พิมพ์หน้านี้
|
แม้ว่านานาชาติจะได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยและต่างก็ได้เสนอตัวที่จะให้การช่วยเหลืออย่างรีบด่วนต่อรัฐบาลทหารพม่าในการบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดจากลมพายุไซโคลนนาร์กีส ซึ่งได้ซัดเข้าใส่พื้นที่ในเขตชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงใต้ของพม่าในตอนเช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาอันเป็นผลทำให้ประชาชนชาวพม่ามาก กว่า 22,000 คนต้องเสียชีวิตไปและอีกกว่า 43,000 คนยังหายสาบสูญ (ตามที่กระบอก เสียงของรัฐบาลทหารพม่าได้เสนอรายงานไว้ในวันที่ 8 พฤษภาคม) ในขณะที่ประชาชนชาวพม่าอีกหลายล้านคนต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัสก็ตาม หากแต่ก็ดูเหมือนว่าทางฝ่ายรัฐบาลทหารพม่านั้นจะให้ความสำคัญต่อกรณีดัง กล่าวนี้น้อยกว่าการใช้สื่อสารมวลชนทุกแขนงที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลทหารพม่าทั้งสิ้นนั้นไปเพื่อการรณรงค์ให้ประชาชนชาวพม่าทั้งประเทศออกมาใช้สิทธิออกเสียงในการลงประชามติเพื่อรับรองเอารัฐธรรมนูญการปกครองฉบับใหม่ของพวกตนให้ได้อย่างถล่มทะลายตามกำหนดการเดิมในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่ารัฐบาลทหารพม่าจะได้ประกาศเลื่อนกำหนดการลงประชามติฯ ในเขต 47 เมืองใน 3 เขตการปกครอง (Division) กับอีก 2 รัฐ (States) ของชนกลุ่มน้อยเผ่ากะเหรี่ยงและมอญนั้นออกไปเป็นวันที่ 24 พฤษภาคมก็ตาม แต่การเลื่อนกำหนดดัง กล่าวนี้ก็หาได้เป็นไปเพราะความเป็นห่วงเป็นใยที่มีต่อประชาชนชาวพม่าแต่อย่างใด ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่รัฐบาลทหารพม่าได้ตอบสนองต่อการที่นานา ชาติได้เสนอตัวให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนชาวพม่าผู้ที่ประสบภัยจำนวนหลายล้านคนนั้น ด้วยการเตะถ่วงเวลาในการพิจารณาให้ VISA แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของนานาชาติ อันรวมถึงบรรดาเจ้าหน้าที่กู้ภัยพิบัติขององค์การสหประชาชาติด้วยนั่นเอง แน่นอนว่าการเตะถ่วงเวลาในการพิจารณาให้ VISA เข้าประเทศพม่าแก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของนานาชาติดังกล่าวนี้ ย่อมไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรมเลยแม้แต่น้อยหากแต่เป็นไปเพื่อจะได้มีเวลาตรวจสอบประวัติของบรรดาเจ้าหน้าที่ต่างชาติทุกคนอย่างละเอียดว่าเคยถูกรัฐบาลทหารเนรเทศออกจากพม่ามาก่อนหรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือรัฐบาลทหารพม่าจะมีบัญชีรายชื่อของชาวต่างชาติที่ต้อง ห้ามเข้าพม่า พร้อมด้วยประวัติ ผลงาน การแสดงความคิดเห็น และการเคลื่อนไหวของชาวต่างชาติเหล่านั้นที่มีต่อกรณีปัญหาในพม่าค่อนข้างละเอียดมาก ซึ่งบัญชีรายชื่อดัง กล่าวนี้ได้ถูกจัดทำขึ้นและบันทึกไว้เป็นอย่างดีด้วยระบบคอมพิวเตอร์นับตั้งแต่ช่วงสมัยที่อดีตนายกรัฐมนตรี ขิ่น ยุ้นต์ เป็นผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้วและจนเท่าทุกวันนี้บัญชีรายชื่อเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ ทั้งยังได้มีการเพิ่มรายชื่อมากขึ้นและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย โดยกรณีตัวอย่างที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงหลังจากลมพายุไซโคลนนาร์กีสซัดเข้าใส่พม่าในครั้งนี้ ก็คือทางการพม่าได้เนรเทศ Andrew Harding ผู้สื่อข่าวของ BBC ให้ออกนอกประเทศในทันทีที่ได้เดินทางไปถึงสนามบินในกรุงย่างกุ้ง เนื่องจากว่าเขาก็เป็นหนึ่งในบัญชีดำ (Black List) ที่ถูกห้ามเข้าประเทศพม่านั่นเอง การที่รัฐบาลทหารพม่าได้ดำเนินมาตรการเช่นนี้อย่างเข้มงวดมาโดยตลอดระยะ เวลาเกือบ 30 ปีมานี้ ก็เป็นเพราะว่าไม่ต้องการให้นานาชาติได้รับรู้ถึงความทุกข์ยากลำ บากอย่างแสนสาหัสของประชาชนชาวพม่าที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหารที่ สืบทอดอำนาจกันมาอย่างต่อเนื่องนับจากปี 1962 เป็นต้นมาจนเท่าทุกวันนี้ แต่ความพยายามปกปิดที่ว่านี้ก็มีอันต้องสิ้นสุดลง เมื่อขบวนการนักศึกษาและประชาชนชาวพม่าได้ลุกฮือขึ้นมาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 ซึ่งก็ได้ยังผลให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในปี 1990 โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชา ธิปไตย (NLD) ภายใต้การนำของ อองซาน ซูจี นั้นเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ครั้นเมื่อรัฐบาลทหารพม่าไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ทั้งยังได้จับกุมคุมขังบรรดานักการเมืองฝ่ายค้านและนักศึกษาอย่างกว้างขวางซึ่งรวมถึงการกักบริเวณ อองซาน ซูจี ให้อยู่เฉพาะภายในบ้านพักด้วยนั้นรัฐบาลทหารพม่าก็ยิ่งให้ความสำคัญกับ Black List ดังกล่าวนี้มากยิ่งขึ้นไปอีกต่างหาก ทั้งนี้เพราะบรรดานักการเมืองฝ่ายค้านและนักศึกษาพม่าหลายหมื่นคนซึ่งได้พากันอพยพหลบหนีเพื่อไปลี้ภัยทางการเมืองในต่างประเทศอันรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้นนับเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่งในการตีแผ่ความโหดเหี้ยมและเลือดเย็นของบรรดาผู้นำในคณะรัฐบาลทหารพม่าให้สังคมโลกภายนอกได้รับรู้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง โดยถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวของนักการเมืองฝ่ายค้านและนักศึกษาพม่าพลัดถิ่นในตลอดช่วง 2 ทศวรรษมานี้จะยังคงไม่สามารถล้มล้างอำนาจเผด็จการทหารพม่าได้ก็ตาม แต่ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องดังกล่าวก็ทำให้รัฐบาลทหารพม่ามีสถานะอยู่อย่างยากลำบากในระดับนานาชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปต่างก็ได้ดำเนินมาตรการลงโทษทางการทูตและทางเศรษฐกิจ-การเงินต่อบุคคลสำคัญในคณะรัฐบาลทหารพม่า ตลอด จนผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ที่มีความใกล้ชิดกับบรรดาผู้นำในคณะรัฐบาลทหารพม่ามากขึ้นเรื่อยๆทุกๆปีอีกด้วย เพราะมาตรการลงโทษดังกล่าวนี้ไม่เพียงจะทำให้บรรดาผู้นำและนักการทูตของรัฐบาลทหารพม่าสามารถเดินทางไปในประเทศต่างๆ ได้อย่างจำกัดเท่านั้น หากแต่การลงโทษทางเศรษฐกิจและการเงินนั้นยังได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศทั้งของรัฐบาลทหารและบรรดานักธุรกิจที่มีผลประโยชน์ผูกอยู่กับคณะผู้นำในรัฐบาลทหารพม่าด้วยในเวลาเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่าอย่าง พล.อ.อาวุโส ตัน ฉ่วย นั้นก็หาได้ให้ความสำคัญต่อกระแสการกดดันจากภายนอกมากไปกว่าการที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งอำนาจเผด็จการทหารแต่อย่างใดไม่ และถึงขนาดได้ทุ่มเทงบประมาณไปนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างเมืองเนปิดอว์ให้เป็นฐานที่มั่นทางทหารแห่งใหม่ โดยไม่สนใจว่า 3 ใน 4 ของประชากรพม่ากว่า 57 ล้านคนนั้นยังมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากแสนเข็ญคือมีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันด้วยซ้ำ ในขณะที่ราคาน้ำมันพืชพุ่งสูงขึ้นถึง 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมแล้วในเวลานี้ ครั้นเมื่อเกิดการลุกฮือขึ้นประท้วงครั้งใหม่ภายใต้การนำของเหล่าพระสงฆ์ที่ทนเห็นความทุกข์ยากลำบากของประชาชนพม่าต่อไปไม่ได้อีกแล้วนั้น รัฐบาลทหารพม่าก็ได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามพระสงฆ์และประชาชนอย่างรุนแรงอีกครั้งในช่วงปลายเดือน กันยายนปีที่แล้ว แต่ในครั้งนี้ก็มีความแตกต่างกับเมื่อ 20 ปีก่อนก็ตรงที่ว่ารัฐบาลทหารพม่านั้นยอมพบปะเจรจากับทูตพิเศษของสหประชาชาติ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลทหารพม่าก็ยังได้ประกาศอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปีด้วยว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอย่างเป็นทางการภายในปี 2010 อีกด้วย แน่นอนว่าเป้าหมายของการประกาศดังกล่าวก็เพื่อเป็นการลดกระแสกดดันจากภายนอกเท่านั้น โดยหาได้มีเป้าหมายที่จะนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีการลงประชามติในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ไม่เพียงจะได้กำหนดห้ามผู้ที่สมรสกับชาวต่างชาติยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เท่านั้น (ซึ่งในที่นี้ก็คือ อองซาน ซูจี) หากแต่ร่างรัฐธรรมนูญยังได้กำหนดให้อำนาจแก่ผู้ บัญชาการทหารสูงสุด ในการแต่งตั้งสมาชิกสภาประชาชนและสมาชิกสภาแห่งชาติในสัดส่วนถึง 25% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดในทั้งสภาฯดังกล่าวอีกด้วย ส่วนบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากที่ได้ผ่านการลงประชามติไปแล้วนั้นก็แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในความเป็นจริง เพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่าจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่า 75% ของจำนวนสมาชิกสภาฯทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าจะต้องได้รับการสนับสนุนจากคณะทหารด้วยนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเลยที่ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่าอย่าง ตัน ฉ่วย จะทุ่มเททุกๆสรรพกำลังไปให้ความสำคัญกับการลงประชามติ ซึ่งได้บีบบังคับประชาชนไว้แล้วนั้นให้ไปใช้สิทธิรับรองเอารัฐธรรมนูญเพียงสถานเดียวเท่านั้น ครั้นเมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้นเช่นนี้ ซึ่งนอกจากจะตั้งตัวไม่ติดคิดไม่ทันว่าจะต้องให้การช่วยเหลือแก่ประชาชนอย่างใดแล้ว (ไม่เคยทำมาก่อน เพราะชำนาญเฉพาะในการกดขี่ข่มเหงและขูดรีดเท่านั้น) ก็ยังไม่ต้องการให้สิ่งที่พวกตนได้เตรียมเอาไว้นั้นมีอันต้องถูกทำให้ไขว้เขวเพราะการเข้ามาของต่างชาติอีกด้วย เพราะฉะนั้น การเตะถ่วงในการพิจารณาให้ VISA แก่เจ้าหน้าที่ของนานาชาติจึงเป็นวิธีการที่ ตัน ฉ่วย เลือกนำมาใช้ปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการต่าง ประเทศของพม่าเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงอีกต่างหาก ส่วนการบรรเทาสาธารณภัยที่ชาว พม่าหลายล้านคนกำลังประสบอยู่นี้ จึงต้องตกเป็นเรื่องรองจากเรื่องการสืบทอดอำนาจของ ตัน ฉ่วย ไปเลยนั่นเอง!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| บ้านลาวในไทย | ||
บ้านลาวในไทยเป็นสารคดีชุดที่ออกอากาศในรายการของวิทยุเอเชียเสรี (RFA) ภาคภาษาลาว โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเกี่ยวพันกับคนไทยโดยตรง จึงนำมาให้ลองฟังกันดูครับ |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |