พิมพ์หน้านี้
|
ทันทีที่รัฐบาลทหารพม่า ได้ประกาศว่าจะจัดให้มีการลงประชามติเพื่อรับรองเอารัฐธรรมนูญการปกครองฉบับใหม่ภายในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ทั้งยังได้กำหนดที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปแบบหลายพรรคการเมืองภายในปี 2010 ซึ่งรวมไปถึงการกำหนดในอันที่จะให้อิสรภาพแก่ ออง ซาน ซูจี ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเป็นเวลา 6 เดือนด้วยนั้นนับ เป็นการเคลื่อนไหวที่ได้รับการตอบสนองทั้งในด้านบวก และด้านลบจากภาคส่วนต่างๆอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกประเทศพม่า กล่าวสำหรับประเทศแรกที่ได้แสดงท่าทีตอบสนองด้านบวกต่อการเคลื่อนไหวนี้ก็คือสิงคโปร์ในฐานะที่เป็นประธานของกลุ่มอาเซียน ซึ่งมองว่าเป็นความคืบหน้าอีกขั้นหนึ่งของแผนการ 7 ขั้นของการพัฒนาทางการเมืองในพม่าเพื่อมุ่งไปสู่ประชาธิปไตยให้ได้อย่างแท้จริงในอนาคต แต่การมองดังกล่าวนี้ของทางการสิงคโปร์ก็นับว่าแตกต่างกับการมองของสหรัฐ อเมริกาและบรรดาประเทศสมาชิกในกลุ่มสหภาพยุโรปอย่างสิ้นเชิง เพราะสำหรับทางฝ่ายสหรัฐฯและสหภาพยุโรปแล้วมองว่าการประกาศดังกล่าวของรัฐบาลทหารพม่านั้นเป็นเพียงการสร้างภาพเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทหารสามารถที่จะอยู่ในอำนาจทาง การเมืองได้ต่อไปอย่างยาวนานเท่านั้น ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าร่างรัฐธรรมนูญการปกครองที่ได้เริ่มดำเนินการร่างนับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมานั้น นอกจากจะไม่มีบรรดาผู้นำของชนกลุ่มน้อยและฝ่ายค้านเช่นพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for DemocracyNLD) ภาย ใต้การนำของ ออง ซาน ซูจี เข้าร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดแล้วบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ยังได้กำหนดห้ามชาวพม่าที่มีคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติเข้าร่วมหรือลงสมัครแข่งขันในการเลือกตั้งที่อาจจะมีขึ้นนี้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ย่อมมีเป้าหมายที่จะกีดกัน ออง ซาน ซูจี ที่มีคู่สมรสเป็นชาวอังกฤษนั้นให้พ้นไปจากวงจรทางการเมืองในพม่าเป็นด้านหลัก โดยหวังว่าจะเป็นอีกทางหนึ่งในการกำจัดคู่ต่อสู้ทางการเมืองของคณะทหารพม่านั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับในด้านการจัดเตรียมความพร้อมต่างๆไว้เพื่อรองรับการจัดให้มีการลงประชามติเพื่อรับรองรัฐธรรมนูญนั้น ก็มีข่าวออกมาจากวงในของคณะทหาร พม่าว่าจะมอบหมายให้เป็นความรับผิดชอบขององค์กรที่มีชื่อว่าสมาคมเพื่อการพัฒนาและความเป็นปึกแผ่นแห่งสหภาพ (Union Solidarity and Development Association หรือ USDA) อีกด้วย โดย USDA นี้นับเป็นองค์กรจัดตั้งมหาชนที่รัฐบาลทหารพม่าจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีบทบาทหลักในการช่วงชิงมวลชนจาก NLD อย่างเป็นการเฉพาะเจาะจงก็ว่าได้ เพราะจากความพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อ NLD ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 1990 นั้น ได้ทำให้รัฐบาลทหารพม่ามองเห็นความจริงที่ว่าลำพังแต่อำนาจที่ปลายกระบอกปืนนั้นมันไม่ใช่ แนวทางที่จะทำให้คณะทหารสามารถที่จะอยู่ในอำนาจได้อย่างปกติสุข ด้วยเหตุนี้ จึงได้ตัดสินใจจัดตั้ง USDA ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1993 อันเป็นปีที่รัฐบาลทหารพม่าได้เริ่มสร้างภาพและสร้างความชอบธรรมให้กับการอยู่ในอำนาจของ พวกตนด้วยการจัดตั้งสมัชชาแห่งชาติ หรือ National Convention ขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในการวางเค้าโครงให้กับการร่างรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับใหม่ของประเทศนั่นเอง ทั้งนี้โดยในจำนวนสมาชิกของสมัชชาแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งโดยอำนาจใน คณะรัฐบาลทหารพม่าซึ่งมีอยู่ทั้งหมดกว่า 1,000 คนนั้นถือเป็นสมาชิกที่มาจาก USDA มากถึง 633 คนหรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 58% ของจำนวนสมาชิกฯทั้งหมด ส่วนนอกนั้นก็จะเป็นตัวแทนจากชนเผ่าที่ไม่มีปัญหาขัดแย้งกับรัฐบาลทหาร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งนั้นก็คือชนเผ่าที่ USDA สามารถเข้าไปจัดตั้งและควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น USDA ยังเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลทหารพม่าในการเคลื่อนไหวเพื่อเผชิญหน้ากับ NLD และมวลชนของ NLD อีกด้วย โดยกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ก็คือการสกัดกั้นขบวนของ ออง ซาน ซูจี ในปี 2003 ทางภาคเหนือของกรุงย่างกุ้ง ซึ่งการปะทะในครั้งนั้นก็เป็นเหตุทำให้ผู้สนับสนุนของ ออง ซาน ซูจี เสียชีวิตไปมากกว่า 100 คน และล่าสุดก็คือการปราบปรามการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ ที่มีพระ สงฆ์เป็นแกนนำในการประท้วงเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนปีที่แล้วอันเป็นผลทำให้มีผู้เสียชีวิต (รวมพระสงฆ์ด้วย) นับร้อยคนเช่นกัน (รัฐบาลทหารพม่าบอกว่ามีผู้เสียชีวิต เพียง 15 คนเท่านั้น) การดำเนินงานของ USDA ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทหารพม่าทั้งในด้าน งบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงการได้รับอภิสิทธิ์เหนือพลเมืองโดยทั่วไปในทุกๆด้านนั้นได้กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ USDA นี้สามารถเสริมสร้างเครือข่ายและก็เพิ่มจำนวนสมาชิกได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยจากรายงานของ USDA ได้ระบุว่าในช่วง 15 ปีมานี้สามารถสร้างเครือข่ายที่เป็นคณะกรรมการระดับรัฐหรือเขตปกครองได้อย่างครบถ้วนทั้ง 17 รัฐหรือเขตปกครอง (States and Divisions) ในทั่วประเทศแล้ว (เขตที่มีชนกลุ่มน้อยเป็นประชากรส่วนใหญ่เรียกว่า State ส่วนเขตที่มีชนชาติพม่าเป็นประชากรส่วนใหญ่นั้นเรียกว่า Division) พร้อมกันนี้ USDA ยังสามารถจัดตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอได้ 66 คณะและระดับเมืองได้ 320 คณะ ส่วนการจัดตั้งที่สามารถเสริมเพิ่มจำนวนสมาชิกได้มากที่สุดก็คือคณะกรรมการระดับชุมชนหรือหมู่บ้านซึ่ง USDA สามารถควบคุมได้ถึง 15,421 แห่ง อันเป็นผลทำให้มีสมาชิกทั้งที่เข้ามาโดยสมัครใจและถูกบีบบังคับแล้วมากกว่า 25 ล้าน คนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศแล้วในทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลทหารพม่าจะมอบหมายให้ USDA เป็นองค์กรที่รับผิดชอบในการจัดการลงประชามติเพื่อรับรองเอาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้เนื่องจากมั่นใจว่าด้วยพลังมวลชนของ USDA ที่มีอยู่กว่า 25 ล้านคนนั้นจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติอย่างแน่นอน แน่นอนว่าความต้องการที่แท้จริงของรัฐบาลทหารพม่าย่อมไม่ใช่เพียงการทำให้รัฐธรรมนูญ (ที่ใช้เวลากว่า 14 ปีในการร่าง) ผ่านการลงประชามติออกมาบังคับใช้อย่างเป็นทางการเท่านั้น หากยังได้มองไปถึงชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเหนือพรรค NLD ในอีกกว่า 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย ทั้งนี้โดยวิธีการสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวของรัฐบาลทหารพม่าเป็นจริงได้นั้น ก็คือการแปลงร่างองค์การจัดตั้งมหาชนของคณะทหารอย่าง USDA ไปเป็นพรรคการเมือง เพราะภายหลังจากที่ได้จัดการลงประชามติเพื่อรับรองเอารัฐธรรมนูญได้ตามความต้องการแล้วนั้น รัฐบาลทหารพม่าก็ยังมีเวลาอีกกว่า 2 ปีในการที่จะเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านสำหรับรองรับการแปลงร่าง USDA ไปเป็นพรรคการเมืองนั่นเอง ขิ่น หม่อง ยี เลขาธิการพรรคเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทหารพม่านั้นได้ให้การยืนยันว่าการดำเนินตามแผนการดังกล่าวนี้ของรัฐบาลทหารพม่าได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้วในเวลานี้ โดยสิ่งที่ USDA กำลังเร่งดำเนินการอยู่ในเวลานี้ ก็คือการคัดเลือกสมาชิกของ USDA ทุกระดับในทั่วประเทศเพื่อให้เป็นคณะกรรมการจัดการลงประชามติในการรับรองเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ...ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการฯชุดนี้ก็ยังจะถูกแปรสภาพไปเป็นคณะกรรมการ การเลือกตั้งแห่งชาติอีกด้วย... ซึ่งด้วยสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ จึงทำให้ ขิ่น หม่อง ยี ที่กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในพรรคการเมืองใหม่ของรัฐบาลทหารพม่านั้น มีความมั่นใจว่าผลการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 นั้นย่อมจะแตกต่างกับการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 อย่างแน่นอน นั่นก็คือชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้ จะตกเป็นของพรรคที่เป็นร่างทรงของรัฐบาลทหารพม่าเป็นแน่แท้ โดยเมื่อถึงวันนั้นผู้นำสูงสุดของพม่าก็จะยังคงเป็นพลเอก (อาวุโส) ตัน ฉ่วย เช่น เดิม (ถ้าไม่ตายไปเสียก่อน) ส่วนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ก็จะยังคงเป็นฝ่ายค้านต่อไป แต่ที่ยังไม่ชัดเจนนั้นก็คือในเมื่อผู้ที่มีคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติที่ถูกห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่าง ออง ซาน ซูจี นั้นจะมีสถานะเป็นอย่างไรในการเมืองพม่า เพราะการห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองดังกล่าวนี้ไม่ใช่การถูกตัดสิทธิในทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปีเหมือนในเมืองไทย หากเป็นการตัดสิทธิอย่างถาวรนั่นเอง เพราะฉะนั้น ถึงที่สุดแล้วการเมืองในพม่าก็จะยังคงย่ำอยู่ที่เดิมต่อไป กล่าวก็คือแม้จะมีการลงประชามติเพื่อรับรองเอารัฐธรรมนูญแล้วจัดให้มีการเลือกตั้ง (แบบมัดมือชก) และมีการจัดตั้งคณะรัฐบาลที่มีจากการเลือกตั้ง (ที่อาจจะมีขึ้น) ดังกล่าวก็ตาม แต่ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยการกำหนดจากอำนาจทหารฝ่ายเดียวเช่นนี้ ย่อมจะไม่ เป็นที่ยอมรับจากพรรคฝ่ายค้านและนานาชาติอยู่ดี ซึ่งนั่นก็หมายความว่าการประท้วง การใช้กำลังเข้าปราบปรามการประท้วง และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหรือการประณามที่นานาชาติมีต่อรัฐบาลทหารพม่าที่แปลงร่างไปเป็นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง (แบบมัดมือชก) นั้น ก็จะยังคงมีอยู่และเกิดขึ้นเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่งนั่นเอง!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |