พิมพ์หน้านี้
|
ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติของกัมพูชาได้ประกาศกำหนดให้วันที่ 27 กรกฎาคม 2008 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 4 โดยนับจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกซึ่งสหประชาชาติได้ทุ่มเทงบประมาณไปกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในกลางปี 1993 นั้นมาถึงวันนี้ ฮุน เซน ก็ได้พยายามที่จะรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตลอดกาลของตนให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการประกาศจะเดินหน้าผลักดันให้สภาแห่งชาติชุดปัจจุบันที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนในสังกัดพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) นั้นเร่งผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยการห้ามสมาชิกในราชวงศ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยเด็ดขาดออกมาบังคับใช้ให้จงได้ โดยสาเหตุที่ ฮุน เซน ต้องประกาศจุดยืนเช่นนี้ก็เป็นเพราะต้องการที่จะสลายขั้วคู่แข่งทางการเมืองอย่าง เจ้านโรดม รณฤทธิ์ อดีตประธานพรรคฟุนซินเปกและประธานพรรคนโรดม รณฤทธิ์ ในปัจจุบันนี้ให้ได้อย่างสิ้นเชิง หลังจากที่ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งในการสนับสนุนให้ลูกพรรคฟุนซินเปกดำเนินคดีกับ เจ้ารณฤทธิ์ ในข้อหายักยอกเอาทรัพย์ที่ได้จากการขายสำนักงานพรรคฯในกรุงพนมเปญไปเป็นของตนเอง และได้ถูกตัด สินจำคุกเป็นเวลาถึง 18 เดือนไปแล้วนั้น ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่า เจ้ารณฤทธิ์ จะยังคงพำนักอยู่ในต่างประเทศเพราะไม่ต้องการ ที่จะถูกจองจำตามคำตัดสินของศาลอาญาในกรุงพนมเปญดังกล่าวนั้นก็ตาม หากแต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจสำหรับ ฮุน เซน แต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้วฐานเสียงเก่าของพรรคฟุนซินเปกนั้นก็ยังคงเป็นฐานเสียงที่นิยมชมชอบและศรัทธาต่อราชวงศ์ ซึ่งในที่นี้ก็คือราชตระกูล นโรดม อยู่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่า ฮุน เซน จะสามารถควบคุมบรรดาสมาชิกส่วนใหญ่ในพรรค ฟุนซินเปกได้อย่างสิ้นเชิงแล้วก็ตาม แต่การที่พรรคฟุนซินเปกในวันนี้ไม่ใช่พรรคที่อยู่ในการดูแลของสมาชิกในราชตระกูล นโรดม อีกต่อไปแล้วนั้น จึงทำให้ ฮุน เซน ไม่แน่ใจว่าฐานเสียงเก่านั้นจะยังคงอยู่กับพรรคฟุนซินเปกต่อไปอีกหรือไม่ เนื่องจากในปัจจุบันนี้เจ้ารณฤทธิ์ ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกในราชตระกูล นโรดม นั้นก็ได้ตั้งพรรคนโรดม รณฤทธิ์ ขึ้น มาแทนที่พรรคฟุนซินเปกแล้วอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การท้าทายทางการเมืองต่อ ฮุน เซน ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้ก็ไม่มีเพียง เจ้ารณฤทธิ์ เท่านั้น หากยังต้องเผชิญกับการท้าทายที่มีฐานเสียงสนับสนุนที่มากขึ้นทุกขณะจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านของ สัม รังสี ด้วยในขณะเดียวกัน ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ประชาชนชาวเขมรกำลังเผชิญกับยุคข้าวยากหมากแพงอย่างหนัก ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุน เซน นั้นกลับไม่สามารถที่จะบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้กับประชาชนชาวเขมรได้เลย ตรงกันข้ามกลับปรากฏว่าในตลอดช่วงเกือบ 5 ปีมานี้ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาล ฮุน เซน นั้นกลับยิ่งทำให้ ประชาชนชาวเขมรต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมากขึ้นอีกต่างหาก ทั้งนี้โดยจากรายงานขององค์การ OXFAM ก็ระบุว่าเฉพาะในช่วงปี 2007 ที่ผ่านมามีประชาชนชาวเขมรมากกว่า 5,000 ครอบครัวที่ถูกทางการกัมพูชาขับไล่ออกไปจากที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพื่อนำเอาที่ดินไปส่งมอบให้กับบริษัทเอกชนจากต่างประเทศที่ได้สิทธิเช่าและพัฒนาที่ดินระยะยาวถึง 99 ปีจากรัฐบาลเขมร ซึ่งยังไม่นับรวมถึงประชาชนชาวเขมรอีกมากกว่า 4,000 ครอบครัวที่กำลังจะถูกขับไล่ให้ออกไปจากพื้นที่รอบๆเขตทะเลสาบนอกกรุงพนมเปญ ซึ่งรัฐบาลเขมรให้บริษัทต่างชาติเช่าเป็นเวลาถึง 99 ปีโดยได้รับค่าเช่าในมูลค่ารวม 79 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดสัญญาเช่าดังกล่าวในขณะที่รัฐบาล ฮุน เซน นั้นกลับต้องการที่จะชดเชยให้กับชาวเขมรเหล่านี้ในสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของราคาที่ดินที่เป็นจริงเท่านั้น ส่วนกรรมกรในโรงงานทอผ้าและในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างกว่า 4 แสนคนนั้นก็ถูกดองการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกลด อัตราค่าจ้างในการทำงานล่วงเวลาลงจากเดิมคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% อีกต่างหาก ทั้งนี้โดยรัฐบาลฮุน เซน ให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านราคาสินค้าที่ส่งออกจากกัมพูชาไปยังต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากกรณีนี้มากที่สุดก็คือเจ้าของโรงงานทอผ้าและโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปนั่นเอง ทั้งนี้โดยจากรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่าโรงงานทอผ้าและโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกในกัมพูชานั้นมีลูกจ้างแรงงานจำนวนมากกว่า 3 แสนคน และรายได้จากค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานเหล่านี้ยังมีความสำคัญต่อการหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเขมรในเขตชนบทมากกว่า 2 ล้านชีวิตอีกด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อต้องมาถูกลดอัตราค่าจ้างในการทำงานล่วงเวลาในท่ามกลาง สภาวะที่ราคาน้ำมันในเขมรได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 50 บาทต่อลิตร ส่วนราคาข้าวก็ปรับตัวแพงขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2007 ที่ผ่านมาด้วยแล้ว จึงนับเป็นสถานการณ์ที่ยากอย่างยิ่งที่กรรมกรโรงงานที่มีรายได้ไม่ถึง 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนนั้น จะสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างเป็นปกติ ยิ่งไปกว่านั้น องค์การอาหารโลก (World Food ProgramWFP) ก็ได้ประกาศ ระงับโครงการอาหารเช้าสำหรับเด็กนักเรียนเกือบ 5 แสนคนในเขตชนบทของกัมพูชาในระยะนี้อีกต่างหาก ด้วยเหตุผลที่ว่ามีงบประมาณไม่พอที่จะซื้อข้าวและอาหารที่แพงขึ้นถึง 3 เท่าดังกล่าวนั่นเอง แน่นอนว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับ ฮุน เซน กับพรรค ประชาชนกัมพูชาในอันที่จะสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาดในสภาแห่งชาติชุดต่อไปของกัมพูชาเช่นกัน ทั้งนี้โดยทางด้าน สัม รังสี ผู้นำพรรคสัม รังสีนั้นถึงกลับได้วิเคราะห์และชี้ชัดเลยว่าในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 กรกฎาคมปีนี้ประชาชนชาวเขมรส่วนใหญ่ในจำนวนทั้งหมดกว่า 8.2 ล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้งนั้นจะลงคะแนนให้กับพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งในที่นี้ก็หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการบริหารประเทศอย่างขนานใหญ่ด้วยเหตุผลที่ว่า ...การบริหารประเทศโดยรัฐบาลฮุน เซน ในตลอดช่วงที่ผ่านมานั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆนานาแก่ประเทศชาติและประชาชน โดยไม่ว่าจะเป็นปัญหาการไล่ที่ ความขัดแย้งกับประชาชนเกี่ยวกับการอ้างสิทธิในที่ดิน การฉ้อราษฎร์บังหลวง ความยากจน อย่างแสนสาหัสของประชาชน ปัญหาการว่างงาน ภัยเงินเฟ้อ การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการค้าเถื่อน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาการปักปันเขตแดน และปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเลที่มีผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและแก๊สเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นต่างก็นับ เป็นปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นในช่วงการบริหารประเทศของรัฐบาลฮุน เซน ทั้งสิ้น... แน่นอนว่าสิ่งที่ สัม รังสี ได้กล่าวชี้แจงทั้งหมดข้างต้นนั้นย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงที่ประชาชนชาวเขมรได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ว่าการเลือกตั้งในกัมพูชานั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการเลือกตั้งในประเทศไทยแต่อย่างใด ซึ่งก็คือผู้ที่มีเงินทุนและอิทธิพลในระบบอุปถัมภ์นั้นก็ยังคงสามารถที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะทุจริตคอร์รัปชั่นไปอย่างมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถือว่าเป็นความแตกต่างจากไทยสำหรับการเลือกตั้งในเขมรก็คือการหยิบยกเอาปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียง โดยสำหรับประเด็นปัญหาที่จะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ก็คือเรื่องการปักปันเขตแดนซึ่งเกี่ยวเนื่องไปถึงการที่รัฐบาลเขมรเสนอต่อ UNESCO เพื่อให้รับรองเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก รวมถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตทับซ้อนทางทะเลในเขตอ่าวไทย ซึ่งมีการสำรวจพบแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติด้วยนั่นเอง!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |