พิมพ์หน้านี้
|
ทันทีที่ทราบว่า คณะกรรมการมรดกโลกขององค์การ UNESCO ได้มีมติรับรองให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการในคืนวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ฮุน เซน ผู้นำของพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian Peoples PartyCPP) ในฐานะนายกรัฐมนตรีตลอดกาลของกัมพูชานั้น ก็ได้แถลงการณ์ผ่านสื่อมวลชนทุกแขนงทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนพร้อมกันในทั่วประเทศ โดยมีใจความสำคัญในตอนหนึ่งว่า ...นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่งของปวงประชาชนชาว กัมพูชา เนื่องเพราะการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารนั้นมันหมายถึงการที่ทั่วทั้งโลกได้ให้การยอมรับในความยิ่งใหญของสถาปัตยกรรมแห่งบรรพบุรุษของผองเรา... โดยแถลงการณ์ดังกล่าวนี้ของ ฮุน เซน ได้มีขึ้นในท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิม ฉลองของชาวเขมรหลายหมื่นคนที่ได้ออกมารวมตัวกันอยู่เต็มท้องถนนสายสำคัญๆ ในทั่วกรุงพนมเปญ ทั้งยังมีมหรสพและการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆตลอดคืนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ฮุน เซน ก็มิวายที่จะกล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยในแถลง การณ์ครั้งนี้ด้วย โดยได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าการที่ปราสาทพระวิหารของประชาชนชาวกัมพูชาได้มีสถานะเป็นมรดกโลกในครั้งนี้ก็หาได้ส่งผลกระทบต่อการเจรจาเกี่ยวกับเขตแดนที่ทับซ้อนกันระหว่างกัมพูชากับไทยที่จะมีขึ้นในระยะต่อไปแต่อย่างใด โดยสาเหตุที่ ฮุน เซน ต้องกล่าวถึงกรณีเขตแดนที่ทับซ้อนกับไทยในบริเวณรอบ ปราสาทพระวิหารด้วยนั้น ก็เป็นเพราะเกรงว่าจะถูกพรรคการเมืองฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีในการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้อย่างเข้มข้น ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าทั้งพรรคสัม รังสีและพรรคนโรดม รณฤทธิ์ ตลอดจนพรรคที่ตั้ง ขึ้นใหม่อย่างพรรคสิทธิมนุษยชน ของนักเคลื่อนไหวเพื่อการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนในกัมพูชาอย่าง เข็ม สุขานั้นต่างก็ได้พยายามหยิบยกเอาปัญหาเกี่ยวกับเขตทับซ้อนใน บริเวณโดยรอบของปราสาทพระวิหารขึ้นมาโจมตี ฮุน เซน และพรรคประชาชนกัมพูชาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ซึ่งถ้าหากจะว่าไปแล้วการหยิบยกประเด็นของพรรคฝ่ายค้านในกัมพูชานั้นก็คือประเด็นเดียวกันกับฝ่ายที่คัดค้านการที่รัฐบาลไทยไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อให้ การสนับสนุนแก่รัฐบาลกัมพูชาในการยื่นข้อเรียกร้องขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต่อองค์การ UNESCO นั่นเอง กล่าวก็คือในขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านฯในไทยนั้น หวั่นเกรงว่าการสนับสนุนดังกล่าวของรัฐบาลไทยที่มีต่อรัฐบาลเขมรนั้นจะส่งผลทำให้ไทยต้องสูญเสียอธิปไตยในเขตพื้นที่ที่มีการโต้แย้งให้กับกัมพูชาในระยะต่อไปนั้น ทางพรรคการเมืองฝ่ายค้านในกัมพูชาต่างก็ได้แสดงความกังวลใจว่าการที่รัฐบาลกัมพูชาได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯดังกล่าวนี้จะทำให้กัมพูชาต้องสูญเสียอธิปไตยในเขตทับซ้อนให้กับฝ่ายไทยในระยะต่อไปเช่นกัน โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าการอ้างสิทธิในเขตทับซ้อน ซึ่งมีพื้นที่กว้างประ มาณ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น ทางการไทยกับกัมพูชานั้นได้อ้างถึงแผนที่คนละฉบับ โดยในขณะที่ฝ่ายกัมพูชานั้นได้ยึดถือแผนที่ฉบับที่ฝรั่งเศสได้จัดทำขึ้นในปี 1907 ที่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้ให้การยอมรับมาโดยตลอดนั้น ทางการกัมพูชาก็ไม่ได้ให้การยอมรับแผนที่ฉบับที่รัฐบาลไทยจัดทำขึ้นในปี 1962 หรือหลังจากที่ศาลระหว่างประเทศได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชามาโดยตลอดด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเลยที่ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดนที่ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงพื้นที่อื่นๆในตลอดแนวเขตติดต่อชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วยนั้นยังคงไม่สามารถตกลงปักปันเขตแดนระหว่างกันได้เลยจนเท่าทุกวันนี้ โดยสำหรับในกรณีที่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนในเขตปราสาทพระวิหารนี้ก็มีรายงานออกมาว่า พรรคฝ่ายค้านได้พยายามปลุกระดมให้ชาวเขมรไปรวมตัวอยู่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญในตลอดช่วงสัปดาห์แรกของเดือนนี้เช่นกันหาก แต่เป็นเพราะฝ่ายรัฐบาลของ ฮุน เซน นั้นล่วงรู้ถึงความพยายามดังกล่าวเสียก่อน จึงได้ส่งกำลังตำรวจปราบจลาจลไปสกัดกั้นไว้ได้ทัน (หากไม่เช่นนั้นแล้วคนไทยคงจะได้เห็นการเผาสถานทูตไทยอีกครั้งหนึ่งเป็นแน่แท้) อย่างไรก็ตาม ภาพของการเฉลิมฉลองอย่างคึกครื้นในตลอดคืนที่คณะกรรมการมรดกโลกขององค์การ UNESCO ได้รับรองให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้นก็น่าที่จะถือเป็นภาพสะท้อนของประชาชนส่วนใหญ่ในกัมพูชาได้อย่างชัดเจน กล่าวคือการให้ ความสำคัญกับสถานะของการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารมากกว่าปัญหาเขตทับซ้อนในพื้นที่โดยรอบปราสาทฯของกัมพูชานั่นเอง ยิ่งเมื่อประกอบกับการที่ ฮุน เซน ได้เน้นย้ำในแถลงการณ์ที่ได้มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศด้วยว่าการที่ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้นมิได้เกี่ยวข้องอย่างใดเลยกับปัญหาเขตแดนระหว่างกัมพูชากับไทยนั้น กลับยิ่งทำให้ประชาชนชาวเขมรส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในการนำของ ฮุน เซน มากขึ้นหลายเท่าทวีคูณอีกต่างหาก ทั้งนี้เพราะชาวเขมรเชื่อว่าผลประโยชน์จากต่างประเทศจะหลั่งไหลเข้าไปในประ เทศของพวกตนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องเพราะมีรูปธรรมอย่างชัดเจนจากกรณีของนครวัดในเขตจังหวัดเสียมเรียบ (คนไทยเรียกว่าเสียมราฐ) ซึ่งได้รับสถานะเป็นมรดกโลกก่อนหน้านี้เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาก็ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปท่องเที่ยวที่นั่นมากกว่า 2 ล้านคนหรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 18.5% ซึ่งก็สามารถสร้างรายรับให้กับภาคธุรกิจบริการและท่องเที่ยวในเขมรได้มากกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในปีนี้ก็คาดหมายว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางไปที่นั่นเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 3 ล้านคนด้วยแล้ว จึงทำให้ชาวเขมรส่วนใหญ่วาดหวังว่าอนาคตของปราสาทพระวิหารจะเป็น ไปในทิศทางดังกล่าวด้วยเช่นกัน ทั้งนี้โดยตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวที่รัฐบาลเขมรภายใต้ ฮุน เซน ได้ประกาศ ไว้อย่างชัดเจนเมื่อไม่นานมานี้ ก็คือการเชื่อมต่อนครวัดกับปราสาทพระวิหารให้เป็นเขตท่องเที่ยวอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งล่าสุดก็มีรายงานว่ารัฐบาลจีนจะให้ความช่วยเหลือเพื่อ ก่อสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเสียมเรียบกับจังหวัดพระวิหาร พร้อมกันนี้ก็ยังจะให้ความช่วยเหลือในการขยายสนามบินที่เสียมเรียบอีกด้วย ซึ่งด้วยแผนการฯที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงในอนาคตอันใกล้นี้ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่สามารถรับประกันได้อย่างหนักแน่นว่าประชาชนชาวเขมรส่วนใหญ่จะยังคงใช้สิทธิของพวกตนเพื่อเลือกตั้งให้พรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน เข้ามาสานต่องานที่วางไว้ดังกล่าวนี้ให้สำเร็จต่อไป นั่นก็หมายความว่าเป้าหมายของ ฮุน เซน ที่จะครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ กัมพูชาต่อไปจนถึงอายุ 90 ปีนั้น (ถ้าไม่มีอันเป็นไปเสียก่อน) ได้รุกคืบไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว และถ้าหากเป้าหมายดังกล่าวนั้นเป็นจริงก็ไม่เพียงจะทำให้ ฮุน เซน เป็นผู้นำรัฐบาลที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกเท่านั้น หากยังจะหมายถึงการนั่งอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานที่สุดในโลกถึง 58 ปีติดต่อกันอีกด้วย!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||