พิมพ์หน้านี้
|
นับว่าเป็นความโชคดีของพล.อ.อาวุโสตัน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่าเป็นอย่างยิ่งที่จู่ๆ (หลังจากได้พูดคุยกันไม่ถึง 2 ชั่วโมง) ก็ได้เพื่อนใหม่ผู้ที่รู้และเข้าใจต่อปัญหาภายในพม่าเป็นอย่างดีที่มีนามว่า สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทย ผู้ซึ่งมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่จนมีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมที่เมืองหลวงแห่งใหม่ของรัฐบาลทหารพม่าในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะถ้าหากไม่นับจีน ลาว เวียดนาม รัสเซียและเกาหลีเหนือแล้วก็แทบจะไม่มีผู้นำรัฐบาลของประเทศใดเลยในโลกนี้ที่ได้แสดงความเห็นใจ และเห็นความจำเป็นที่รัฐบาลทหารพม่าต้องยึดครองอำนาจทางการเมืองเป็นเวลาเกือบ 20 ปีติดต่อกัน โดยที่ไม่ใส่ใจต่อชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 ของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for DemocracyNLD) ภายใต้การนำของ อองซาน ซูจี แต่อย่างใดเลย ทั้งยังได้กักขังผู้มีชัยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนั้นให้อยู่เฉพาะภายในบ้านพักเท่านั้นเป็นระยะเวลากว่า 12 ปีมาแล้วอีกต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้นยังนับได้ว่าเป็นโชคดีสองชั้นสำหรับ ตัน ฉ่วย อีกด้วยเนื่องเพราะไม่เพียงจะได้เพื่อนใหม่ผู้รู้ใจเท่านั้นหากแต่เพื่อนใหม่ผู้นี้ยังได้ขันอาสาที่จะช่วยเพื่อนในอันที่จะช่วยชี้แจงต่อชาวโลก เพื่อให้เข้าใจอย่างถูกต้องถึงปัญหาและความจำเป็นที่รัฐบาลทหารพม่าต้องเสียสละด้วยการยึดอำนาจทางการเมืองอย่างยาวนานดังกล่าวอีกด้วย ทั้งนี้โดยประเทศแรกที่เพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย ได้พยายามแสดงบทบาทดังกล่าวก็คือไทยซึ่งเพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย ได้ชี้แจงถึงความเสียสละ ความใสซื่อมือสะอาดและ การมีสายตาอันกว้างไกลของผู้นำรัฐบาลทหารพม่าในรายการพูดจาประสาสมัคร เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมานี้ในตอนหนึ่งว่า ...ไปดูว่าเมืองชื่อปิ่นมะนา (Pyinmana) คือผมอ่านแบบของผมนะครับ คือถ้าจะทำเมืองแบบพวกทหารจะหากิน ก็ต้องทำเมืองขนาดเล็กๆ ทุกๆอย่างอยู่รวมกันหมด แล้วไปหากินกับที่รอบๆเมือง นี่ละครับถ้าหากิน ไอ้นี่ทำเมืองใหญ่มหึมา ขับรถสุดลูกหูลูกตา เมืองใหญ่เบ้อเริ่มเชียวครับ ถนนคอนกรีตนะครับ เมืองปิ่นมะนานี่นะครับ ไม่ใช่ 2 ช่อง ไม่ใช่ 4 ช่อง ไม่ใช่ 6 ช่องนะครับ ถนน 8 ช่อง 10 ช่อง เพียงแต่ยังไม่ได้ตีเส้นเท่านั้นเองครับ ถนนคอนกรีตผ่าไปกลางทุ่งนา เมืองทั้งเมือง กระทรวงต่างๆอยู่ห่างกันครึ่งกิโล ค่อนกิโล กระจายไปหมด แปลว่าทำเมืองขึ้นมานี่ทั้งเมือง กำลังสร้างรัฐสภา กำลังสร้างวุฒิสภา เขาบอกเขาทำไว้ให้รัฐบาลที่จะต้องมาบริหารบ้านเมืองต่อไปวันข้างหน้า... ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย ยังได้แสดงความชื่นชมต่อจริยวัตรอันงามสง่าของ ตัน ฉ่วย ด้วยว่า ...เมืองนี้เขาเป็นเมืองพุทธนะครับ คนเมืองพุทธเป็นไง การฆ่ากันตาย และการปราบปรามกันมันมีเป็นธรรมดา จีนก็พุทธเหมือนกันนะครับก็ปราบปรามอยู่ที่ทิเบตเป็นข่าวเอิกเกริก พม่าก็เป็นข่าว แต่เรื่องพรรค์อย่างนี้มันต้องรู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร? หัวหน้าพม่านี่ เขานั่งสมาธินะครับ ท่านอาวุโส ตัน ฉ่วย นั่งสมาธินะครับ... ครั้นแล้วเพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย ก็ได้หันไปวิพากษ์วิจารณ์พวกที่ไม่เข้าใจและไม่รู้จริงในปัญหาของพม่าว่า ...ฝรั่งนี่ชอบสอน มีสุภาษิตฝรั่งบอกว่าให้ดูเหรียญทั้ง 2 ข้าง ให้ดู another side of coin สุภาษิตฝรั่งนะครับ ให้ดูเหรียญ 2 ข้าง แต่พวกฝรั่งมังค่าทั้งหลายก็ดูเหรียญอยู่ข้างเดียว ผมไปครั้งนี้ผมก็ไปดูเหรียญอีกข้าง เพราะฉะนั้น ผมก็มีสิทธิ์ที่จะคุยว่าเหรียญอีกข้างมีหน้าตาอย่างไร... พร้อมกันนี้ เพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย ก็ยังได้ยืนยันถึงความรู้ความเข้าใจของตนที่มีต่อปัญหาในพม่าเป็นอย่างดี ว่า ...สุภาษิตไทยบอกว่าเส้นผมบังภูเขา อยู่ตรงนี้บังแล้วมองไม่เห็น แต่เรื่องพม่านี่ภูเขาบังเส้นผม คือถ้าไม่ปีนภูเขาข้ามฟากไป ก็หาเส้นผมไม่เจอหรอกครับ ความจริงผมหาเจอตั้งแต่แรก ผมเจอตั้งแต่ผมคุยกับทางผู้คนก่อน แต่บอก อย่าเพิ่งเชื่อผม ผมไปคุยกับเจ้าของเรื่อง เขายืนยันว่าเป็นความจริง เข้าใจจริงๆ ถ้าหากไม่มีตรงนี้เขาก็พร้อมที่จะดำเนินการ ผมก็จะต้องคุยกับผู้คนทั้งโลกเลยครับ ถ้าใครสนใจละก็ ผมจะคุยกับเขา แต่จะไม่มาประกาศเอิกเกริกตรงนี้นะครับ เพราะว่ามีคนเขาคอยพร้อมจะไม่สบายใจ ผมก็จะทำให้ทุกคนได้สบายใจ... เพราะฉะนั้นจึงนับเป็นความโชคดีของ ตัน ฉ่วย โดยแท้ที่ได้เพื่อนใหม่ที่รู้และเข้า ใจที่เป็นถึงนายกรัฐมนตรีของไทย แถมยังได้ขันอาสาที่จะช่วยชี้แจงให้ชาวโลกได้เข้าใจถึงหัวอกรัฐบาลทหารพม่าในท่ามกลางกระแสที่นานาชาติกำลังกดดันอย่างหนักเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ดูเหมือนว่าเพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย จะหลงลืมไปว่าตัวเองนั้นได้แสดงท่าทีต่อต้านการยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและไม่ให้การยอมรับคณะรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่น คงแห่งชาติเช่นไร ทั้งก็ยังได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เข้าใจว่าเพื่อนใหม่คนนี้ของ ตัน ฉ่วย กำลังเผชิญกับสภาวะที่เกิดความสับสนหรือขัดแย้งขึ้นภายในจิตใจและมันสมองหรือไม่ ทั้งนี้เพราะการที่คณะทหารไทยได้ยึดอำนาจของรัฐบาลทักษิณ แต่ก็ได้เร่งจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปจนได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายในช่วงเวลาไม่ถึง 17 เดือนนั้น เพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย ซึ่งได้ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยด้วยนั้น ก็ยังมีทัศนะวิจารณ์ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอีกเป็นอย่างมากด้วย หากแต่สำหรับการยึดอำนาจจากพรรค NLD ซึ่งมีชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปของพม่าในปี 1990 โดยคณะรัฐบาลทหารพม่าภายใต้การนำของตัน ฉ่วยนั้นเพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย คนนี้ที่เป็นถึงนายกรัฐมนตรีไทยกลับมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเห็นความจำเป็นของรัฐบาลทหารพม่าที่ชาวโลกจะต้องทำความเข้าใจให้ได้เช่นตน ส่วนการที่รัฐบาลทหารพม่าต้องกักบริเวณให้ อองซาน ซูจี อยู่แต่ในบ้านพักเป็นเวลากว่า 12 ปีของการกลับเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในพม่ากว่า 18 ปีนั้น ถึงแม้ว่าเพื่อนใหม่คนนี้ของ ตัน ฉ่วย จะไม่ได้กล่าวถึงเลยก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเขาผู้นี้จะถือเป็นเรื่องธรรมดาๆอีกเช่นกันทั้งๆที่ อองซาน ซูจี ไม่ได้ทำความผิดอะไรเลยนอกจากการเป็นผู้ที่มีชัยชนะเหนือ คณะทหารพม่าในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 เท่านั้น ซึ่งก็ตรงกันข้ามกับอดีตนายกรัฐ มนตรีไทยที่แม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่ก็ต้องวนเวียนอยู่ในบ่วงกรรมของการที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อราษฎร์บังหลวงเรื่อยมาจนเท่าทุกวันนี้ นอกจากนั้น เพื่อนใหม่คนนี้ของ ตัน ฉ่วย ก็คงจะไม่ได้ให้ความสำคัญอีกเช่นกันกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งไม่เพียงจะเป็นการร่างโดยอำนาจเผด็จการของรัฐบาลทหารพม่าโดยแท้และไม่มีฝ่ายค้านเข้าร่วมในการร่างเท่านั้น แต่ยังได้มีการบัญญัติห้าม อองซาน ซูจี (ที่สมรสกับชาวต่างชาติ) ไม่ให้มีสิทธิอย่างใดๆในการ เมืองของพม่าในระยะต่อไปนี้อีกด้วย ส่วนเมืองหลวงแห่งใหม่ของรัฐบาลทหารพม่าที่เพื่อนใหม่คนนี้ของ ตัน ฉ่วย ได้มี ใจชื่นชมเป็นนักเป็นหนานั้นก็ดูเหมือนว่าเพื่อนใหม่คนนี้จะไม่รู้หรือไม่ยอมรับรู้ด้วยซ้ำว่า ตัน ฉ่วย ได้เอาเงินทองมาจากไหนจึงสามารถเนรมิตเมืองหลวงแห่งใหม่ได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ความจริงก็คือว่าเมืองหลวงใหม่ของรัฐบาลทหารพม่านี้ถูกสร้างขึ้นมาจากหยาด เหงื่อของแรงงาน(ทาส)ที่ถูกรัฐบาลทหารพม่าเกณฑ์และบังคับมาจากรัฐต่างๆที่เป็นเขตของชนกลุ่มน้อย เช่นกะเหรี่ยง ไทใหญ่และมอญเป็นต้น ส่วนงบประมาณนั้น ก็ได้มาจากการขายทรัพยากรธรรมชาติ เช่นไม้ อัญมณีและแก๊สให้ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนและไทยที่โอนเงินไปเข้าคลังของรัฐบาลทหาร พม่าคิดเป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 4 แสนล้านบาทหรือกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี ในขณะที่ 3 ใน 4 ของประชากรพม่าที่มีอยู่กว่า 52 ล้านคนนั้น มีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น การที่องค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International Organization) ได้เสนอรายงานว่ารัฐบาลทหารพม่าได้มีการใช้อำนาจไปเพื่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงมากที่สุดใน 179 ประเทศทั่วโลกด้วยนั้นก็น่าจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่างใดเลย ถ้าหากจะกล่าวว่าผู้โชคร้ายนั้นก็คือประชาชนชาวพม่า และการที่เพื่อนใหม่ของ ตัน ฉ่วย ได้ตกลงใจที่จะช่วยชี้แจงให้ชาวโลกได้เข้าใจรัฐบาลทหารพม่าเช่นว่ามานี้ก็ยังนับเป็นความโชคร้ายของคนไทยด้วยเช่นกัน!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||