พิมพ์หน้านี้
|
แม้ว่าบรรดาพรรคการเมืองในกัมพูชาจะยังคงไม่ได้หยิบยกเอาประเด็นเกี่ยวกับ ปราสาทเขาพระวิหาร (ที่กำลังเป็นประเด็นขัดแย้งในทางการเมืองไทยในเวลานี้) ขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลในการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติชุดที่ 4 ของกัมพูชาในขณะนี้ก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะพรรคฝ่ายค้านใน กัมพูชานั้นไม่ปรารถนาที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในทางการเมืองแต่อย่างใด เพียง แต่ว่ายังต้องการที่จะรอคอยจังหวะเวลาอันเหมาะสมเท่านั้น กล่าวก็คือการรอคอยเพื่อสังเกตการณ์ดูว่าประเด็นขัดแย้งนี้ในทางการเมืองไทยนั้นมันจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงกัมพูชาอย่างไรในระยะต่อไปนี้ อันรวมไปถึงการรอคอยฟังผลว่าคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การ UNESCO ซึ่งมีกำหนดจะประชุมกันที่เมือง แต่ถึงกระนั้น กระแสชาตินิยมกัมพูชาก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆแล้วในเวลานี้และการปรากฏตัวในครั้งนี้ก็แตกต่างจากเมื่อกว่า 5 ปีก่อนอย่างสิ้น เชิงอีกด้วย เนื่องเพราะไม่ได้ก่อตัวขึ้นจากการป่าวประกาศข่าวลือโดยสถานีวิทยุท้องถิ่นและการพูดกันแบบปากต่อปากอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นการปรากฏตัวทาง Website ที่ชนชั้นกลางชาวเขมรทั้งในและนอกประเทศสามารถที่จะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลและความเคลื่อนไหวอันเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหารได้ตลอดเวลา โดยกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ ก็คือ Internet Website ที่จัดทำโดยคนเขมรในต่างประเทศที่ชื่อว่า Khmer Intelligence Media (KI Media) และ Website ที่มีชื่อว่า Khmerization ที่เชื่อกันว่าเป็นเครือข่ายและพันธมิตรในต่างประเทศของ สัม รังสี นั้นต่างก็ได้นำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ว่าด้วยปราสาทเขาพระวิหารในทางการเมืองไทยที่เกี่ยวพันไปถึงฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุน เซน ในเวลานี้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น การนำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ Website ทั้งสองยังได้มีการเปิดให้ผู้เข้าไปใน Websites นั้นแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย และในขณะเดียวกัน Web Masters ยังได้เขียนข้อความตัวใหญ่ไว้ในหน้าแรกของ Website ไปในทำนองของการชักชวนและชี้นำให้ชาวเขมรเตรียมตัวไว้ให้พร้อมสำหรับการที่จะตอบโต้อย่างหนึ่งอย่างใดต่อไทยในระยะต่อไปนี้อีกด้วย ดังเช่นใน Khmer Intelligence Media นั้นได้พาดหัวตัวใหญ่ในหน้าแรกของตนด้วยข้อความที่ว่าเพื่อเป็นการตอบโต้กับการเปลี่ยนใจของไทยนั้น กัมพูชาจึงไม่ควรที่จะให้การยอมรับการอ้างสิทธิ์ใดๆของไทยที่มีอยู่เหนือส่วนหนึ่งส่วนใดของปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่ขัดแย้งนั้น (In response to Thailand's change of mind, Cambodia should not recognize any Thai claim of portion of Preah Vihear located in the disputed zone) ส่วน Khmerization นั้นก็ได้นำเอาแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) ฉบับที่ลงนามร่วมกันระหว่าง นพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของไทยกับ ซ็อก อัน รองนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่ง ฮุน เซน ไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุดคนหนึ่งนั้นไปเป็นข่าวหน้าหนึ่งใน Website พร้อมแสดงแผนที่ฉบับ Google ซึ่งมีการลากเส้นแดงในแนวเขตชายแดนไทยกับกัมพูชาที่ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นการที่จะทำให้กัมพูชาต้องเสียดินแดนให้กับไทย เพราะฉะนั้น ถ้าหากพิจารณาจากการนำเสนอดังกล่าวนี้ จึงมิใช่เรื่องแปลกเลยที่รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของไทยได้แถลงในครั้งแรกๆนั้นว่าไม่สามารถที่จะเปิดเผย ข้อความในแถลงการณ์ร่วมฯ และแผนที่แนบท้ายที่ทางการเขมรเป็นฝ่ายจัดทำได้ เนื่อง จากทางการกัมพูชาโดยรัฐบาลฮุน เซน นั้นได้ขอร้องเอาไว้ (ถ้าหากเป็นความจริง) แน่นอนว่าการนำเสนอข้อมูลและแผนที่แนบท้ายดังกล่าวนี้ย่อมจะแตกต่างกับที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมานำเสนอในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง เนื่องเพราะเป็นการอ้างอิงถึงแผนที่คนละฉบับ กล่าวสำหรับฝ่ายกัมพูชานั้นได้ยืนยันตามแผนที่ฉบับที่จัดทำโดยอดีตเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 1907 มาโดยตลอด ในขณะที่รัฐบาลไทยนั้นนอกจากจะไม่ให้การยอมรับแผนที่ดังกล่าวแล้ว ยังได้ยืนยันในการยึดถือตามแผนที่ที่รัฐบาลไทยจัดทำขึ้นในปี 1962 อีกด้วย ซึ่งด้วยความขัดแย้งที่เป็นอยู่นี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่ความขัดแย้งอัน นี้จะพัฒนาไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหม่ระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยไม่ว่าผลการพิจารณาขององค์การ UNESCO นั้นจะออกมาอย่างไรก็ตามต่างก็ล้วนแล้วแต่มีโอกาสที่จะนำไป สู่การเผชิญหน้าระหว่างกันได้แทบทั้งสิ้น กล่าวคือถ้าหากคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การ UNESCO ได้พิจารณาให้การรับรองปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกตามการร้องขอฝ่ายเดียวของรัฐบาลเขมรนั้นก็ย่อมที่จะถูกประท้วงจากประชาชนคนไทยอย่างแน่นอน เพราะมองว่าเป็นการที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนและอธิปไตยในพื้นที่พิพาทให้กับกัมพูชา ซึ่งก็เป็นการมองอย่างเดียวกันกับฝ่ายค้านในเขมรที่เห็นว่าการได้รับสถานะเป็นมรดกโลกของปราสาทฯนั้นจะทำให้เขมรต้องเสียดินแดนให้กับไทยนั่นเอง แต่ถ้าหากคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การ UNESCO ไม่ให้การรับรองตามการนำเสนอของรัฐบาลเขมรภายใต้การนำของ ฮุน เซน นั้นก็จะกลับกลายเป็นประเด็นที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลในเขมรจะนำมาประณามไทยในฐานที่ไม่สนับสนุนให้ปราสาทฯเป็นมรดกโลก ส่วนฝ่ายค้านในเขมรนั้นก็จะโจมตีรัฐบาลฮุน เซน ได้ว่าไม่มีน้ำยาอยู่ดี ทั้งนี้เพราะจะต้องไม่ลืมว่าธรรมชาติของการเมืองในเขมรนั้นนักการเมืองจากทุกพรรคการเมืองต่างก็ล้วนแล้วแต่มีความสามารถพิเศษทั้งในการนำเข้าและส่งออกความขัดแย้งทั้งภายในและจากภายนอกเป็นอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากเป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวกับเขตแดนและชาติพันธุ์ของชาวเขมรด้วยแล้ว ยิ่งนับเป็นเชื้อไฟที่จะก่อให้เกิดขึ้นเป็นกระแสชาตินิยมกัมพูชาได้เป็นอย่างดียิ่งเลยทีเดียว ยิ่งในสถานการณ์ที่พรรคสัม รังสี ได้ทุ่มเททุกสรรพกำลังลงไปในการเลือกตั้งครั้งที่จะมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ (ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่คณะกรรมการมรดกโลกขององค์การ UNESCO ได้พิจารณาเกี่ยวกับสถานะของปราสาทเขาพระวิหารไปแล้วนั้น) เพื่อโค่นล้มพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน ให้ได้ด้วยแล้ว ฉะนั้น จึงนับสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับไทยที่สถานทูตในกรุงพนมเปญเคยถูกเผามาแล้ว ทั้งนี้โดยถ้าหากจะพิจารณาจากคะแนน Vote ที่ผ่าน Website ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาในเวลานี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีผลคะแนน Vote ที่ออกมาในแนวทางเดียวกัน กล่าวก็คือกว่า 50% ของคะแนน Vote นั้นเห็นว่าบุคคลที่สมควรได้ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของกัมพูชาคือ สัม รังสี โดยทิ้งห่าง ฮุน เซน เกินกว่า 20% เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งทั่วไปในครั้งที่จะกำลังมีขึ้นนี้ของกัมพูชานั้นจะมีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมากกว่า 8.1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ก็ปรากฏว่ามีชนชั้นกลางที่มีโอกาสเข้าถึง Internet Website ต่างๆเพียงไม่ถึง 1 ล้านคนเท่านั้น!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||