พิมพ์หน้านี้
|
ความเคลื่อนไหวที่นับได้ว่ากำลังเป็นที่สนใจของประชาชนชาวกัมพูชามากที่สุดในเวลานี้หาใช่เรื่องเกี่ยวกับการรณรงค์หาเสียงของบรรดาพรรคการเมืองที่ลงสมัครแข่ง ขันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติชุดที่ 4 ซึ่งกำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคมที่จะมาถึงนี้แต่อย่างใดไม่ หากแต่เป็นความสนใจเกี่ยวกับกระแสข่าวที่ออกมาว่ากษัตริย์องค์ปัจจุบันของกัมพูชากำลังเตรียมการที่จะสละราชบัลลังก์ในเร็วๆนี้ โดยสาเหตุที่ทำให้ประชาชนชาวเขมรต่างก็ได้จดจ่องอยู่กับกระแสข่าวดังกล่าวนี้มากเป็นพิเศษก็เพราะว่าที่มาของกระแสข่าวนั้นคือจดหมายของสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาองค์ก่อน ซึ่งได้นำจดหมายฉบับนี้ออกเผยแพร่ใน Website ส่วนพระองค์เมื่อสุดสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ ทั้งนี้โดย สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในจดหมายที่นำออกเผยแพร่นี้ว่า พระโอรสของพระองค์ (สมเด็จเจ้าสีหมุนี) ได้ตรัสกับพระองค์ว่าทรงต้องการจะสละราชบัลลังก์เพื่อกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญที่กรุงปารีสเหมือนเมื่อก่อนและไม่ทรง ปรารถนาที่จะเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาต่อไปอีกแล้ว หากแต่ทรงต้องการที่จะกลับไปเป็นคนสามัญธรรมดาให้เร็วที่สุด แน่นอนว่าการนำจดหมายฉบับนี้ออกเผยแพร่สู่การรับรู้ของผู้คนในวงกว้างทั้งที่อยู่ในกัมพูชาและต่างประเทศนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ เพราะฉะนั้น จึงทำให้หลายๆฝ่ายต่างก็กำลังพยายามที่จะหาคำตอบให้ได้ว่าเหตุใด? สมเด็จเจ้าสีหนุ จึงต้องนำเรื่องนี้ออกมาเผยแพร่สู่การรับรู้ของผู้คนในวงกว้างเช่นนี้ ทั้งนี้เพราะหากจะว่าไปแล้ว สมเด็จเจ้าสีหมุนี พระราชโอรสของพระองค์ก็เพิ่งจะขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ที่ทรงสละราชบัลลังภ์ไปเมื่อปลายปี 2004 นี่เอง โดยที่พระองค์ได้ทรงให้เหตุผลในการสละราชบัลลังก์ในครั้งนั้นว่าเป็นเพราะสุขภาพ-ร่างกายไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติราชกิจหลังจากครองราชย์มาเป็นระยะเวลา 10 ปีติดต่อกัน แต่ถึงกระนั้น ก็เป็นที่รับรู้และเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าการสละราชบัลลังก์ของพระ องค์ในห้วงเวลานั้นมีสาเหตุมาจากความไม่พอพระทัยต่อสถานการณ์ทางการเมืองภาย ในกัมพูชา ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งและแย่งชิงการนำระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชา ภายใต้การนำของ ฮุน เซน กับเจ้านโรดม รณฤทธิ์ หัวหน้าพรรคฟุนซินเปก ผู้ซึ่งเป็นพระโอรสองค์โตของพระองค์ และ สัม รังสี ผู้นำพรรคสัม รังสี โดยความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจการนำในเวลานั้น ถึงกับทำให้ไม่สามารถจัด ตั้งคณะรัฐบาลผสมขึ้นได้เลย หลังจากที่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2003 ได้ผ่านพ้นไปแล้วถึงกว่า 1 ปี ซึ่งด้วยชัยชนะอย่างไม่เด็ดขาดของพรรคประชาชนกัมพูชาจึงทำให้ต้องตามง้อขอให้ เจ้ารณฤทธิ์ เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลผสม และก็มาประสบผลด้วยการเสนอให้ตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติแก่ เจ้ารณฤทธิ์ เป็นสมัยที่ 2 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่าก่อนหน้าที่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2003 จะมีขึ้นนั้นได้มีการตกลงเป็นพันธมิตรทางการเมืองกันอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะระหว่างเจ้ารณฤทธิ์กับ สัม รังสีและการที่เจ้ารณฤทธิ์ ไม่รักษาสัญญาในครั้งนั้นก็ยังนับเป็นการหักหลัง สัม รังสี ในทางการเมืองเป็นครั้งที่ 3 นับจากปี 1993 เป็นต้นมาอีกด้วย ครั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น สัม รังสี ก็ได้ชำระแค้นทางการเมืองที่มีต่อ เจ้ารณฤทธิ์ ด้วยการหันไปจับมือ (เป็นการชั่วคราว) กับ ฮุน เซน เพื่อร่วมกันดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับเสียงสนับสนุนในสภาแห่งชาติสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้มีการแก้ไขบทบัญญัติจากเดิมที่กำหนดให้การจัดตั้งรัฐบาลจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่ น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภาแห่งชาติทั้งหมดนั้นมาเป็นเสียงสนับสนุนที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งแทน ซึ่งก็ได้ใช้บังคับเรื่อยมาจนเท่าทุกวันนี้ โดยสำหรับในช่วงเวลานั้น พรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน มีเสียงสนับสนุนในสภาแห่งชาติ 73 เสียงจากทั้งหมด 123 เสียง ส่วนที่เหลืออีก 50 เสียงนั้นเป็นสมาชิกในสังกัดพรรคฟุนซินเปก 26 เสียงและพรรคสัม รังสี 24 เสียง จึงทำให้พรรคประชาชนฯของ ฮุน เซน มีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ฮุน เซน ก็ฉลาดพอที่จะอ่านเกมส์ทางการเมืองของ สัม รังสี ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เนื่องเพราะเป็นศัตรูคู่อาฆาตทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ ฮุน เซน จึงไม่ได้เร่งรีบที่จะเขี่ยพรรคฟุนซินเปกออกจากการร่วมในรัฐบาลแต่อย่างใด หากแต่สิ่งที่ ฮุน เซน ได้วางหมากทางการเมืองจนเป็นผลสำเร็จนั้น ก็คือการขุดคุ้นเรื่องชู้สาวของ เจ้ารณฤทธิ์ กับดารานักร้องสาวสวยชื่อดังรายหนึ่งจนต้องหย่าร้างกับชายา ยิ่งไปกว่านั้น การที่ เจ้ารณฤทธิ์ ได้ใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้ นำพรรคฟุนซินเปกในการขายที่ดินและสำนักงานพรรคฯในกรุงพนมเปญให้กับนักธุรกิจชาวต่างชาติแล้วได้นำเอาเงินที่ได้จากการขายดังกล่าวนั้นไปใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมส่วนตัวด้วยแล้ว จึงไม่เพียงจะเป็นผลทำให้ เจ้ารณฤทธิ์ ต้องถูกคณะกรรมการบริหารพรรคแจ้ง ความดำเนินคดีเพื่อเอาผิดในฐานยักยอกทรัพย์เท่านั้น หากยังต้องถูกขับออกจากพรรคอย่างไม่มีวันที่จะได้หวนกลับไปครองตำแหน่งผู้นำพรรคฟุนซินเปกอีกเลย ทั้งนี้เพราะ เจ้ารณฤทธิ์ ต้องหนีออกนอกประเทศเนื่องจากไม่ต้องการที่จะถูกคุมขังในฐานะจำเลยในคดียักยอกทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งต่อมาศาลอาญาในกรุงพนมเปญ ก็ได้ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 18 เดือนในขณะที่ เจ้ารณฤทธิ์ พร้อมด้วยชายาดาราสาวและบุตร ชายที่เพิ่งจะลืมตามองโลกได้ไม่นานกำลังพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ส่วนทางด้าน ฮุน เซน ผู้ซึ่งต้องการที่จะครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่นั้น ก็ไม่เพียงจะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกพรรคฟุนซินเปกที่พร้อมจะแปรพักตร์ไปอยู่กับพรรคประชาชนกัมพูชาทุกเมื่อเท่านั้น หากแต่ยังสามารถโดดเดี่ยวพรรคสัม รังสี ให้เป็นฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยเพียงพรรคเดียวต่อไปได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น การสละราชบัลลังก์ของ สมเด็จเจ้าสีหนุ ในช่วงเวลานั้น จึงถูกมองว่าเป็นเพราะพระองค์ทรงต้องการที่จะกลับมากอบกู้พรรคฟุนซินเปกที่พระองค์ได้ก่อตั้งขึ้นมาด้วยพระองค์เอง แต่ก็ต้องมาพังพินาศลงด้วยน้ำมือพระโอรสองค์โตของพระองค์เองเพียงในช่วงเวลา 10 ปีเศษเท่านั้น แน่นอนว่า ฮุน เซน ย่อมรู้ถึงเกมส์การเมืองเช่นนี้เป็นอย่างดีจึงได้พยายามกดดันราชตระกูลนโรดม ด้วยการก่อให้เกิดกระแสข่าวให้ออกสู่สังคมในวงกว้างว่าจะมีการล้มล้างระบอบกษัตริย์แล้วสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นมาแทน ซึ่งนับเป็นการกดดันที่ได้ ผลเร็วอย่างทันตาเห็น กล่าวคือ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้ทรงเสนอให้ สมเด็จเจ้าสีหมุนี ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ เนื่องเพราะเห็นว่าราชตระกูลของพระองค์ไม่เหลืออำนาจต่อรองอย่างใดๆ เหลืออยู่เลยในเวลานั้น ในขณะที่อำนาจของ ฮุน เซน กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะหาคู่ต่อสู้ไม่ได้แล้วในทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นครองราชย์ของ สมเด็จเจ้าสีหมุนี ในตลอดระยะเกือบ 4 ปีมานี้ก็หาได้ทำให้ภาพลักษณ์แห่งราชตระกูลนโรดมดีขึ้นแต่อย่างใดไม่เพราะแท้จริงแล้ว กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาพระองค์นี้หาได้ฝักใฝ่ในทางการเมืองเหมือนพระราชบิดาและพระเชษฐาของพระองค์แต่อย่างใดไม่ หากแต่ทรงสนพระทัยในศิลปการแสดงและการดนตรีในฐานะที่เคยเป็นครูสอนเต้นและเปียโนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ถ้าหากพระองค์จะทรงอยากที่จะกลับไปสู่เส้นทางชีวิตนั้นๆ แต่ที่ผิดปกติก็คือพระองค์ไม่ได้ออกมาตรัสถึงความต้องการดังกล่าวด้วยพระองค์เอง หากเป็นพระราชบิดาของพระองค์ที่เป็นผู้เปิดเผยถึงเรื่องนี้ใน ช่วงที่กัมพูชากำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปที่มีพรรคนโรดม รณฤทธิ์ ร่วมแข่งขันด้วย ดังนั้น จึงต้องจับตามองต่อไปว่าการเปิดเผยเรื่องๆนี้โดย สมเด็จเจ้าสีหนุ นั้นจะมีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้มากน้อยเพียงใด เพราะจะต้องไม่ลืมว่ายังคงมีประชาชนชาวเขมรจำนวนไม่น้อยที่ยังหวงแหนระบอบกษัตริย์ และการที่ได้มีการนำเอาเรื่องๆนี้ออกมาสู่การรับรู้ของประชาชนชาวเขมร จึงถือเป็นการกระตุ้นเตือนเพื่อที่จะชี้วัดถึงความนิยมของประชาราษฎร์ที่มีต่อราชตระกูลนโรดมเป็นครั้งสุดท้ายก็เป็นไปได้!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||