลอดช่วงกว่า 2 ปีมานี้เต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งจนหาทางออกไม่เจอ ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็คงจะเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ข้อความดังกล่าวจะเป็นจริง ทั้งนี้เพราะจากรายงานทางเศรษฐกิจประจำปี 2007 ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่างธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) และ ธนาคารโลก รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ต่างก็ได้สรุปไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจของเวียดนามนั้นมีการขยายตัวมากขึ้นเป็นอันดับต้นๆของโลกแบบชนิดที่เรียกได้ว่าหายใจรดต้นคอของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในจีนเลยก็ว่าได้ ส่วนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในระยะเดียวกันนี้ ไม่เพียงจะตกอยู่ภาย ใต้สภาวะถดถอยเท่านั้น หากแต่ยังถูกจัดให้อยู่ในอันดับท้ายตารางของการจัดอันดับใน ทุกๆด้านอีกด้วย โดยถึงแม้ว่าบรรดาผู้บริหารในวงการรัฐบาลไทยจะพยายามปลอบใจพวกตัวเองว่าสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำเช่นนี้เป็นเพราะน้ำมันแพงก็ตาม แต่จะ ต้องไม่ลืมว่าทั้งเวียดนามและจีนต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำมันแพงเช่นเดียวกัน หากจะว่าไปแล้วเวียดนามนั้นได้เริ่มการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยหลังจากที่ไทยได้เริ่มดำเนินการในแนวทางดังกล่าวนี้นับเป็นเวลาถึงศตวรรษเลยก็ว่าได้กล่าวคือ ในขณะที่ประเทศไทยเริ่มต้นเข้าสู่ยุคทันสมัยในช่วงรัชกาลที่ 5 (1868-1910) ซึ่งตรงกับสมัยเมจิของญี่ปุ่น (1868-1912) อันเป็นช่วงเวลาที่ไทยกับญี่ปุ่นมีระดับการพัฒนาที่สูสีคู่คี่กันอย่างมากนั้น เวียดนามกลับต้องตกเป็นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่มองไม่เห็นอนาคตเลยว่าการพัฒนาประเทศนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างไร ครั้นเมื่อหนึ่งศตวรรษถัดมา โดยญี่ปุ่นนั้น ถึงแม้ว่าจะตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้อย่างยับเยินในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ตาม ในขณะที่เวียดนามเองก็เอาตัวรอดจากสงครามใน การปลดปล่อยประเทศมาได้อย่างสะบักสะบอม ส่วนประเทศไทยนั้นก็เผชิญกับปัญหาความขัดแย้งภายในกับพรรคคอมมิวนิสต์เพียงในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เมื่อเปรียบ เทียบกับการประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายของทั้งญี่ปุ่นและเวียดนามดังกล่าว หากแต่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งศตวรรษดังกล่าวก็ทำให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนารถไฟความเร็วสูงขึ้นมาใช้ในประเทศได้สำเร็จ ส่วนขบวนรถไฟไทยนั้นกลับสามารถพัฒนาให้วิ่งได้เร็วกว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 เพียงแค่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น (ในทุกวันนี้รถไฟไทยถ้าวิ่งเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วเป็นอันต้องตกรางอย่างแน่นอน) ครั้นเมื่อการขับเคลื่อนของไทยไม่อาจที่จะเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นได้เลยนั้น เหล่าผู้บริหารของไทยก็ได้เปลี่ยนเป้าหมายมาแข่งกับเวียดนามแทน (ความจริงเมื่อประมาณ 20 ปีก่อนนี้ ไทยก็แข่งกับประเทศอุตสาหกรรมใหม่เช่นเกาหลีและสิงคโปร์) และในเวลานี้ผู้บริหารของไทยก็เริ่มหวั่นวิตกแล้วว่าเวียดนามกำลังจะหายใจรดต้นคอของพวกตน ทั้งนี้โดย ADB คาดหมายว่าจนถึงสิ้นปี 2007 นี้ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยที่สูงถึง 8.3% เมื่อเปรียบเทียบกับในตลอดปี 2006 ที่ผ่านมาและยังเชื่อมั่นว่า GDP ของเวียดนามจะขยายการเติบโตเพิ่ม ขึ้นอีกในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 8.5% ในปี 2008 อีกด้วย (ขณะที่เศรษฐกิจของไทยในปีนี้ถ้าทำได้ถึง 4.3% ก็นับได้ว่าดีแล้วสำหรับในสายตาของผู้นำรัฐบาลไทย) การเติบโตทางเศรษฐกิจเวียดนามมีที่มาจากสองแหล่งที่สำคัญด้วยกันกล่าวคือ การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากต่างประเทศนั้นมีมูลค่าที่คิดเป็นสัดส่วนที่มากกว่า 40% ของ GDP อีกทั้งยังเชื่อว่าจะมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นต่อไปอีก 2 ปีเป็นอย่างน้อยอีกด้วย ส่วนการลงทุนภาครัฐเพื่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจนั้นก็จะเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 9% ของ GDP ในปัจจุบันนี้เป็นไม่น้อยกว่า 11% ของ GDP ซึ่งก็หมายความว่ารัฐบาลเวียดนามได้ออกแรงไปไม่ใช่น้อยเลยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของตน (คือว่าไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆแล้วโยนความผิดไปให้ราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว) ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าเป็นสมาชิกใหม่ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในช่วงต้นปีนี้ก็ได้ส่งผลดีต่อการส่งออกของเวียดนามเป็นอย่างมาก เพราะสินค้าส่งออกในหมวดที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากอย่างเช่นสิ่งทอ รองเท้า และ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเป็นต้นนั้น นับว่าได้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางการค้าในตลาดโลกมากพอๆกับที่เวียดนามยัง คงสามารถควบคุมค่าแรงงานให้ต่ำกว่าเกือบทุกประเทศในอาเซียนก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดที่การส่งออกของเวียดนามในตลอดปีนี้จะปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 18% ซึ่งสูงกว่าไทยเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว พร้อมกันนี้ เวียดนามยังได้ประโยชน์จากการที่คนเวียดนามโพ้นทะเลหรือที่เรียก ว่าเวียดเกี่ยว (Vietkieu) นั้นได้พากันส่งเงินกลับบ้านเกิดของพวกเขาในเวียดนามโดยที่มีมูลค่าเฉลี่ยที่เกินกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วงกว่าหนึ่งทศวรรษมานี้และก็ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย แน่นอนว่าการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นก็ทำให้เวียดนามต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยในเวลาเดียวกัน แต่ก็ดูเหมือนว่าการขาดดุลทางการค้าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตนักสำหรับเวียดนาม เนื่องเพราะการขาดดุลที่เกิดจากการนำเข้าสินค้าทุนนั้นย่อมถือเป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจที่กำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วซึ่ง ADB ก็ได้คาดว่าปีนี้เวียดนามจะขาดดุลการค้าในสัดส่วน 4.7% และจะลดลงเป็นไม่เกิน 3.8% ของ GDP ในปีหน้า ส่วนปัญหาราคาน้ำมันนั้น ก็ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเวียดนามไม่น้อยเช่นกัน เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นไปในทุกๆ 15% นั้นทำให้เวียดนามต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้นเกินระดับ 10% ซึ่งก็ยังผลทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างดาหน้าปรับขึ้นราคากันเป็นทิวแถว ซึ่งก็ไม่ต่างกับไทยในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม บรรดานักเศรษฐศาสตร์ระดับแนวหน้าของเวียดนาม ก็หาได้นิ่งดูดายต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้แต่อย่างใด โดยได้พากันออกมาเรียกร้องอย่างเป็นขบวนทัพที่มีเอกภาพกัน ด้วยการเร่งให้ทางการเวียดนามหาทางบริหารจัดการเศรษฐกิจใหม่เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปให้ได้อย่างทันกาล โดยนำเสนอว่าถ้าหากไม่สามารถที่จะจัดการกับราคาน้ำมันได้ ก็ต้องหันไปดูแลในเรื่องของดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในการส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศให้ได้เป็นต้น พร้อมกันนี้ ทางการเวียดนามยังมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลตลาดหลักทรัพย์ไม่ ให้อยู่ในสภาวะที่ร้อนแรงเกินไปเหมือนกับในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งมันได้ส่งผลไม่ดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของเวียดนามมากพอสมควร เนื่องเพราะเวียดนามได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้นของไทยที่นำไปสู่สภาวะฟองสบู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่สำหรับเวียดนามในระยะต่อไปนี้ ก็คือการที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้าให้สูงขึ้นซึ่งทำให้จะต้องมีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (ถ้าหากว่าการแปรรูปเป็นไปได้ยาก) รวมไปถึงการที่จะต้องเพิ่มศักยภาพและฝีมือแรงงานให้สูง ขึ้น เพราะลำพังการควบคุมให้ค่าแรงถูกอย่างเดียวนั้นย่อมไม่ก่อประโยชน์ในระยะยาวและไม่ส่งผลดีต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเวียดนามเลยนั่นเอง แน่นอนว่าสิ่งท้าทายนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะทำให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงแต่ชาวเวียดนามเขาก็มีความเชื่อมันในตัวเองว่าเขาสามารถที่จะทำให้ได้ ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับการวางเป้าหมายเอาไว้ว่าเวียดนามจะเป็นเจ้าเหรียญทองกีฬาซีเกมส์และเป็นแชมป์ฟุตบอลที่จะต้องเอาชนะไทยให้ได้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันใกล้จะเป็นความจริงมากขึ้นทุกทีแล้ว เพราะคนเวียดนามต่างจากคนไทยตรงที่ว่าเขาจะวางเป้าหมายที่ใหญ่และยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็คือในวันนี้แข่งกับไทย ส่วนพรุ่งนี้ก็จะต้องแข่งกับญี่ปุ่นให้ได้!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |