พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากที่ห่างหายจากการตกเป็นข่าวมานาน โดยนับตั้งแต่ที่ได้ทรงสละราชบัลลังภ์ในปลายปี 2004 เป็นต้นมานั้น สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งราชอาณา จักรกัมพูชา ก็ได้ปรากฏเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์ได้ทรงเปิดกล้องเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่พระองค์ทรงเป็นทั้งผู้ประพันธ์-ผู้เขียนบทและผู้กำกับอย่างครบ กระบวนการด้วยพระองค์เอง โดยที่ต้องถือว่ากรณีดังกล่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ก็เพราะว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่พระ องค์ได้ทรงเริ่มเดินกล้องถ่ายทำในวันที่ขึ้นปีใหม่ 2008 ที่ผ่านมานี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาในช่วงที่กองกำลังเขมรแดงเรืองอำนาจ ซึ่งพระองค์ก็ได้เริ่มถ่ายทำฉากแรกของภาพยนตร์ด้วยการย้อนไปในวันที่ 17 เมษายน 1975 อันเป็นวัน ที่กองกำลังเขมรแดงได้กีฑาทัพเข้ายึดกรุงพนมเปญ โดยที่มีกำลังทหารของอดีตรัฐบาลภายใต้การนำของนายพล ลอน นอล (ที่ยอมแพ้) เข้าแถวคอยให้การต้อนรับนั่นเอง แน่นอนว่าการที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้ทรงเลือกให้ฉากดังกล่าวนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวนั้นย่อมไม่เพียงจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาของพระองค์ที่ต้องการจะสร้าง ภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น(จริง)ในกัมพูชาเท่านั้น หากแต่ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังอยู่บนพื้นฐานที่ว่าพระองค์จะทรงนำเสนอข้อมูล และให้การอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในตลอดช่วงที่เขมรแดงครองอำนาจอย่างไรอีกด้วย เพราะจะต้องไม่ลืมว่าศาลพิเศษที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับ องค์การสหประชาชาตินับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมานั้นกำลังที่จะเริ่มกระบวนการดำเนิน คดีเพื่อลงโทษต่อบรรดาอดีตผู้นำเขมรแดง (ที่ยังมีชีวิตอยู่) ในข้อหาอาชญากรสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรเกือบ 2 ล้านคน (ในช่วงปี 1975-ต้นปี 1979) ในปีนี้ ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่คณะผู้พิพากษาศาลพิเศษฯได้เคยประกาศอย่างชัดเจน ในช่วงก่อนหน้านี้ว่าจะกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จเจ้าสีหนุ เพื่อให้ทรงเป็นพยานและให้ปากคำในการดำเนินคดีในศาลพิเศษฯด้วยนั้นยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนี้มีความ น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องเพราะจนถึงเวลานี้ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า สมเด็จเจ้าสีหนุจะทรงนำเสนอ เรื่องราวเกี่ยวกับเขมรแดงไปในทิศทางใดและจะจำกัดบริบทของเรื่องไว้เฉพาะในส่วนที่เกิดขึ้นภายในกัมพูชาเท่านั้นหรือไม่ ทั้งนี้เพราะโดยตัวของพระองค์เองนั้นทรงได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเขมรแดงโดยตรงนับตั้งแต่การสนับสนุนให้เขมรแดงยึดอำนาจจากรัฐบาลของนายพล ลอน นอล (ผู้ซึ่งได้ทำการรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจทางการเมืองของพระองค์ในปี 1970 โดยได้รับการสนับ สนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา) จนมาประสบผลสำเร็จในวันที่ 17 เมษายน 1975 และก็ทำให้พระองค์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประมุขรัฐอีกครั้ง ก่อนที่จะถูกเขมรแดงภายใต้การนำของ พล พต ปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 4 เมษายน 1976 ครั้นเมื่อเวียดนามได้เริ่มเคลื่อนทัพเข้าสู่กัมพูชาภายใต้เป้าหมายเพื่อขับไล่เขมรแดงออกจากกรุงพนมเปญและได้เกิดการสู้รบกันหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นทุกขณะนั้น ฝ่าย เขมรแดงก็ได้มอบหมายให้ สมเด็จเจ้าสีหนุ เดินทางไปเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านเวียดนาม ด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ค จนกระทั่งต่อมา เมื่อเวียดนามสามารถบุกยึดและขับไล่เขมรแดงออกไปจากกรุง พนมเปญได้อย่างเบ็ดเสร็จในวันที่ 7 มกราคม 1979 แล้วนั้น สมเด็จเจ้าสีหนุ จึงทรงได้ตัดสินพระทัยไปลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่กรุงปักกิ่งและบางครั้งบางคราวก็ทรงเสด็จไปที่กรุงเปียงยางอีกด้วย แต่ด้วยเหตุที่ สมเด็จเจ้าสีหนุทรงอยู่ในอำนาจทางการเมืองของกัมพูชามาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี 1941 สลับกับการสละราชบัลลังภ์เพื่อมาดำรง ตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 10 สมัยและเป็นประมุขของรัฐอีก 2 สมัยนั้น ได้ยังผลทำให้พระองค์ไม่สามารถที่จะหยุดการเคลื่อนไหวเพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมืองได้ โดยผลที่ติดตามมา ก็คือพระองค์ได้ทรงร่วมมือกับฝ่ายเขมรแดงและฝ่ายซอน ซานน์ จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาในปี 1982 เพื่อต่อต้านเวียดนาม โดยที่พระองค์เองได้รับตำแหน่งเป็นประธานของรัฐบาลผสมชุดดังกล่าวนี้ ต่อมาเมื่อกองทัพเวียดนามได้ถอนกำลังทหารทั้งหมดออกไปจากกัมพูชาในช่วงปี 1989 อันเป็นการปูทางไปสู่การเจรจาสันติภาพระหว่างเขมร 4 ฝ่าย ซึ่งรวมถึงรัฐบาลที่กรุงพนมเปญภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ด้วยนั้น และการเจรจาก็ได้มา บรรลุผลด้วยการลงนามในข้อตกลงสันติภาพ ณ กรุงปารีสในปลายปี 1991 นั้นก็ได้เป็นผลทำให้ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้หวนกลับไปขึ้นครองราชย์อีกครั้งในปี 1993 อันเป็นปีที่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปีนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ด้วยความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างกลุ่มการ เมืองในกัมพูชามาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ก็ได้เป็นเหตุทำให้ สมเด็จเจ้าสีหนุ ทรงตัด สินพระทัยสละราชบัลลังภ์อีกครั้งและอย่างถาวรในปลายปี 2004 แต่ก็ได้สนับสนุนพระ โอรสของพระองค์ (สมเด็จเจ้านโรดม สีหมุนี) ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์เรื่อยมาจนเท่าทุกวันนี้ โดยจากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า สมเด็จเจ้าสีหนุ นั้นมิได้ทรงอยู่ห่างจากการเมืองในกัมพูชาแต่อย่างใดเลย เพราะฉะนั้น ในเมื่อว่าพระองค์ได้ทรงหันมา สร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเขมรแดงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกัมพูชา โดยที่พระ องค์เองเป็นทั้งผู้ประพันธ์-ผู้เขียนบทและผู้กำกับเช่นนี้ จึงมิใช่การเคลื่อนไหวที่ธรรมดาๆ อย่างแน่นอน ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าคณะผู้พิพากษาศาลพิเศษฯ จะได้กำหนดแล้วว่าจะดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังคงมีชีวิตอยู่เพียง 5 คน กล่าวก็คือ นวน เจีย ผู้นำหมายเลข 2 ของเขมรแดงรองจาก พล พต, เขียว สัมพันธ์ อดีตประมุขรัฐ, เอียง สารี อดีตรัฐมนตรีว่า การต่างประเทศ, เอียง ธิฤทธิ์ อดีตรัฐมนตรีกิจการภายใน และ เกร็ง เก็ก อีฟ อดีตผู้คุม สถานคุมขังและทรมานนักโทษของเขมรแดงในกรุงพนมเปญเท่านั้นก็ตาม หากแต่จะต้องไม่ลืมว่ากลุ่มนักการเมืองที่กุมอำนาจในกัมพูชาในทุกวันนี้ กล่าวก็คือนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน, เจีย ซิม ประธานวุฒิสภา และ เฮง สัมริน ประธานสภาแห่ง ชาติของกัมพูชานั้นต่างก็ล้วนแล้วแต่เคยเป็นบุคลากรของเขมรแดงด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าหากปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนี้ของ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้มีการนำเสนอเรื่องราวโดยเชื่อมโยงไปถึงสถานะและบทบาทของบุคคลทั้งสามดังกล่าวด้วยนั้น ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองของบุคคลทั้งสามอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แน่นอนว่าในฐานะที่เป็นกลุ่มนักการเมืองที่ยึดกุมอำนาจในกัมพูชาได้อย่างชนิดที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นอำนาจที่เบ็ดเสร็จแล้วนั้นย่อมจะต้องแสดงถึงความไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะจะต้องไม่ลืมว่าการดำเนินคดีอาชญากรสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรต่อบรรดาอดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น จะต้องใช้เวลาอีก 3 ปีเป็นอย่าง น้อยจึงจะสามารถตัดสินคดีได้ ในขณะที่ภาพยนตร์ของ สมเด็จเจ้าสีหนุ จะใช้เวลาถ่ายทำให้แล้วเสร็จ และพยายามที่จะนำเสนอเผยแพร่สู่การรับรู้ของสาธารณะทั้งในกัมพูชาและในต่างประเทศให้ได้ภายในปีนี้อันเป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น จะต้องไม่ลืมอีกเช่นกันว่าเมื่อภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนี้ได้เสนอถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับเขมรแดง ก็ย่อมปฏิเสธที่จะเชื่อมโยงถึงต่างประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ได้เช่นกัน ซึ่งในที่นี้ก็คือสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เวียดนาม และ ไทยด้วยนั่นเอง!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||