พิมพ์หน้านี้
|
การเฉลิมฉลองปราสาทพระวิหารมรดกโลกในกัมพูชายังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้นี้ เพราะพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ภายใต้การนำของ ฮุน เซน นั้นได้นำมาใช้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในการรณรงค์หาเสียงเลือก ตั้งทั่วไปในเวลานี้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบสนองจากประชาชนชาวเขมรอย่างดียิ่ง เนื่องจากได้มีการถ่ายทอดออกอากาศทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วประเทศในทุกๆครั้งและในทุกๆสถานที่ที่ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าวนี้ แน่นอนว่าการจัดงานเฉลิมฉลองเช่นนี้ย่อมนับเป็นการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการฝ่าฝืนหรือกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งในกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง แต่ประเด็นนี้ก็มิได้เป็น ปัญหาสำหรับ ฮุน เซน เลยแม้แต่น้อย เนื่องเพราะการจัดงานเฉลิมฉลองฯอย่างยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่การกระทำของพรรคประชาชนกัมพูชา หากแต่ดำเนินการโดยบรรดาบริษัทห้างร้านเอกชนต่างๆที่ใจบุญ (บรรดาบริษัทเอกชนเขมรและต่างชาติซึ่งได้รับสัมปทานป่าไม้จากรัฐบาล ฮุน เซน) ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าในระหว่างการถ่ายทอดออกอากาศทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศนั้นจะปรากฏภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ของบรรดาแกนนำของพรรคประชาชนกัมพูชาทั้ง ฮุน เซน, เจีย ซิม และ เฮง สัมริน ก็ตาม หากแต่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติของ กัมพูชาก็ได้แถลงยอมรับแล้วว่าไม่สามารถที่จะเอาผิดกับพรรคประชาชนกัมพูชาได้เลย เพราะการชูภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ดังกล่าวก็มิใช่การกระทำของสมาชิกพรรคฯนั่นเอง ซึ่งต่อสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ถึงกับทำให้พรรคสัม รังสี ต้องออกมาประณาม คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติของกัมพูชาว่าไม่ได้วางตัวเป็นกลางในการจัดเลือก ตั้งทั่วไปในครั้งนี้เลย หากแต่กลับได้แสดงบทบาททั้งในการช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อทำให้พรรคประชาชนกัมพูชาเป็นฝ่ายชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้อย่างถล่มทลาย แต่ถึงกระนั้น พรรคสัม รังสี ภายใต้การนำของ สัม รังสี นั้นก็มิได้หยุดยั้งในอันที่จะรณรงค์ในการหาเสียงเพื่อให้มีชัยชนะเหนือ ฮุน เซน ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ให้ได้ ด้วยการชูประเด็นเกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการค้าเถื่อน ปัญหาค่าครองชีพสูง และปัญหาการไล่ที่เป็นต้น ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ประชาชนชาวเขมรกำลังเผชิญกับยุคข้าวยากหมากแพงอย่างหนัก ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุน เซน นั้นกลับไม่สามารถที่จะบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้กับประชาชนชาวเขมรได้เลย ตรงกันข้ามกลับปรากฏว่าในตลอดช่วงเกือบ 5 ปีมานี้ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาล ฮุน เซน นั้นกลับยิ่งทำให้ ประชาชนชาวเขมรต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมากขึ้นอีกต่างหาก ทั้งนี้โดยจากรายงานขององค์การ OXFAM ก็ระบุว่าเฉพาะในช่วงปี 2007 ที่ผ่านมามีประชาชนชาวเขมรมากกว่า 5,000 ครอบครัวที่ถูกทางการกัมพูชาขับไล่ออกไปจากที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพื่อนำเอาที่ดินไปส่งมอบให้กับบริษัทเอกชนจากต่างประเทศที่ได้สิทธิเช่าและพัฒนาที่ดินระยะยาวถึง 99 ปีจากรัฐบาลเขมร ซึ่งยังไม่นับรวมถึงประชาชนชาวเขมรอีกมากกว่า 4,000 ครอบครัวที่กำลังจะถูกขับไล่ให้ออกไปจากพื้นที่รอบๆเขตทะเลสาบนอกกรุงพนมเปญ ซึ่งรัฐบาลเขมรให้บริษัทต่างชาติเช่าเป็นเวลาถึง 99 ปีโดยได้รับค่าเช่าในมูลค่ารวม 79 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดสัญญาเช่าดังกล่าวในขณะที่รัฐบาล ฮุน เซน นั้นกลับต้องการที่จะชดเชยให้กับชาวเขมรเหล่านี้ในสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของราคาที่ดินที่เป็นจริงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นองค์การ OXFAM ยังได้ระบุไว้ในรายงานอย่างชัดเจนด้วยว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล ฮุน เซน ได้เป็นผลทำให้ประชาชนเขมรกว่า 150,000 คนทั้งในเขตเมืองและชนบทต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเพราะถูกขับไล่ให้ออกจากที่ดินและที่อยู่อาศัยเพื่อนำไปให้เอกชนเขมรและต่างชาติเช่าอย่างยาวนาน ส่วนกรรมกรในโรงงานทอผ้าและในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างกว่า 4 แสนคนนั้นก็ถูกดองการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกลด อัตราค่าจ้างในการทำงานล่วงเวลาลงจากเดิมคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% อีกต่างหาก ทั้งนี้โดยรัฐบาลฮุน เซน ให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านราคาสินค้าที่ส่งออกจากกัมพูชาไปยังต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากกรณีนี้มากที่สุดก็คือเจ้าของโรงงานทอผ้าและโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปนั่นเอง ทั้งนี้โดยจากรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่าโรงงานทอผ้าและโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกในกัมพูชานั้นมีลูกจ้างแรงงานจำนวนมากกว่า 3 แสนคน และรายได้จากค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานเหล่านี้ยังมีความสำคัญต่อการหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเขมรในเขตชนบทมากกว่า 2 ล้านชีวิตอีกด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อต้องมาถูกลดอัตราค่าจ้างในการทำงานล่วงเวลาในท่ามกลาง สภาวะที่ราคาน้ำมันในเขมรได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 70 บาทต่อลิตร ส่วนราคาข้าวก็ปรับตัวแพงขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2007 ที่ผ่านมาด้วยแล้ว จึงนับเป็นสถานการณ์ที่ยากอย่างยิ่งที่กรรมกรโรงงานที่มีรายได้ไม่เกิน 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนจะสามารถยังชีพอยู่ได้อย่างเป็นปกติในท่ามกลางสภาวะเงินเฟ้อที่สูงถึง 24% ในเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น องค์การอาหารโลก (World Food ProgramWFP) ก็ได้ประกาศ ระงับโครงการอาหารเช้าสำหรับเด็กนักเรียนเกือบ 5 แสนคนในเขตชนบทของกัมพูชาในระยะนี้อีกต่างหาก ด้วยเหตุผลที่ว่ามีงบประมาณไม่พอที่จะซื้อข้าวและอาหารที่แพงขึ้นถึง 3 เท่าดังกล่าวนั่นเอง ในขณะที่องค์การ Global Witness ก็ได้รายงานว่าในตลอดช่วง 5 ปีมานี้ สภาพ ป่าไม้ในเขมรได้ลดระดับความอุดมสมบูรณ์ลงไปถึง 29% ซึ่งก็ได้เป็นผลทำให้ป่าไม้ของ กัมพูชายังคงความหนาแน่นเหลืออยู่เพียงไม่ถึง 40% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น แน่นอนว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับ ฮุน เซน กับพรรค ประชาชนกัมพูชาในอันที่จะสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาดในสภาแห่งชาติชุดต่อไปของกัมพูชาเช่นกัน ทั้งนี้โดยทางด้าน สัม รังสี ผู้นำพรรคสัม รังสีนั้นถึงกลับได้วิเคราะห์และชี้ชัดเลยว่าในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 กรกฎาคมปีนี้ประชาชนชาวเขมรส่วนใหญ่ในจำนวนทั้งหมดกว่า 8.2 ล้านคนที่มีสิทธิเลือกตั้งนั้นจะลงคะแนนให้กับพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งในที่นี้ก็หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการบริหารประเทศอย่างขนานใหญ่ด้วยเหตุผลที่ว่า ...การบริหารประเทศโดยรัฐบาลฮุน เซน ในตลอดช่วงที่ผ่านมานั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆนานาแก่ประเทศชาติและประชาชน โดยไม่ว่าจะเป็นปัญหาการไล่ที่ ความขัดแย้งกับประชาชนเกี่ยวกับการอ้างสิทธิในที่ดิน การฉ้อราษฎร์บังหลวง ความยากจน อย่างแสนสาหัสของประชาชน ปัญหาการว่างงาน ภัยเงินเฟ้อ การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการค้าเถื่อน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาการปักปันเขตแดน และปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเลที่มีผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและแก๊สเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นต่างก็นับ เป็นปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นในช่วงการบริหารประเทศของรัฐบาลฮุน เซน ทั้งสิ้น... แน่นอนว่าสิ่งที่ สัม รังสี ได้กล่าวชี้แจงทั้งหมดข้างต้นนั้นย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงที่ประชาชนชาวเขมรได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ว่าการเลือกตั้งในกัมพูชานั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการเลือกตั้งในประเทศไทยแต่อย่างใด ซึ่งก็คือผู้ที่มีเงินทุนและอิทธิพลในระบบอุปถัมภ์นั้นก็ยังคงสามารถที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะทุจริตคอร์รัปชั่นไปอย่างมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม ยิ่งในสถานการณ์ที่ ฮุน เซน นั้นมีผลงานชิ้นโบว์แดงจากการที่สามารถต่อรองจน ทำให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้เป็นผลสำเร็จด้วยแล้ว จึงเปรียบเสมือนยาดีๆที่สามารถทำชาวเขมรลืมสภาวะข้าวยากหมากแพงไปได้ชั่วขณะเลยทีเดียว ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็หลังจากการเลือกตั้งได้ผ่านพ้นไปแล้วด้วยชัยชนะของ ฮุน เซน นั่นเอง!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||