พิมพ์หน้านี้
|
การพบปะเจรจากันนอกรอบระหว่าง นพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของไทย กับ ซ็อก อัน รองนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นหัวหน้าสำนักนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ซึ่งมีขึ้นหลังจากพิธีเปิดใช้ถนนเลข 48 ที่จังหวัดเกาะกง (อันเป็นเส้นทางที่รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลกัมพูชา คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 1,000 ล้านบาทนั้น) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2008 ที่ผ่านมานี้ ก็ยังคงไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในเขตเขาพระวิหารและแหล่งน้ำมันในเขตทับซ้อนทางทะเลที่อ่าวไทยเกิดขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เนื่องจาก ซ็อก อัน (ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ให้ความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่งถึงขนาดที่ได้มอบหมายให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีผู้ที่รับผิดชอบในทุกกิจการของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องเกี่ยวข้องกับการประสานงานหรือต้องเจรจาในปัญหาต่างๆร่วมกับต่างประเทศนั้น) ได้ให้การยืนยันถึงท่าทีและจุดยืนเดิมของรัฐบาลกัมพูชาที่มีต่อปัญหาขัดแย้งกับไทยเกี่ยวกับเขาพระวิหารและแหล่งน้ำมันในเขตทับซ้อนทางทะเลฯนั่นเอง กล่าวสำหรับปัญหาเกี่ยวกับเขาพระวิหารนั้น ทางการฝ่ายกัมพูชายังยืนกรานที่จะนำเสนอต่อองค์การ UNESCO เพื่อขอให้พิจารณาอนุมัติ และรับรองให้เขาพระวิหาร อันเป็นสมบัติแห่งชาติของกัมพูชาตามการตัดสินของศาลโลกในปี 1962 นั้นเป็นโบราณสถานที่เป็นมรดกโลก โดยไม่สนใจต่อการทักท้วงของทางการฝ่ายไทยแต่อย่างใด ทั้งนี้โดยรัฐบาลกัมพูชาได้เสนอต่อองค์การ UNESCO เพื่อขอให้รับรองปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2006 นั้น ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับไทยเกิดขึ้นในเมื่อปราสาทดังกล่าวนี้เป็นของกัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก ซึ่งก็ทำให้ทางการฝ่ายไทยไม่มีสิทธิที่จะโต้แย้งได้อยู่แล้ว แต่เรื่องก็เกิดขึ้นมาจนได้ เพราะเอกสารแนบท้ายที่อ้างถึงเขตแดนที่ฝ่ายกัมพูชาเสนอต่อองค์การ UNESCO นั้นได้รวมเอาพื้นที่ทับซ้อนในเขตชายแดนที่ทางการไทยกับ กัมพูชาต่างอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งมีระยะทางยาวประมาณ 300 เมตรหรือคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตรเข้าไปด้วย จึงทำให้ทางการไทยได้แสดงการคัดค้าน พร้อมทั้งขอให้ UNESCO ชะลอการพิจารณาการร้องขอของฝ่ายกัมพูชาเอาไว้ก่อน หรือจนกว่าที่ไทยกับกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างกันได้แล้วเสร็จ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อปีที่แล้วได้มีมติให้เลื่อนการพิจารณากรณีดังกล่าวนี้ออกไปเป็นเวลา 1 ปี ครั้นเมื่อวันเวลาได้ผ่านไปจนถึงขณะนี้ก็ยังคงเหลือเวลาอีกเพียงเดือนกว่าๆเท่านั้นก็จะถึงกำหนดที่จะมีการประชุมฯดังกล่าว ซึ่งกำหนดจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้แล้วที่แคนาดา หากแต่จนถึงขณะนี้ทางการของทั้งสองฝ่ายก็ยังคงไม่สามารถตกลงอะไรร่วมกัน ได้มากไปกว่าการตกลงในหลักการร่วมระหว่าง นิตย์ พิบูลสงคราม อดีตรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของไทย กับ ฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของกัมพูชา เมื่อปลายปีที่แล้วที่กรุงพนมเปญ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นควรว่าจะร่วมกันบูรณะฟื้นฟูปราสาทเขาพระวิหาร และมีข้อเสนอถึงขั้นที่ว่าถ้าจะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกก็ควรจะเสนอพร้อมกันสองประเทศอีกด้วย ครั้นเมื่อมาถึงช่วงที่ นพดล เป็นรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของไทย ปัญหาของเรื่องก็ยังคงติดอยู่ที่ปัญหาเดิม นั่นก็คือยังหาข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างกันไม่ได้ โดยถึงแม้ว่าฝ่ายไทยจะเสนอให้เป็นเขตพัฒนาร่วมกัน หรือ Joint Development Area (JDA) โดยให้ร่วมกันบริหารและจัดการเขตดังกล่าวนี้ไปก่อนหรือจนกว่าจะสามารถทำการตกลงปักปันเขตแดนระหว่างกันได้ก็ตาม แต่ฝ่ายกัมพูชาก็ยังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ได้มีโอกาสพบปะเจรจานอกรอบร่วมกับ ซ็อก อัน ในครั้งล่าสุดนี้ก็ทำให้ นพดล มีความหวังว่าทางการทั้งสองฝ่ายจะสามารถตกลงกันได้หรือมีความคืบหน้ามากขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ แต่นั่นก็เป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะในขณะที่ นพดล ได้วาดหวังไว้เช่น ว่านั้น ก็ดูเหมือนว่าความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกิดขึ้นภายในกัมพูชาในช่วงเวลาเดียวกันนี้จะดำเนินไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม ทั้งนี้โดยไม่ว่าจะเป็นการออกมาให้สัมภาษณ์ของ จาม ประสิทธิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของกัมพูชา (ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้เลย) ที่ระบุว่าฝ่ายไทยได้เสนอให้ตกลงเกี่ยวกับผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในเขตทับซ้อนทางทะเลในเขตอ่าวไทยให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแลกกับเขตทับซ้อนในพื้นที่เขาพระ วิหาร ซึ่งก็เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่าการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวนี้ได้มีขึ้นหลังจากที่รัฐมน ตรีว่าการต่างประเทศของไทยได้ส่ง วีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงฯไปเจรจากับทาง การกัมพูชาในทั้งสองกรณีดังกล่าวนี้ที่กรุงพนมเปญได้สิ้นสุดลงแล้วเพียง 2 วันเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ทางการกัมพูชาก็ยังได้โหมประโคมข่าวเกี่ยวกับแผนการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าจากฝั่งกัมพูชาขึ้นมาตามหน้าผาอันสูงชันของเขาพระวิหาร อันเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมที่จะไม่ร่วมมือกับฝ่ายไทยในการพัฒนาเขาพระวิหารโดยตรง เนื่องเพราะจากสภาพภูมิประเทศของเขาพระวิหารนั้น จำเป็นจะต้องขึ้นทางฝั่งไทยเท่า นั้นจึงจะสามารถกระทำได้อย่างสะดวกสบาย แต่ถ้าหากว่ามีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นมาแล้วนั้นย่อมหมายถึงการที่จะไม่ต้องพึ่งพาทางขึ้นในฝั่งไทยอีกต่อไปนั่นเอง ส่วนทางด้าน พระบาทสมเด็จเจ้านโรดม สีหมุนี กษัตริย์องค์ปัจจุบันของกัมพูชา (พระราชโอรสของ สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ กษัตริย์องค์ก่อนนั้น) ก็ได้ทรงเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพของพระองค์บนเขาพระวิหารแห่งนี้อย่างยิ่งใหญ่เป็นเวลาถึง 3 วัน 3 คืน นัยว่าต้องการที่จะตอกย้ำถึงการเป็นเจ้าของเขาพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พร้อมกันนี้ยังจะต้องไม่ลืมด้วยว่ากัมพูชากำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่ง ชาติครั้งที่ 4 ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้อันเป็นช่วงเดือนเดียวกันกับกำหนดการของ องค์การ UNESCO ที่จะทำการพิจารณาคำร้องขอของฝ่ายกัมพูชาที่เกี่ยวกับการรับรองให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกด้วยแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ทางการไทยจะสามารถทำการตกลงร่วมกับทางการกัมพูชาเกี่ยวกับเขาพระวิหารนี้ได้อย่างที่วาดหวังไว้ เพราะถ้าหากว่ามีช่องโหว่เกิดขึ้นจากการตกลงที่ นพดล วาดหวังไว้ว่าจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นนั้น ย่อมหมายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคะแนนเสียงของพรรคประชา ชนกัมพูชาของ ฮุน เซน ด้วย ทั้งนี้โดยมีผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพร้อมจะเป็นรัฐบาลอย่าง สัม รังสี นั้นเป็นผู้ที่จะคอยบ่อนทำลายฝ่ายรัฐบาลของ ฮุน เซน อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง
ครั้นเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ จึงมิใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันที่ทางการไทยจะสามารถเร่งรัดให้ทางการกัมพูชามาตกลงเกี่ยวกับผลประโยชน์ในแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในเขตทับซ้อนทางทะเลได้ในเร็วๆนี้ เพราะจะต้องไม่ลืมว่าผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติดังกล่าวนี้ได้มีการประเมินไว้เป็นเบื้องต้นว่าจะมีมูลค่ามากถึง 5 ล้านล้านบาท โดยฝ่ายไทยเสนอให้มีการแบ่งผลประโยชน์ในสัดส่วน 50 ต่อ 50 สำหรับเขตที่อยู่กึ่งกลางของเขตทับซ้อน และในสัดส่วน 70 ต่อ 30 สำหรับเขตที่อยู่ใกล้ฝั่งทะเลไทยหรือกัมพูชา หากแต่ฝ่ายกัมพูชาก็เห็นด้วยเฉพาะตามข้อเสนอในส่วนแรกเท่านั้น เพราะต้อง การให้แบ่งผลประโยชน์ในส่วนที่สองเป็นสัดส่วน 90 ต่อ 10 สำหรับเขตที่อยู่ใกล้ฝั่งไทยหรือกัมพูชา ซึ่งก็เป็นเพราะฝ่ายกัมพูชานั้นเชื่อมั่นว่าเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ฝั่งกัมพูชานั้นมีปริมาณน้ำมันและแก๊สธรรมชาติมากกว่าเขตที่ใกล้กับฝั่งไทยนั่นเอง เพราะฉะนั้น ในเมื่อว่าทางการไทยกับกัมพูชายังไม่สามารถตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนในเขตเขาพระวิหารระหว่างกันได้ ก็ย่อมจะเป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่จะสามารถ ตกลงกันได้ในเขตทับซ้อนทางทะเล ซึ่งมีพื้นที่กว้างเกือบ 27,000 ตารางกิโลเมตรและมีทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ แต่ที่แน่ๆในเวลานี้ ก็คือยิ่งทางฝ่ายไทยเร่งรีบที่จะทำการตกลงให้ได้ด้วยมุ่งหวังที่จะสร้างเป็นผลงานทางการเมืองอันโดดเด่นของใครบางคน หรือเพื่อผลประโยชน์ของใครอีกบางคนที่อยู่เบื้องหลังของการเร่งขับเคลื่อนในเรื่องนี้ก็ย่อมจะเป็นสิ่งที่อยู่ในสาย ตาและเป็นการขับเคลื่อนที่คนอย่าง ฮุน เซน ล่วงรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี นั่นก็หมายความว่าฝ่ายกัมพูชานั้นย่อมถือไพ่เหนือฝ่ายไทย ส่วนผู้ที่จะต้องสูญ เสียผลประโยชน์ในระยะยาวนั้นก็ย่อมจะไม่พ้นคนไทยทั้งประเทศ!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |