พิมพ์หน้านี้
|
คณะผู้แทนของรัฐบาลกัมพูชาและสหประชาชาติในศาลพิเศษเพื่อดำ เนินคดีกับบรรดาอดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันพึ่งจะสามารถเริ่มกระบวนการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงได้อย่างเป็นรูปธรรมในต้นปีนี้ แต่ถึงกระนั้น การดำเนินคดีก็ยังคงไปไม่ถึงไหนเลย นอกจากการมานั่งพิจารณาคำร้องของอดีตผู้นำเขมรแดงที่ชราภาพ ซึ่งได้ขอประ กันตัวออกจากที่คุมขังด้วยเหตุผลอันเกี่ยวกับสุขภาพที่ทรุดโทรมถึงขนาดที่ต้องเทียวเข้า-เทียวออกโรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้งหลายหน ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่ชัดเจนของคณะผู้พิพากษาศาลพิเศษฯเช่นกันที่ไม่ยอม อนุญาตให้มีการประกันตัวได้ตามการร้องขอของอดีตผู้นำเขมรแดงดังกล่าว ด้วยเหตุผลในด้านสุขภาพและความปลอดภัยของจำเลยเอง แต่อย่างไรก็ตาม การที่สภาพของการดำเนินคดีได้เป็นไปเช่นนี้ กล่าวคือต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพิจารณาในเรื่องเทคนิคที่ไม่ใช่เนื้อหาของคดีเลยนั้น ทั้งยังต้องทุ่มเทให้ความสนใจกับปัญหาสุขภาพของอดีตผู้นำเขมรแดงเป็นกิจวัตรประจำวันเช่นนี้ก็ได้ทำให้คณะผู้ แทนของรัฐบาลกัมพูชาและสหประชาชาติในศาลพิเศษฯต่างก็มองเห็นปัญหาที่ตรงกันเป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่งก็คือการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดง 5 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเวลานี้อันประกอบด้วย นวน เจีย, เขียว สัมพันธ์, เอียง สารี, เอียง ธิฤทธิ์ และ เก็ง เก็ก อีฟ นั้นย่อมไม่สามารถที่จะดำเนินการและตัดสินคดีให้แล้วเสร็จได้ภายในปี 2009 เป็นแน่ หากแต่จะต้องขยายเวลาต่อไปอีกจนถึงปลายปี 2011 อันทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้งบ ประมาณมากขึ้นด้วย ทั้งนี้โดยการจัดตั้งศาลพิเศษฯขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปลายปี 2005 นั้น นานาชาติได้ตกลงให้ความช่วยเหลือทางด้านงบประมาณแก่ศาลพิเศษฯดังกล่าวนี้ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 56.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับใช้ในการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงใน ช่วงปี 2006-2009 แต่สำหรับความเห็นร่วมกันของคณะผู้แทนรัฐบาลกัมพูชาและสหประชาชาติในศาลพิเศษฯในครั้งล่าสุดนี้ได้มองไปถึงความต้อง การทางด้านงบประมาณที่จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 3 เท่าเลยทีเดียว จึงจะทำให้การบริหารงานในด้านต่างๆนั้นสามารถที่จะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นจนถึงปี 2011 อย่างไรก็ตาม สำหรับในสายตาของบรรดาประเทศผู้บริจาคแล้วย่อมไม่ได้มอ เห็นเช่นนั้น เพราะสิ่งที่บรรดาประเทศผู้บริจาคต่างได้รับรู้มาโดยตลอดก็คือความไม่ลงรอยกันในหลายๆเรื่องระหว่างคณะผู้แทนของรัฐบาลกัมพูชากับคณะผู้แทนของสหประชาชาติ และกรณีที่ขัด แย้งกันมากที่สุดก็คือเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณนั่นเอง ทั้งนี้โดยคณะผู้ตรวจสอบบัญชีรายรับและรายจ่ายของสหประชาชาติได้เสนอรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของศาลพิเศษฯในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมานี้ว่าคณะผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลเขมรได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่โปร่งใสและไม่เป็นไปตามกฎระเบียบฯที่ได้ตกลงกันเอาไว้เลย โดยกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนนั้นก็เช่นการว่าจ้างพนักงานท้องถิ่นจำนวน 200 กว่าคน ซึ่งนอกจากจะไม่มีการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกเอาผู้ที่มีคุณสมบัติ และมีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างแท้จริงแล้วก็ยังปรากฏว่าเป็นการจ้างงานที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงอยู่ในเบื้องหลังอีกด้วย ดังกรณีการว่าจ้างพนักงานแปลภาษาอังกฤษและเขมรจำนวน 29 คนที่จากการตรวจสอบพบว่ามีถึง 18 คนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเลย โดยนอกจากจะไม่จบปริญญาตรีด้านภาษาอังกฤษแล้วยังมีประสบการณ์ในการแปลเลยอีกต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้น คณะผู้ตรวจฯของสหประชาชาติ ยังพบด้วยว่าพนักงานชาวเขมรที่ได้รับการบรรจุให้ปฏิบัติหน้าที่ในศาลพิเศษฯเขมรแดงในฝ่ายรัฐบาลเขมรนั้นจะต้องหักส่วน 25% ของรายได้ทุกเดือนให้กับผู้ที่ทำให้พวกตนได้รับการบรรจุดังกล่าวด้วย แต่ถึงกระนั้น ทุกคนก็ยินดีที่จะจ่ายเพราะเงินเดือนขั้นต่ำที่พวกเขาได้รับจากการที่ได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงานของศาลพิเศษฯเขมรแดงนั้น มันสูงกว่าเงินเดือนข้าราชการระดับล่างของเขมรตั้งแต่เกือบ 100 เท่าขึ้นไปเลยทีเดียว กล่าวคือคณะผู้แทนของรัฐบาลเขมรในศาลพิเศษฯเขมรแดงนั้นได้แบ่งระดับเงิน เดือนของพนักงานท้องถิ่นในศาลพิเศษฯออกเป็น 5 ขั้นด้วยกัน โดยเริ่มจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน และเพิ่มขึ้นไปจนถึง 5,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ซึ่งก็ทำให้ศาลพิเศษฯเขมรแดงต้องจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานของฝ่ายรัฐบาลเขมรคิดเป็นมูลค่ารวมกันถึง 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่า 25% ของเงินในมูลค่า 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ได้ตกไปอยู่ในกระเป๋าของผู้ที่มีอิทธิพลในรัฐบาลเขมรอย่างสบายใจเฉิบแล้วนั่นเอง ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ จึงทำให้คณะผู้ตรวจฯของสหประชาชาติ ได้เสนอให้มีการปรับลดอัตราเงินเดือนของพนักงานชาวเขมรในศาลพิเศษฯเขมรแดงลงครึ่งหนึ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถคาดหมายได้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะต้องถูกคัดค้านอย่างหัวชนฝาจากฝ่ายรัฐบาลเขมร ทั้งนี้โดย เจีย เลียง อัยการผู้เป็นตัวแทนของรัฐบาลเขมรในศาลพิเศษฯเขมรแดงซึ่งมีอัตราเงินเดือนที่สูงถึง 5,300 ดอลลาร์สหรัฐนั้นได้แสดงท่าทีคัดค้าน อย่างชัดเจนว่าการปรับลดเงินเดือนของพนักงานชาวเขมรลงมาครึ่งหนึ่งดังกล่าวไม่เพียงจะส่งผลทำให้พนักงานชาวเขมรส่วนใหญ่ต้องพากันลาออกไปเท่านั้น แต่ยังจะทำให้ศาลพิเศษฯถึงกับต้องล้มลงไปอย่างไม่เป็นท่าอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เจีย เลียง ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอดังกล่าวนี้ด้วยว่าไม่ได้พิจารณาถึงสถานภาพของทางฝ่ายคณะผู้แทนของสหประชาชาติเลยแม้แต่น้อยทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วพนักงานของสหประชาชาติในศาลพิเศษฯเขมรแดงได้รับเงินเดือนสูงกว่าพนักงานของรัฐบาลเขมรถึง 2 เท่าเป็นอย่างน้อยในทุก ระดับ ฉะนั้น ถ้าหากจะมีการตัดเงินเดือนก็ควรที่จะทำกันในทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ดังนั้น จึงทำให้การตอบโต้ระหว่างคณะผู้แทนฝ่ายรัฐบาลเขมรกับคณะผู้แทนที่มาจากสหประชาชาติในประเด็นดังกล่าวได้เดินทางมาถึงข้อสรุปสุดท้ายที่ว่าจะต้องมีการขยายเวลาในการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงออกไปจนถึงปลายปี 2011 ซึ่งทำให้ต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังมีความจำเป็นที่จะต้องจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 530 คนอีกด้วย แน่นอนว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังคงไม่มีประเทศใดได้แสดงเจตนาที่จะบริจาคให้ความช่วยตามความต้องการดังกล่าวของศาลพิเศษฯ เนื่องเพราะเกิดความไม่เชื่อมั่นเสียแล้วว่าการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงจะเดินไปถึงจุดไหนกันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำตัวอดีตผู้นำเขมรแดงมาดำเนินคดีในศาลพิเศษฯนั้นก็ยังไม่มีอะไรที่คืบหน้าไปกว่าการควบคุมตัวอดีตผู้ นำเขมรแดงและการพิจารณาคำร้องขอประกันตัวของอดีตผู้นำเขมรแดงอย่าง นวน เจีย อดีตผู้นำหมายเลข 2 วัย 82 ปี (รองจาก พอล พต ที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 1998) และการควบคุมตัว เก็ง เก็ก อีฟ ผู้เป็นอดีตมือสังหารของเขมรแดงวัย 78 ปีไว้เพื่อสอบปากคำและถูกนำตัวไปเพื่อรำลึกความหลังในฐานะอดีตผู้บัญชาการค่ายทรมานนักโทษ Toul Sleng ในเขตชานเมืองของกรุงพนมเปญเท่านั้น ส่วน เขียว สัมพันธ์ อดีตประมุขรัฐในช่วงเขมรแดงเรืองอำนาจนั้นก็ยังคงเล่นแง่ว่าจะไม่ยอมขึ้นให้ปากคำในชั้นศาลพิเศษฯ ถ้าหากว่ายังไม่มีการแปลเอกสารต่างๆเป็นภาษาฝรั่งเศส เนื่องเพราะทนายความของจำเลยนั้นเป็นชาวฝรั่งเศส ในขณะที่ เอียง สารี นั้นก็เทียวเข้า-ออกโรงพยาบาลมาโดยตลอดในช่วงกว่า 5 เดือนมานี้ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่คณะผู้แทนของสหประชาชาติเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในเวลานี้ ก็คือการปฏิรูประบบการบริหารงานภายในให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง เนื่องจากศาลพิเศษฯไม่เพียงจะมีปัญหาในด้านเอกสารสำคัญต่างๆที่ต้องใช้ในการดำเนินคดีเพื่อเอาผิดกับอดีตผู้นำเขมรแดงเท่านั้น หากแต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือจากประชา ชนชาวเขมรในวงกว้าง ทั้งยังไม่มีระบบการคุ้มครองพยานที่น่าเชื่อถืออย่างเพียงพอสำหรับการรับประกันความปลอดภัยให้กับบรรดาผู้ที่จะอาสาเข้ามาเป็นพยานในคดีอีกด้วย ซึ่งก็ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลเขมรนั้นไม่เห็นด้วยที่จะมีการปฏิรูปโครงสร้างดังกล่าวนี้แล้ว หากแต่กลับได้มองหาแหล่งเงินที่จะขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นสำหรับความล่าช้าในการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรที่ชราภาพมากแล้ว ซึ่งก็ทำให้ดูเหมือนว่าในสายตาของรัฐบาลเขมรนั้น อดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ยังคงสามารถที่จะเป็นขุมทรัพย์ให้กับพวกตนได้ต่อไปจนกว่าจะถึงลมหายใจสุดท้ายของอดีตผู้นำเขมรแดงเหล่านี้ และเพื่อเป็นการรับประกันว่าศาลพิเศษฯ จะได้ไม่ต้องล้มไปตามการเสียชีวิตของอดีตผู้นำเขมรแดงทั้ง 5 คนดังกล่าวนั้น คณะผู้แทนศาลพิเศษฯยังได้วางแผนการที่จะจับอดีตผู้นำเขมรแดงในระดับรองๆลงมาและมีอายุน้อยกว่าอดีตผู้นำเขมรแดงทั้ง 5 คนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกถึง 8 คนเป็นอย่างน้อยอีกด้วย!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |