พิมพ์หน้านี้
|
กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ออกแถลงการณ์หลังจากที่เหตุเพลิงไหม้ใน ศูนย์รองรับชั่วคราวบ้านห้วยน้ำขาว ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นศูนย์รองรับชาวม้งลาวจำนวนเกือบ 8,000 คนนั้น ได้ผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลา 1 วัน โดยแถลงการณ์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเป็นฝีมือการลอบวางเพลิงของชาวม้งด้วยกันเอง ทั้งนี้โดยทางการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ให้เหตุผลประกอบการระบุดังกล่าวว่าเป็นเพราะชาวม้งที่ได้รวมตัวกันประท้วงอยู่ถนนด้านหน้าทางเข้าศูนย์รองรับชั่วคราวฯดังกล่าวเห็นว่าการชุมนุมประท้วงนับจากวันที่ 16 พฤษภาคมเป็นต้นมานั้นไม่สามารถที่จะกดดันให้ทางการไทยยุติแผนการที่จะส่งชาวม้งทั้งหมดกลับคืนไปลาวตาม ที่ได้ตกลงไว้ร่วมกับทางการลาวแล้วนั้น จึงได้พยายามสร้างสถานการณ์ให้ดูรุนแรงมากขึ้นโดยการวางเพลิงเผาที่พักอาศัยของพวกตนเองด้วยหวังว่าจะทำให้นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือUNHCR นั้นจะยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือและยับยั้งการดำเนินแผนการฯดังกล่าวของทางการไทย แน่นอนว่าชาวม้งได้ตอบโต้แถลงการณ์ดังกล่าวนี้และชี้ชัดว่าทางการไทยเป็นผู้ที่ลอบวางเพลิงเผาที่พักอาศัยของพวกตนเพราะไม่พอใจที่พวกตนได้รวมตัวกันประท้วง เพื่อกดดันให้ทางการไทยยุติการดำเนินมาตรการกดดันและบีบบังคับให้พวกตนนั้นต้องเดินทางกลับไปลาวทั้งหมดให้ได้ตามที่กำหนดไว้ภายในสิ้นปี 2008 นี้ เพราะฉะนั้น การลอบวางเพลิงเผาที่พักอาศัยของพวกตนที่วอดไปถึง 80% ของจำนวนที่พักอาศัยชั่วคราวที่มีอยู่ทั้งหมด 1,300 ครัวเรือนนั้น ก็นับเป็นเงื่อนไขอันสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้ทางการไทยสามารถเร่งการส่งพวกตนกลับไปลาวได้เร็วขึ้น ด้วยเหตุที่พวกตนไม่มีที่พักอาศัยอีกต่อไปแล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการให้เหตุผลของชาวม้งดังกล่าวข้างต้นนั้นจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเหตุผลของทางการไทย เพราะนับจากที่ทางการไทย โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้ทำการโยกย้ายชาวม้งจากเขตสองข้างทางเข้าหมู่บ้านห้วยน้ำขาวขึ้นไปอยู่ที่ศูนย์รองรับชั่วคราวฯเมื่อปีที่แล้วเป็นต้นมา ชาวม้งก็ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ส่วนทางด้านสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศนั้นก็ถูกกีดกันและห้ามเข้าไปในพื้น ที่ดังกล่าวเรื่อยมา จนแม้กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ในครั้งล่าสุดนี้ทหารไทยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในพื้นที่ดังกล่าว ก็ได้พยายามกีดกันไม่ยอมให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ และเกิดการกระทบกระทั่งกันจนถึงขนาดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้ลากปืนอาก้าออกมาขู่จะยิงนักข่าวที่ไม่เชื่อฟังเลยทีเดียว ซึ่งด้วยความพยายามปกปิดข่าวเช่นนี้ เมื่อประกอบกับการที่ไม่มีหน่วยงานใดที่เป็นกลางได้มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์หรือมีส่วนร่วมในกิจการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชาว ม้งเกือบ 8,000 คนในศูนย์รองรับชั่วคราวฯแห่งนี้ด้วยแล้วก็ย่อมจะเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะมีใครหรือองค์การใดที่จะไปเชื่อถือแถลงการณ์ของทางการไทยที่กล่าวหาชาวม้งแต่เพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้ ชาวม้งเหล่านี้ได้เริ่มอพยพออกมาจากลาวและก็ได้ทะยอยเข้าไปพักอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่สองข้างทางเข้าหมู่บ้านห้วยน้ำขาวนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา โดยพวกเขาได้ให้การอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องพากันอพยพออกมาจากลาวว่า ...เป็นเพราะถูกทหารของกองทัพประชาชนลาวทำการปิดล้อม และปราบปราม อย่างหนักและอย่างต่อเนื่องนับจากปี 1975 เป็นต้นมา เนื่องจากทางการลาวถือว่าพวกเราเป็นอดีตหรือลูกหลานของ CIA ซึ่งช่วยสหรัฐอเมริกาทำสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามอินโดจีน จึงทำให้พวกเราไม่สามารถอยู่ในลาวได้อีกต่อไป... ยิ่งไปกว่านั้น ชาวม้งที่เป็นอดีต CIA ดังกล่าวนี้ยังได้ให้การยืนยันด้วยว่าพวกตนเคยช่วยเหลือกองทัพไทยในการสู้รบเพื่อต้านและปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประ เทศไทยในเขตติดต่อระหว่างจังหวัดเพชรบูรณ์กับพิษณุโลก และจังหวัดเลยอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พวกเขารู้จักพื้นที่ในเขต 3 จังหวัดดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี ซึ่งในที่นี้ก็รวมถึงบ้านห้วยน้ำขาวที่พวกเขาเลือกเป็นที่พักอาศัยและหลบภัยเมื่อได้อพยพออก มาจากลาวแล้วนั้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ทางการลาวก็ได้ปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาของกลุ่มชาวม้งดังกล่าวมาโดยตลอดเช่นกันและได้ตอบโต้ว่าชาวม้งเหล่านี้ได้ตกไปเป็นเหยื่อของ กลุ่มคนบ่ดี ในต่างประเทศ (เฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มชาวม้งในสหรัฐฯ) ที่ต้องการจะบ่อนทำลายภาพพจน์ของรัฐบาลลาวในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ จึงได้พยายามสร้างเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงขึ้นมาใส่ร้ายป้ายสีให้กับรัฐบาลลาวมาโดยตลอด (นับจากปี 1975 เป็นต้นมา) โดยต่อกรณีของชาวม้งที่ศูนย์รองรับชั่วคราวบ้านห้วยน้ำขาวนี้ทางการลาวได้ให้การอธิบายว่าพวกเขาได้ตกเป็นเหยื่อของ กลุ่มคนบ่ดี ที่โกหกหลอกลวงให้ต้องพากันเดินทางอพยพออกจากลาวเข้ามาในไทย เพื่อที่ว่าจะได้เดินทางต่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่อยู่ในสหรัฐฯเหมือนกับชาวม้ง 15,000 กว่าคนที่เคยพักอาศัยอยู่ที่วัดถ้ำกระบอกในจังหวัดสระบุรี ซึ่งทางการสหรัฐฯได้รับเอาและให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ทางการลาวก็ยังได้ระบุด้วยว่ามีชาวม้งบางส่วนที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้าแรงงานข้ามชาติ โดยถูกหลอกลวงให้เข้ามาขายแรงงานในไทยอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทางการลาวและทางการไทยโดยคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตชายแดนทั่วไป ซึ่งมีกองทัพของทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบร่วมกันนั้นถือว่าชาวม้งเหล่านี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับคนเข้าเมืองไทยโดยผิดกฎหมายและไม่เกี่ยวข้องกับการอพยพเพื่อลี้ภัยตามหลักการสากลแต่อย่างใด ทั้งนี้โดยคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตชายแดนทั่วไปดังกล่าวนี้ได้ตกลงไว้ร่วมกันว่าจะดำเนินการส่งและรับเอาชาวม้งกลับคืนไปลาวให้ได้ทั้งหมดภาย ในสิ้นปี 2008 นี้ หากแต่ในช่วง 5 เดือนมานี้ก็ยังคงสามารถดำเนินการส่งและรับชาวม้ง กลับคืนไปลาวได้เพียง 200 กว่าคนเท่านั้น ครั้นเมื่อมีเหตุเพลิงไหม้ศูนย์รองรับชั่วคราวฯเกิดขึ้นเช่นนี้ จึงไม่ใช่กรณีที่ทางการไทยและลาวจะสามารถปกปิดความพยายามในอันที่จะดำเนินการส่งและรับเอาชาวม้งเหล่านี้กลับคืนไปลาวได้อีกต่อไป พร้อมทั้งยังจะต้องเผชิญกับความล่าช้าต่อไปอีกด้วย เพราะการที่ชาวม้งได้รวมตัวกันประท้วงอย่างเป็นปึกแผ่นแน่นหนาในเวลานี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่ทางการไทยจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้พวกเขายอมกลับคืนไปลาวได้ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาดังกล่าวนี้ก็ยังมีองค์การระหว่างชาติหลายองค์การด้วยกันที่ได้จับตาดูความเคลื่อนไหวของทั้งทางการลาวและไทยอยู่อย่างใกล้ชิด โดยในที่นี้รวม ถึงองค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty InternationalAI), องค์การ Human Rights Watch และ UNHCR ตลอดจนรัฐบาลสหรัฐฯและองค์การของชาวม้งในต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าองค์กรเหล่านี้ย่อมพร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีทางการลาวและไทยอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นกับชาวม้งเหล่า นี้ โดยที่มีชาวม้งเหล่านี้นั่นเองที่จะคอยเป็นผู้ส่งข่าวคราวต่างๆ ให้ภายนอกได้รับรู้ต่อไป และที่สำคัญก็คือข่าวคราวที่ได้รับรู้จากชาวม้งนั้นย่อมจะมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งกว่าที่ได้รับรู้จากทางการลาวและไทยสำหรับในสายตาของนานาชาติอีกด้วย ทั้งนี้เพราะถ้าหากจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การที่ทางการลาวและไทยได้เห็นร่วมกันว่าชาวม้งเหล่านี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายนั้น ก็เนื่อง จากว่าไม่ต้องการให้องค์การระหว่างประเทศอย่าง UNHCR เข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ทั้งๆที่องค์การดังกล่าวนี้ได้เสนอต่อทางการไทยหลายครั้งหลายคราวแล้วว่าต้องการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลของหลายๆประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน และ เนเธอร์แลนด์นั้น ต่างก็เคยได้แสดงเจตจำนงที่จะขอรับเอาชาวม้งบางส่วนไปตั้งถิ่นฐานในประเทศของตนอีกด้วย หากจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงไม่มีความคืบหน้าและไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการไทยเลย ส่วนทางการลาวนั้นก็ยังคงยืนยันที่จะรับเอาชาวม้งเหล่านี้กลับคืนไปประเทศในฐานะคนเข้าเมืองไทยโดยผิดกฎหมายต่อไป อีกทั้งยังได้ยืนหยัดในหลักการที่ไม่ยอมให้ต่างชาติเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้นานาชาติเกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าแท้ที่จริงแล้วชาวม้งเหล่านี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือว่าเป็นปัญหาตามการกล่าวอ้างของชาวม้งที่เป็นอดีตและลูกหลานของ CIA กันแน่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือยิ่งทางการไทยและลาวพยายามจะปกปิดมากเท่าใด ความสงสัยที่ว่านี้ก็ยิ่งจะมีเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ โดยที่ปัญหาก็จะยังคงอยู่ต่อไป!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |