พิมพ์หน้านี้
|
ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 กรกฎาคม 2008 ที่ผ่านมานี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นผลทำให้พรรคประชาชนกัมพูชาสามารถที่จะจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ได้ด้วยพรรคฯเดียว อีกทั้งยังเป็นการรับประกันว่า ฮุน เซน จะยังคงครองอำนาจอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาต่อไปอีก 5 ปีหลังจากที่ครองอำนาจในตำแหน่งนี้มาถึง 23 ปีติดต่อกันแล้วก็ตาม หากแต่ชัยชนะในครั้งนี้ก็สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าเป็นชัยชนะที่ได้มาด้วยวิชามารโดยแท้ ทั้งนี้เพราะสิ่งที่พรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน ได้ปฏิบัติในการเลือกตั้งครั้งนี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งยังเป็นปฏิบัติการที่เอารัดเอาเปรียบต่อพรรคการเมืองอื่นๆทั้งสิ้น โดยเริ่มจากการสำรวจเพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อประชาชนชาวเขมร ผู้ที่จะมีสิทธิในการเลือกตั้งซึ่งแม้ว่าการรับรองบัญชีรายชื่อดังกล่าวในขั้นสุดท้ายนั้นจะเป็นสิทธิอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติของกัมพูชาก็ตาม หากแต่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ทั้งหมดนั้นก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างสิ้นเชิงโดยรัฐมนตรีในสังกัดพรรคฯของ ฮุน เซน นับจากที่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งคณะรัฐบาลด้วยเสียง 2 ใน 3 มาเป็นมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาแห่งชาติทั้งหมดเมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว ซึ่งจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวโดยได้รับความร่วมมือจาก สัม รังสี ผู้ซึ่งไม่พอใจต่อการกระทำของ เจ้านโรดม รณฤทธิ์ หัวหน้าพรรคฟุนซินเปกในเวลานั้น ที่ได้หักหลังตนแล้วไปจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับ ฮุน เซน หลังจากที่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2003 ได้ผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลาถึง 1 ปีนั้นก็ได้กลับกลายเป็นโอกาสที่ทำให้ ฮุน เซน สามารถปรับคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องสนใจว่าจะได้รับการสนับสนุนจาก เจ้ารณฤทธิ์ หรือไม่ โดยแนวทางที่ ฮุน เซน เลือกปฏิบัติในการปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนั้น ก็คือการปรับรัฐมนตรีในสังกัดพรรคฟุนซินเปกออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีร่วมว่าการในกระทรวงภายใน (กระทรวงมหาดไทย) เพื่อเปิดทางให้รัฐมนตรีในสังกัดพรรคประชาชนฯเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีอำนาจในการควบคุมดูแลทะเบียนราษฎร์ และผลลัพธ์ที่เห็นได้อย่างชัด เจนที่สุดจากปฏิบัติการในครั้งนั้น ก็คือชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งระดับท้อง ถิ่นในปี 2007 ซึ่งพรรคประชาชนฯของ ฮุน เซน นั้นสามารถยึดกุมอำนาจปกครองระดับท้องถิ่นได้ถึง 1,591 เขตจากทั้งหมด 1,621 เขตในทั่วประเทศ แน่นอนว่าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดนี้ ก็คือผลพวงจากชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นดังกล่าวนั่นเอง เพราะการที่คนของพรรคประชาชนฯได้เป็นผู้ปกครองในระดับท้องถิ่นมากถึง 1,591 เขตในขณะที่พรรค สัม รังสี ได้ปกครองเพียง 28 เขต และอีก 2 เขตที่เหลือเป็นของพรรคฟุนซินเปกในช่วงที่ เจ้ารณฤทธิ์ ถูกขับออกจากพรรคฯ (อันเนื่องมาจากการขายสำนักงานพรรคฯ) แล้วนั้นก็คือหลักประกันที่ทำให้พรรคประชาชนฯสามารถควบคุมชาวเขมรได้อย่างทั่วถึงที่สุด เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใดที่จะมีข่าวคราวและการร้องเรียน เกี่ยวกับการแจกจ่ายบัตรประจำตัวประชาชน(ชั่วคราว)ให้กับชาวเขมรอย่างกว้างขวาง การใช้อิทธิพลของผู้ปกครองในท้องถิ่นบีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือกพรรคประชาชนฯเท่านั้น การแจกสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันในยุคข้าวยากหมากแพง และการคุกคามสื่อมวลชนทุกแขนงที่ให้การสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน เป็นต้น กล่าวสำหรับการใช้อิทธิพลเพื่อคุกคามสื่อมวลชนในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการสั่งปิดสถานีวิทยุท้องถิ่นและการดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทหรือจัดรายการวิทยุโดยไม่มีใบอนุญาตอย่างกว้างขวาง เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เป็นเขตฐานเสียงของพรรคฝ่ายค้าน และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือการล่าสังหารนักข่าว ที่พยายามขุดคุ้นด้านมืดของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งต่อกรณีเดียวกันนี้ คณะผู้สังเกตการณ์ของสหภาพยุโรป ก็ได้เสนอรายงานใน ทันทีที่การเลือกตั้งได้สิ้นสุดลงว่าการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาในครั้งนี้ไม่ได้มาตรฐานที่สากลจะสามารถยอมรับได้เลย เพราะสื่อมวลชนทุกแขนงนั้นถูกผูกขาดโดยฝ่ายรัฐบาลและพรรคประชาชนฯของ ฮุน เซน ส่วนการใช้สิทธิของประชาชนชาวเขมรก็ไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง และคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติก็ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เป็นกลางโดยเอนเอียงไปเข้าข้างฝ่ายรัฐบาลมากเป็นพิเศษ โดยต่อสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ถึงกับทำให้ สัม รังสี ต้องออกมาโจมตีว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาตินั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและอำนาจเงินของ ฮุน เซน อย่างเบ็ดเสร็จ และภาระหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเขมรจึงมี อยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการทำให้พรรคประชาชนฯของ ฮุน เซน เป็นฝ่ายมีชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สัม รังสี ยังได้ระบุไว้ในแถลงการณ์อย่างชัดเจนด้วยว่าสาเหตุที่ทำให้บุคลากรและหัวคะแนนของพรรคสัม รังสี นับหมื่นคนได้พากันลาออกจากพรรคฯไปเป็นลูกสมุนของพรรคประชาชนฯ ก่อนที่การเลือกตั้งจะมีขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะทุกคนได้รับผลตอบแทนตั้งแต่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไปจนถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับว่ามีฐานะและตำแหน่งสูงหรือต่ำเมื่อครั้งที่อยู่กับพรรคสัม รังสี เป็นสำคัญ แต่ถึงกระนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติก็ได้รายงานว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้มีความรุนแรงและมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งเกิด ขึ้นน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งทั่วไป 3 ครั้งก่อนและการเลือกตั้งระดับท้อง ถิ่นเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถ้าหากพิจารณาจากเรื่องราวที่ถูกร้องเรียนถึงคณะกรรมการการเลือก ตั้งในช่วง 1 เดือนของการหาเสียงที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้นจริงเพราะนอกจากการร้องเรียนจากพรรคฝ่ายค้านแล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีการร้องเรียนจากพรรคฯของ ฮุน เซน เลยนั่นเอง การแสดงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ตามการกล่าวหาของพรรคฝ่ายค้านดังกล่าวนี้ยิ่งดูจะมีมูลความจริงมากขึ้นเมื่อ 4 พรรคการเมืองอันประกอบ ด้วยพรรคสัม รังสี พรรคนโรดม รณฤทธิ์ พรรคสิทธิมนุษยชน และพรรคฟุนซินเปก (ซึ่งมีทีท่าว่าจะถูก ฮุน เซน ตัดหางปล่อยวัด) ได้จับมือกันเพื่อแสดงออกถึงการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในครั้งล่าสุดนี้ โดยได้ยกถึงเหตุผลต่างๆที่ได้กล่าวมาข้างต้นรวมถึงข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีชาวเขมรนับล้านคนที่ชื่อหายไปจากบัญชีรายชื่อในวันออกเสียงเลือกตั้งด้วยนั้น แต่แทนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งฯจะรับเรื่องไว้เพื่อทำการสอบสวนหาความจริงต่อไปนั้นกลับได้แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจต่อการกล่าวหาและเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ของพรรคฝ่ายค้านดังกล่าวอีกต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งฯนั้น ถึงกับกล่าวว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้แพ้จะพากันเรียกร้องเช่นนั้น ทั้งๆที่รู้ว่ากฎหมายเลือกตั้งไม่มีบท บัญญัติที่อนุญาตให้สามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ได้แต่อย่างใด หากมีเพียงบทบัญญัติที่ อนุญาตให้นับคะแนนใหม่ได้เท่านั้น แต่ถึงกระนั้น ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดนี้มีชาวเขมรออก มาใช้สิทธิเพียง 70% เศษๆเท่านั้น ซึ่งลดลงจากการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเมื่อปีที่แล้วที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่า 83% เลยทีเดียว ทั้งๆที่เป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีกระแสชาตินิยมอันเกิดจากกรณีปราสาทพระวิหารได้เป็นมรดกโลกจนต้องขัดแย้งกับไทยเกี่ยว กับเขตแดนเหมือนในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น การเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในโอกาสที่ปราสาทพระวิหารได้ถูกรับ รองให้เป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO ที่สื่อทุกแขนงของรัฐบาลได้มีการถ่ายทอด สดพิธีการเฉลิมฉลองและการแถลงการณ์โดย ฮุน เซน ไปทั่วประเทศในห้วงที่ทุกๆพรรคการเมืองกำลังหาเสียงกันอย่างเมามันนั้นก็ยังนับเป็นความได้เปรียบของพรรคฯฮุน เซน ที่มีอยู่เหนือพรรคอื่นๆ โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ถือว่านั่นเป็นการใช้สื่อของรัฐไปเพื่อผลประโยชน์ของพรรคประชาชนฯของ ฮุน เซน แต่อย่างใดอีกด้วย เนื่องเพราะถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวเขมรทั้งชาตินั่นเอง อย่างไรก็ตาม ชัยชนะอย่างถล่มทลายดังกล่าวของ ฮุน เซน กับพรรคประชาชนฯในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดนี้ก็ใช่ว่าจะทำให้ ฮุน เซน สามารถนำคณะรัฐบาลชุดใหม่เพื่อบริหารประเทศได้อย่างที่ใจปรารถนาแต่อย่างใดไม่ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านจะดำเนินการในระยะต่อไปนี้ ถ้าหากว่าข้อเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ไม่เป็นผลนั้น ก็คือการไม่ยอมสาบานตนเข้ารับหน้าที่เป็นสมาชิกสภาแห่งชาติ ทั้งนี้เพราะตามรัฐธรรมนูญของเขมรนั้นได้บัญญัติไว้ว่าสภาแห่งชาติจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ และรับรองคณะรัฐบาลใหม่ หรือตรวจสอบการบริหารของรัฐบาลได้ตามกฎหมาย ก็ต่อเมื่อสมาชิกสภาแห่งชาติทุกๆคนได้สาบานตนเข้ารับหน้าที่อย่างครบถ้วนแล้วเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีแนวโน้มที่การเมืองภายในเขมรจะยังคงไม่เข้าที่เข้าทางโดยง่ายๆในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน เพราะชัยชนะที่ ฮุน เซน ได้มาด้วยวิชามารโดยแท้นั้นมันไม่เป็นที่ยอมรับจากสากล และที่สำคัญ ฮุน เซน ยังมีศัตรูทางการเมืองเพิ่มขึ้นจาก 1 เป็น 4 ในเวลาเดียวกันอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าด้วยสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นก็ย่อมจะไม่เป็นการง่ายอีกเช่นกันที่ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างเขมรกับไทยนั้นจะสามารถแก้ไขได้ในเร็วๆวันนี้!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||